Morning Brief

Morning Brief - เรื่องต้องรู้ ก่อนเทรด วันนี้ 14 พ.ค. 2569

14 May 26 7:30 AM
Morning Brief เรื่องต้องรู้ก่อนเทรดวันนี้
สรุปสาระสำคัญ

1. ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นทำ New High จากแรงซื้อหุ้นเทค แม้ดัชนี PPI ออกมาสูงหนุนคาด Fed คงดอกเบี้ยสูงนานขึ้น

2. Jensen Huang ร่วมคณะ Trump เยือนจีน ดันประเด็น AI Chip เป็นวาระสำคัญก่อนประชุม Xi Jinping

3. วุฒิสภาสหรัฐฯ รับรอง Kevin Warsh นั่งประธาน Fed ด้วยคะแนนฉิวเฉียด ท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อและคำถามเรื่องความเป็นอิสระ

4. อินเดียขึ้นภาษีนำเข้าทองและเงินเป็น 15% สกัดแรงกดดันต่อ FX Reserves หลังน้ำมันพุ่งฉุดรูปีอ่อนค่าหนักสุดในเอเชีย

5. RBI ชี้อินเดียอาจต้องส่งผ่านต้นทุนน้ำมันสู่ผู้บริโภค หากวิกฤตตะวันออกกลางดันราคาพลังงานสูงต่อเนื่อง

6. Alibaba รายงานกำไรจากการดำเนินงานไตรมาสสิ้นสุด มี.ค. 2026 ยังอ่อนตัวจากการลงทุน แม้รายได้ Cloud + AI ยังเร่งตัว

7. Tencent รายงานกำไร 1Q26 ดีกว่าที่คาด แต่รายได้โตต่ำกว่าที่คาด ด้านธุรกิจ เกม โฆษณา และคลาวด์ยังโตดี

8. รมว. คลังไทยเผย FDI ใน 1Q69 มีมูลค่า 2.6 แสนลบ. โต 18% พร้อมเดินหน้าลดอุปสรรคเพื่อปลดล็อก FDI และดัน GDP เติบโตระดับ 3%

Morning Brief

By INVX Investment Products & Strategy
14 May 2026

 

1. ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ นำโดยหุ้นเทคขนาดใหญ่ หลังผู้บริหาร Nvidia, Tesla และ Apple ร่วมคณะ Donald Trump เยือนจีน ช่วยหนุน sentiment ต่อกลุ่ม AI และเทคโนโลยี โดย S&P 500 เพิ่มขึ้น 0.6% และ Nasdaq 100 เพิ่มขึ้น 1% ขณะที่ Dow Jones ลดลง 0.1% อย่างไรก็ดี ตลาดยังเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อ หลัง PPI เดือน เม.ย. เพิ่มขึ้น 6% YoY สูงกว่าคาด และ Core PPI เพิ่มขึ้น 5.2% ทำให้นักลงทุนเพิ่มคาดการณ์ว่า Fed อาจคงดอกเบี้ยสูงนานขึ้น ด้าน Bond Yield สหรัฐฯ 10 ปีทรงตัวที่ 4.47% ส่วน WTI ลดลง 0.8% สู่ 101.40 ดอลลาร์/บาร์เรล และทองคำลดลง 0.6% สู่ 4,686.40 ดอลลาร์/ออนซ์

 

2. Jensen Huang ซีอีโอ Nvidia เข้าร่วมคณะ Donald Trump เยือนจีนแบบกะทันหัน ทำให้ประเด็น AI และเทคโนโลยีกลายเป็นวาระสำคัญก่อนการประชุมกับ Xi Jinping ที่ปักกิ่ง โดยผู้บริหารจาก Apple, Tesla, Boeing และ Goldman Sachs ร่วมเดินทางด้วย จุดสนใจหลักอยู่ที่ความเป็นไปได้ที่จีนจะอนุญาตให้ลูกค้าจีนซื้อชิป AI ขั้นสูง H200 ของ Nvidia หลังสหรัฐฯ เคยอนุมัติ license แล้ว แต่รัฐบาลจีนยังเป็นอุปสรรคสำคัญ เนื่องจากต้องการผลักดันอุตสาหกรรมชิปในประเทศ หุ้น Nvidia เพิ่มขึ้นมากกว่า 2% วานนี้ ขณะที่หุ้น AI จีนอย่าง MiniMax และ Zhipu ปรับขึ้นจากความหวังเข้าถึงชิป Nvidia ที่ทรงพลังขึ้น

 

3. วุฒิสภาสหรัฐฯ มีมติรับรอง Kevin Warsh เป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คนใหม่ด้วยคะแนน 54-45 ซึ่งเป็นส่วนต่างการรับรองที่แคบที่สุดเป็นประวัติการณ์สำหรับผู้นำ Fed สะท้อนความขัดแย้งทางการเมืองและความกังวลว่า Warsh อาจถูกกดดันจาก Donald Trump ให้ลดดอกเบี้ยเร็วขึ้น โดย Warsh จะเข้ารับตำแหน่งแทน Jerome Powell หลังวาระประธานสิ้นสุดลง ขณะเดียวกันแรงกดดันเงินเฟ้อกลับมาเป็นประเด็นสำคัญ หลัง PPI เดือน เม.ย. เพิ่มขึ้น 6% YoY สูงกว่าคาด และ Core PPI เพิ่มขึ้น 5.2% จากผลกระทบราคาพลังงานจากสงครามอิหร่าน ทำให้ตลาดจับตาว่า Fed ภายใต้ Warsh จะรักษาความเป็นอิสระและแนวทางคุมเงินเฟ้อได้เพียงใด

 

4. อินเดียปรับขึ้นภาษีนำเข้าทองคำและเงินเป็น 15% จากเดิม 6% โดยแบ่งเป็นอากรขาเข้าพื้นฐาน 10% และเงินจัดเก็บเพิ่มเติมเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภาคเกษตรอีก 5% ขณะที่ภาษีนำเข้า platinum เพิ่มเป็น 15.4% จาก 6.4% เพื่อชะลอการนำเข้าโลหะมีค่าและรักษา foreign-exchange reserves ท่ามกลางราคาพลังงานสูงและความเสี่ยง supply disruption จากวิกฤตตะวันออกกลาง มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายให้ประเทศจัดสรรเงินตราต่างประเทศไปยังสินค้านำเข้าที่จำเป็น เช่น น้ำมันดิบ ปุ๋ย และเทคโนโลยีสำคัญ โดย FX reserves ของอินเดียอยู่ที่ 690.69 พันล้านดอลลาร์ ณ 1 พ.ค. ขณะที่รูปีอ่อนค่ากว่า 6% ตั้งแต่ต้นปี และเป็นสกุลเงินเอเชียที่อ่อนค่ามากที่สุดปีนี้ กดดัน sentiment การลงทุนในตลาดหุ้นอินเดีย

 

5. Sanjay Malhotra ผู้ว่าการธนาคารกลางอินเดีย (RBI) ระบุว่า หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อและราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูง รัฐบาลอินเดียอาจจำเป็นต้องส่งผ่านต้นทุนน้ำมันบางส่วนไปยังราคาขายปลีกในประเทศ หลังจากที่ผ่านมา รัฐบาลลดภาษีสรรพสามิตและให้ผู้ค้าปลีกน้ำมันของรัฐดูดซับต้นทุน crude oil เพื่อจำกัดผลกระทบต่อผู้บริโภค ด้านเงินเฟ้ออินเดียเดือน เม.ย. เพิ่มขึ้นเป็น 3.48% จาก 3.40% ในเดือน มี.ค. แต่ยังต่ำกว่าคาดเพราะภาครัฐช่วยดูดซับราคาพลังงาน ขณะที่ RBI คาด GDP ปีงบประมาณนี้โต 6.9% เงินเฟ้อเฉลี่ย 4.6% อย่างไรก็ดี นักเศรษฐศาสตร์จาก Bloomberg คาดว่าเศรษฐกิจอินเดียอาจชะลอตัวมากขึ้นและเงินเฟ้อมีแนวโน้มเร่งตัวจากผลกระทบของความขัดแย้งดังกล่าว

 

6. Alibaba รายงานผลประกอบการไตรมาสสิ้นสุด มี.ค. 2026 แบบผสม โดยรายได้รวมโตเพียง 3% YoY ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ โดยแรงหนุนจาก AI และ Cloud ยังไม่พอชดเชยแรงกดดันจากธุรกิจพาณิชย์จีนและการแข่งขันกับ Meituan/JD. com ได้เต็มที่ จุดแข็งสำคัญคือ Cloud Intelligence รายได้โต 38% YoY และรายได้จากลูกค้าภายนอกของกลุ่ม Alibaba โต 40% โดยสินค้าเกี่ยวกับ AI คิดเป็น 30% ของรายได้จากลูกค้านอกของกลุ่ม Alibaba และยังโตระดับสามหลักเป็นไตรมาสที่ 11 ติดต่อกัน แต่จุดอ่อนคือกำไรจากการดำเนินงานหลักลดลงแรง เพราะบริษัทเร่งลงทุนใน AI, Cloud, Qwen, ธุรกิจส่งด่วนในเมือง และการดึงผู้ใช้งานใหม่

 

7. Tencent รายงานผลประกอบการ 1Q26 แบบผสม โดยรายได้รวมเพิ่มขึ้น 9% YoY และ 1% QoQ แต่ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้และเป็นการเติบโตช้าที่สุดในรอบ 6 ไตรมาส ขณะที่กำไรสุทธิปรับปรุงแล้วอยู่ที่ 67.9 พันล้านหยวน เพิ่มขึ้น 11% YoY และ 5%QoQ สูงกว่าที่คาด 18% จากโครงสร้างกำไรที่ยังแข็งแรงและการควบคุมค่าใช้จ่ายบางส่วน

 

8. รมว. คลังไทยเผยการลงทุน FDI ใน 1Q69 มีมูลค่ากว่า 2.6 แสนลบ. เติบโต 18% และยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่าน BOI เติบโตกว่า 60% สะท้อนความเชื่อมั่นของ นลท. ต่างชาติต่อการลงทุนในไทย และจะเดินหน้าลดอุปสรรคด้านกฎหมายเพื่อปลดล็อก FDI และดัน GDP เติบโตระดับ 3% ภายในช่วง 1-2 ปี มองบวกต่อกลุ่มนิคม (WHA, AMATA)
 
ประเด็นที่ต้องติดตาม: Retail Sales MoM ของสหรัฐฯ เดือน เม.ย. คาดว่าจะออกมาที่ 0.4% จากก่อนหน้าที่ 1.7%

Most Read
1/5
Related Articles
Most Read
1/5