PDF Available  
Macro Making Sense

การพุ่งขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตร: ความเสี่ยงที่ InnovestX เตือนไว้ กำลังกลายเป็นจริง

By ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์, IAA|24 Aug 26 6:25 AM
สรุปสาระสำคัญ
  • ตั้งแต่ต้นปี 2026 ผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวปรับขึ้นพร้อมกันทั่วโลก สหรัฐฯ อายุ 10 ปีเพิ่ม 56 bps สู่ 4.74% เยอรมนีเพิ่ม 37 bps สู่ 3.24% และญี่ปุ่นเพิ่มแรงสุด 75 bps สู่ 2.85% ขณะที่ 30 ปีสหรัฐฯ แตะ 5.34% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 การปรับขึ้นสวนทางข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอลง บ่งชี้ว่าแรงขับมาจากปริมาณพันธบัตรใหม่และความเสี่ยงการคลัง ไม่ใช่วัฏจักรเศรษฐกิจ จนกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ต้องแทรกแซงนอกปฏิทินเมื่อ 19 ส.ค. โดยเพิ่มวงเงินซื้อคืนพันธบัตรอายุ 10–30 ปี จาก 2,000 ล้านดอลลาร์เป็นอย่างน้อย 4,000 ล้านดอลลาร์ต่อครั้ง มีผล 9 ก.ย. – 4 พ.ย. 2026
  • InnovestX มองว่านี่เป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างจาก term premium ที่สูงขึ้น ตรงกับธีม 2026: Year of Fiscal Risk ในหนังสือกลยุทธ์ "Riding the Wild Horse" ซึ่งเราประเมินว่าฐานะการคลังทั่วโลกจะเปราะบางขึ้น จากการใช้จ่ายของภาครัฐที่เพิ่มขึ้นหลังโควิด นโยบายประชานิยมที่สร้างภาระระยะยาว ความเสี่ยงนี้เห็นได้ชัดในสหรัฐฯ จากหนี้สาธารณะที่ทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่คำวินิจฉัยศาลสูงสุดเรื่อง IEEPA ทำให้ CBO ปรับลดประมาณการรายได้ศุลกากรสุทธิราว 250,000 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้การขาดดุลการคลังปีนี้มีแนวโน้มสูงกว่าคาดอีกทั้งการลดการส่งสัญญาณล่วงหน้าของประธาน Fed Kevin Warsh ซึ่งเพิ่มความไม่แน่นอนต่อทิศทางนโยบายการเงินและผลักดัน term premium ให้สูงขึ้น

  • กรณีฐานของเราคือผลตอบแทนค้างอยู่ในระดับสูงและผันผวน โดยเราปรับเพิ่มคาดการณ์ 10 ปีสหรัฐฯ สิ้นปีเป็น 4.8% จาก 4.70% ภายใต้ดอกเบี้ยนโยบายคงที่ 3.63%

  • InnovestX มองว่าระดับ 5.0% ของ 10 ปี และ 5.5% ของ 30 ปีเป็น benchmark สำคัญ หากไม่ยืนเหนือ 5% ยาวนานสถานการณ์ยังควบคุมได้ แต่หากเกิน 5% ต่อเนื่องอาจทำให้ตลาดตกต่ำลงคล้ายปี 2023 ได้

  • ทั้งนี้ต้นตอของการพุ่งขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตร ทั้งราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และการขาดดุลการคลังที่เพิ่มขึ้นเพื่องบกลาโหมคือสงคราม ซึ่งเป็นปัจจัยที่ย้อนกลับได้ หากสงครามยุติลงและช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิด แรงกดดันจะคลายพร้อมกันทุกด้าน

  • ด้านญี่ปุ่น ผลตอบแทนขึ้นจาก 2.10% สู่ 2.85% จากสามแรงกดดันที่มาบรรจบกัน ทั้ง (1) BOJ ยุตินโยบาย ZIRP และ YCC รวมถึงการลดขนาด Balance Sheet (2) แผนลดภาษีมูลค่าเพิ่มอาหารจาก 8% เหลือ 1% ที่ทำให้รายได้หายราว 5 ล้านล้านเยนต่อปี หรือ 0.8% ของ GDP และ (3) นักลงทุนต่างชาติที่มีสัดส่วนซื้อขาย 65% กลายเป็นผู้กำหนดราคา ทำให้ 30 ปีขึ้นแตะ 4.1% จากราว 3.4%

  • InnovestX มองว่าระดับที่ต้องจับตาคือ 3% โดยหัวใจของปัญหาอยู่ที่เงื่อนไขเดียวคือความสัมพันธ์ระหว่างต้นทุนการกู้ยืมกับการเติบโตในรูปตัวเงิน ซึ่งหมายความว่าหากญี่ปุ่นรักษาการเติบโตบวกเงินเฟ้อให้สูงกว่าดอกเบี้ยเฉลี่ยได้ (ที่ 3% ขึ้นไป) กลไกที่เคยรองรับหนี้ระดับสูงมาสองทศวรรษก็จะยังทำงานต่อไป และเนื่องจากญี่ปุ่นเป็นผู้ถือพันธบัตรสหรัฐฯ รายใหญ่ที่สุดและเป็นแหล่งเงินทุนต้นทุนต่ำของโลก ระดับ 3% ของญี่ปุ่นจึงสำคัญไม่น้อยกว่า 5% ของสหรัฐฯ
Author
Slide3
ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์, IAA

หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ

Most Read
1/5
Related Articles
Most Read
1/5