
🔸FACT: เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงานและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ วงเงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท นับเป็นมาตรการทางการคลังที่ใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ยุควิกฤตโควิด-19
เหตุผลที่รัฐบาลออกเป็นพระราชกำหนดแทนที่จะเป็นพระราชบัญญัตินั้น เป็นเพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 กำหนดว่าการออกพระราชกำหนดต้องมีความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้เพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ซึ่งสนับสนุนเหตุผลที่ว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับสามวิกฤต คือ (1) วิกฤตราคาพลังงานที่พุ่งสูงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง (2) วิกฤตต้นทุนอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคที่จะขยายตัวตาม และสุดท้ายคือ (3) วิกฤตกำลังซื้อของประชาชนที่กำลังถดถอยลงอย่างเป็นรูปธรรม
🔸ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "แรงบีบสองด้าน" นี้กดดันทั้งฝั่งต้นทุนและรายได้พร้อมกัน สุ่มเสี่ยงจะพาเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะที่เงินเฟ้อสูงขณะที่เศรษฐกิจชะลอตัวพร้อมกัน (Stagflation) ซึ่งแก้ไขได้ยากและใช้เวลานานกว่าจะฟื้นตัว ส่วนเหตุที่ต้องใช้เครื่องมือพิเศษแทนกลไกงบประมาณปกติมีสามข้อ ได้แก่ (1) งบกลางเหลือเพียง 20,000 ล้านบาท (2) การโอนงบจากส่วนอื่น ๆ รวมถึงการดึงงบกลางทำได้ไม่เกิน 50,000 ล้านบาท และ (3) งบประมาณปี 2570 ต้องรอถึงเดือนตุลาคม 2569 ซึ่งช้าเกินไป
🔸ในด้านแหล่งที่มาของเงิน รัฐบาลยืนยันชัดเจนว่าจะใช้การกู้ยืมในประเทศทั้งหมดผ่านสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ โดยออกพันธบัตรรัฐบาลดูดซับสภาพคล่องจากระบบการเงินในประเทศ ไม่พึ่งพาแหล่งเงินกู้จากต่างประเทศ และจะทยอยกู้ตามความจำเป็นเมื่อมีโครงการที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติแล้วเท่านั้น ไม่ใช่กู้ทั้ง 4 แสนล้านบาทพร้อมกันตั้งแต่แรก กลไกนี้ช่วยลดแรงกดดันต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรในระยะสั้นได้ระดับหนึ่ง แม้ในระยะกลางอุปทานพันธบัตรรัฐบาลที่เพิ่มขึ้นยังอาจกดดันราคาพันธบัตรได้บ้างก็ตาม ซึ่งเป็นไปตามที่เราคาดการณ์ว่า ผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปี ณ ปลายปีนี้อาจปรับขึ้นไปอยู่ที่ 2.5% จากประมาณ 2.2% ในปัจจุบัน
🔸วงเงินถูกแบ่งออกเป็นสองแผนงาน แผนแรก 200,000 ล้านบาทมุ่งไปที่การเยียวยาระยะเร่งด่วนผ่านโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" ในรูปแบบคนละครึ่งพลัส โดยรัฐร่วมจ่าย 60% ประชาชนออก 40% ครอบคลุมผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.4 ล้านคนที่ได้รับเงินโอนตรง และประชาชนทั่วไปอีกกว่า 30 ล้านคนผ่านระบบคนละครึ่ง รวมถึงการลดต้นทุนภาคเกษตรและช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยและขนาดกลาง แผนที่สองอีก 200,000 ล้านบาทมุ่งเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพลังงานระยะยาว ผ่านการส่งเสริมการติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคา การสนับสนุนการใช้ยานพาหนะไฟฟ้า การพัฒนาสถานีชาร์จไฟฟ้า การสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต และการพัฒนาทักษะแรงงานรองรับอุตสาหกรรมพลังงานใหม่
🔸ประเด็นที่ซับซ้อนและมักถูกมองข้ามคือความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและเศรษฐกิจที่ขัดแย้งกัน หากมาตรการประสบความสำเร็จในการกระตุ้นกำลังซื้อตามที่ตั้งใจ เม็ดเงินขนาดใหญ่ที่ไหลเข้าระบบในเวลาอันสั้นย่อมเพิ่มแรงกดดันด้านอุปสงค์ ขณะที่ฝั่งอุปทานยังถูกจำกัดด้วยต้นทุนพลังงานที่สูงอยู่ สถานการณ์เช่นนี้คือเงื่อนไขที่เหมาะสมสำหรับการก่อตัวของเงินเฟ้อรอบใหม่ที่มาจากทั้งสองด้านพร้อมกัน ซึ่งจะทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องตัดสินใจลำบากขึ้นในการเลือกระหว่างการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อซึ่งจะยิ่งบั่นทอนการฟื้นตัว กับการปล่อยให้เงินเฟ้อดำเนินต่อไปเพื่อรักษาการเติบโตเศรษฐกิจ แต่ก็อาจเป็นการผลักให้เงินเฟ้อขึ้นแรงขึ้น ในทางกลับกัน หากมาตรการไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ตามที่คาดหวัง ผลจากประชาชนกังวลในภาพเศรษฐกิจในอนาคตท่ามกลางรายได้สุทธิที่ลดลง ก็จะทำให้ประชาชนไม่ใช้จ่าย ซ่ึ่งก็จะทำให้เศรษฐกิจตกต่ำได้
🔸อีกหนึ่งในประเด็นที่น่าถกเถียงที่สุดคือการนำเม็ดเงินกึ่งหนึ่งไปลงทุนในการพัฒนาทักษะ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้พลังงาน และการสร้างระบบนิเวศพลังงานใหม่ สิ่งเหล่านี้แตกต่างจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพอย่างถนนหรือท่าเรือ ซึ่งสร้างมูลค่าเศรษฐกิจที่วัดได้และมองเห็นได้ในระยะเวลาสั้นกว่า ค่าตัวทวีคูณทางเศรษฐกิจของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพจึงมักสูงกว่าและเห็นผลชัดเจนกว่า อย่างไรก็ตาม โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ต้องใช้เวลาวางแผนและประมูลนานหลายปีจึงจะเบิกจ่ายได้จริง ซึ่งอาจไม่ตอบโจทย์วิกฤตเร่งด่วนในขณะนี้แต่อย่างใด
💰มุมมองเศรษฐกิจ: INVX มีมุมมองสนับสนุนมาตรการครั้งนี้ เนื่องจากนอกจากจะเป็นการบรรเทาวิกฤตระยะสั้นแล้ว มาตรการนี้ยังเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศออกจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่นำเข้าจากต่างประเทศ ไปสู่พลังงานทดแทนที่ผลิตได้ในประเทศ ซึ่งเป็นการลดความเปราะบางเชิงโครงสร้างที่รากฐานที่สุดของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในยุคที่ระเบียบโลกใหม่กำลังก่อรูปและห่วงโซ่อุปทานพลังงานมีความผันผวนสูง ความมั่นคงทางพลังงานจึงเป็นรากฐานที่ขาดไม่ได้ของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
เงิน 200,000 ล้านบาทในแผนงานที่สอง แม้จะวัดผลทางเศรษฐกิจได้ยากในระยะสั้น แต่หากดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ครัวเรือนและธุรกิจที่เปลี่ยนมาพึ่งพาพลังงานทดแทนจะมีต้นทุนพลังงานที่ลดลงอย่างถาวร ผลที่ได้อาจไม่ปรากฏในตัวเลขการเติบโตเศรษฐกิจในทันที แต่จะปรากฏในความเข้มแข็งของโครงสร้างเศรษฐกิจในช่วงต่อไป
🔎กลยุทธ์ลงทุนตลาดหุ้นไทย: INVX มองว่า การออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนลบ. ครั้งนี้ ซึ่งแบ่ง 2 แสนลบ. สำหรับเยียวยาแก้ปัญหาเร่งด่วนระยะสั้น และอีก 2 แสนลบ. สำหรับวางรากฐานในการปรับโครงสร้างพลังงานระยะยาว จะเป็น Catalyst ต่อบรรยากาศลงทุนในตลาดหุ้นไทยระยะสั้น อย่างไรก็ดี ความยั่งยืนของการปรับตัวขึ้น (Rally) ยังขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพการเบิกจ่ายและทิศทางเงินเฟ้อเป็นสำคัญ กลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำ Selective Buy ตามระยะเวลาการเบิกจ่ายเงินกู้ ดังนี้
กลุ่มที่ได้ประโยชน์ระยะสั้น (Tactical Play): กลุ่มพาณิชย์ (CPALL CPAXT BJC TNP) ที่ได้ประโยชน์จากการใช้เงินกู้ผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งช่วยกระตุ้นกำลังซื้อระดับฐานรากและทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ และกลุ่มสินเชื่อรายย่อย (MTC SAWAD TIDLOR) ที่ได้ประโยชน์จากกำลังซื้อที่ดีขึ้น ทำให้ช่วยเพิ่มความสามารถในการชำระหนี้ ลดความเสี่ยง NPL
กลุ่มที่ได้รับประโยชน์ระยะกลาง-ยาว (Structural Play): กลุ่มพลังงานสะอาด (GULF GPSC BGRIM GUNKUL) และกลุ่มนิคม (WHA AMATA) ที่ได้ประโยชน์จากนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของภาครัฐ เช่น ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเข้าสู่พลังงานทางเลือกใหม่ (Solar cell, EV, Data Center) และดึงดูด FDI
ขอให้นักลงทุนโชคดี
#InnovestXResearch