สรุปสาระสำคัญ
การปรับตัวลดลงของหุ้นเทคโนโลยีและ Semiconductor รอบนี้ยังเป็นการปรับฐานจากความกังวลด้านดอกเบี้ย ภูมิรัฐศาสตร์ ความคุ้มค่าของ AI CapEx และ Valuation มากกว่าการจบรอบ โดยพื้นฐาน Cloud, Memory, HBM และโครงสร้างพื้นฐาน AI ยังแข็งแกร่ง แต่การฟื้นตัวจะกระจุกตัวในหุ้นที่สร้างรายได้ กำไร และกระแสเงินสดจาก AI ได้จริง
เมื่อกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวลดลงแรง ทำอย่างไรต่อดี?
- หุ้นเทคโนโลยีทั่วโลกปรับตัวลงจากการกดดันของดอกเบี้ยสูง ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความกังวลเรื่องจุดคุ้มทุนของการลงทุน AI และการขายทำกำไรหุ้นกลุ่มที่ราคาแพงเกินไป (โดยเฉพาะชิปหน่วยความจำ) มุมมองของเราการปรับตัวลดลงเป็นการปรับฐาน ไม่ใช่การจบรอบ พื้นฐานยังแกร่ง แค่หมุนไปหากลุ่มที่ถูกกว่าและผันผวนน้อยกว่า แนะนำให้ใช้โอกาสนี้การเลือกซื้อ หุ้น AI ที่ได้ประโยชน์และทำกำไรได้จริงในราคาที่เหมาะสม เช่น กลุ่ม Cloud และ Semiconductor พร้อมกระจายความเสี่ยงไปยังกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้า การเงิน และหุ้นปันผลสูงเพื่อลดความผันผวน
|
|
กลุ่ม
|
หุ้นที่แนะนำ
|
|
กลุ่มเทคโนโลยี
|
Cloud Service (ผู้ประกอบการขนาดใหญ่)
|
GOOG, AMZN, MSFT, Tencent, Alibaba
|
|
Semiconductor (รับความเสี่ยงได้ปานกลาง)
|
TSMC, NVDA, ASML, FN, TSEM
|
|
Semiconductor (รับความเสี่ยงได้สูง)
|
LITE, AVGO, MRVL, SMIC, SYNP, SK Hynix, BE Semiconductor
|
|
Cybersecurity (ได้ประโยชน์จากการโจรกรรมทางไซเบอร์และ AI)
|
PANW, CWRD, ZS, NET
|
|
นอกกลุ่มเทคโนโลยี
|
กลุ่มการเงิน
|
GS, MS, JPM, Deutsch Bank, Barclay
|
|
กลุ่มโครงสร้างพลังงานและ Electrification
|
GEV, ENT, Schneider, Mitsubishi Heavy, CATL (สำหรับความเสี่ยงสูง: SMR, OKLO)
|
|
กลุ่มเชิงรับ
|
UNH, WMT, China Mobile
|
|
กลุ่มเงินปันผลสูง
|
VZ, AXA, Enel, Moutai, ICBC
|
|
กลุ่มที่ใช้พักเงินรอจังหวะกลุ่มเทคโนโลยีฟื้นตัว
|
AIA, HKEX, V, Iberdola, COST
|
สาเหตุของการปรับตัวลดลง
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลกปรับตัวลดลง 5.6% เกิดจากแรงกดดันผสมผสานทั้งด้านมหภาค ภูมิรัฐศาสตร์ และปัจจัยเฉพาะกลุ่ม ซึ่งสามารถสรุปประเด็นหลักได้ 4 ประการ ดังนี้
- แรงกดดันด้านมหภาคและภูมิรัฐศาสตร์ โดยความตึงเครียดจากสงครามอิหร่านส่งผลให้ราคาพลังงานเพิ่มสูงขึ้น ปัจจัยนี้ไปทำให้ตลาดกังวลเงินเฟ้อ และทำให้ตลาดประเมินว่าธนาคารกลางอาจต้องคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไป ซึ่งสภาวะดอกเบี้ยสูงจะกดดันมูลค่าของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่เป็น Growth Stock
- การพัฒนาห่วงโซ่เทคโนโลยีจีน โดยพัฒนาการอย่างต่อเนื่องของจีน ทั้งการเริ่มผลิตเครื่องจักรพิมพ์ลายวงจร (DUV) ได้เอง, การพัฒนา AI Model สัญชาติจีน, การ IPO ของบริษัทหน่วยความจำอย่าง CXMT และการสร้างห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศที่แข็งแกร่งและได้การสนับสนุนของรัฐบาล ทำให้ตลาดเกิดความกังวลต่อการแข่งขันในระยะยาว ส่งผลให้นักลงทุนเริ่มประเมินมูลค่าความเสี่ยงของบริษัทเทคโนโลยีใหม่
- ความกังวลต่อความคุ้มค่าของการลงทุน AI ทั้งนี้การทุ่มงบลงทุนมหาศาลอย่างต่อเนื่องในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ เริ่มทำให้ตลาดตั้งคำถามถึงจุดคุ้มทุนและผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ว่าจะสามารถสร้างรายได้กลับมาให้บริษัทได้เร็วและมากพอที่จะชดเชยต้นทุนที่เสียไปหรือไม่ เพราะกระแสเงินสดสุทธิเริ่มปรับตัวลดลงแล้ว
- การขายทำกำไรบนความคาดหวังที่ตึงตัว โดยที่ผ่านมาหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวขึ้นมารับข่าวดีค่อนข้างมาก ทำให้นักลงทุนเลือกที่จะเทขายทำกำไร เพื่อลดความเสี่ยงก่อนการประกาศผลประกอบการที่มีความคาดหวังของตลาดอยู่ในระดับที่สูง หากงบออกมาไม่ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้อย่างมีนัยสำคัญ ก็เสี่ยงต่อการถูกเทขาย หากพิจารณาถึงการปรับตัวลดลงของ Semiconductor กลุ่มกรอบของ P/E เราพบว่า 1) กลุ่มหน่วยความจำแม้ว่าจะมี P/E ต่ำกว่า 10x แต่เป็นกลุ่มที่ปรับตัวลดลงแรงกว่า 30% ในเดือน กค 2026, 2) กลุ่มที่มี P/E ระหว่าง 30-50x ปรับตัวลดลง 23% และกลุ่มที่มี P/E มากกว่า 50x ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหุ้นจากจีน ปรับตัวลดลง 28% บ่งชี้ว่าหุ้นที่มี Valuation สูงมีการปรับตัวลดลงมากกว่าหุ้นที่มี Valuation ต่ำกว่า โดยกลุ่มที่ P/E อยู่ในกรอบการเคลื่อนไหวเดียวกับอุตสาหกรรมปรับตัวลดลงน้อยกว่า

จากปัจจัย 4 ด้านข้างต้น ได้เป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนกลุ่มเล่น (Sector Rotation) โดยนักลงทุนเลือกที่จะไปหาผลตอบแทนนอกกลุ่มเทคโนโลยีหรือกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นที่มีมูลค่าถูก หรือมีมีความผันผวนและความคาดหวังน้อยกว่า เพื่อลดความผันผวนของพอร์ตโฟลิโอในระยะสั้น
ในกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวลดลง แต่อะไรคือสาเหตุหลัก?
ภาพรวมการปรับตัวลดลงของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในรอบนี้ ไม่ได้สะท้อนความอ่อนแอของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีทั้งระบบ แต่เกิดจากการปรับฐานเฉพาะกลุ่ม
- ตัวฉุดหลักคือ Semiconductor โดยเฉพาะกลุ่ม Memory และหุ้นที่มี Valuation สูง ทั้งนี้แรงเทขายและปัจจัยกดดันกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มผู้ผลิตชิปหน่วยความจำเป็นหลัก เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่มีความผันผวนสูงและมีแนวโน้มการแข่งขันด้านราคาและการเพิ่มกำลังการผลิตใหม่ของจีน จึงทำให้กลุ่ม Memory กลายเป็นตัวการสำคัญที่ดึงภาพรวมของดัชนีเทคโนโลยีให้ร่วงลงเนื่องจากกังวลว่าราคาหน่วยความจำจะไม่สามารถยืนระดับสูงได้
- ในขณะที่กลุ่ม Cloud Platform ยังคงแข็งแกร่ง และอาจจะไม่ใช่ต้นเหตุ ธุรกิจผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานอย่าง Cloud Platforms (เช่น AWS, Azure, Google Cloud, Alibaba, Tencent) มีการปรับตัวลดลงน้อยกว่า พื้นฐานของกลุ่มนี้ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยได้รับแรงหนุนอย่างต่อเนื่องจากความต้องการเช่าใช้พื้นที่ประมวลผล AI และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลขององค์กร แต่ก็มีความเสี่ยงเรื่องงบลงทุนที่สูงขึ้นเป็นหลัก

Semiconductor เป็นตัวฉุดหลัก แต่พื้นฐานยังไม่เสีย
- การปรับตัวลดลงของกลุ่มเทคโนโลยีรอบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเท่ากันทุกอุตสาหกรรม โดยแรงขายกระจุกตัวในกลุ่ม Semiconductor โดยเฉพาะ Memory และหุ้นที่มีมูลค่าสูง
- กลุ่ม Memory ปรับตัวลดลงแรงจากความกังวลว่าราคาหน่วยความจำอยู่ในระดับสูงเกินไป และกำลังการผลิตใหม่จากจีนอาจทำให้ตลาดกลับเข้าสู่ภาวะอุปทานส่วนเกิน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลพื้นฐานยังไม่สนับสนุนมุมมองดังกล่าวอย่างชัดเจน
- ราคา Conventional DRAM ยังมีโอกาสเพิ่มขึ้นระดับเลขสองหลัก QoQ ในช่วง 3Q26–4Q26 ขณะที่ HBM ใช้กำลังการผลิต Wafer มากกว่า DRAM ปกติประมาณ 3–4 เท่า ส่งผลให้แม้ผู้ผลิตเพิ่มกำลังการผลิต แต่การเติบโตของจำนวนบิตยังถูกจำกัด และอุปทานมีแนวโน้มตึงตัวถึงอย่างน้อย 1H27
- นอกจากนี้ สัญญาซื้อขาย Memory ระยะยาวมีข้อผูกพันมากขึ้น ทั้งเงินจ่ายล่วงหน้า เงื่อนไข Take-or-pay และค่าปรับกรณียกเลิก ช่วยลดความเสี่ยงจากการยกเลิกคำสั่งซื้ออย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับวัฏจักร Memory ในอดีต
- ดังนั้น การปรับตัวลดลงของหุ้น Memory สะท้อนการขายทำกำไรและความกังวลต่อการแข่งขันในอนาคตมากกว่าการอ่อนแอของอุปสงค์ในปัจจุบัน
Cloud ยังแข็งแกร่งและ AI CapEx เริ่มสร้างรายได้จริง
- ธุรกิจ Cloud Platform เช่น AWS, Azure, Google Cloud, Alibaba Cloud และ Tencent Cloud ปรับตัวลดลงน้อยกว่ากลุ่ม Semiconductor เนื่องจากยังมีการเติบโตของรายได้และปริมาณงานที่ชัดเจน
- ผลประกอบการของ Microsoft และ Amazon สนับสนุนว่าความต้องการใช้ Cloud, AI Computing และบริการ AI ของลูกค้าองค์กรยังอยู่ในทิศทางที่ดี การที่บริษัทไม่ได้ปรับเพิ่ม CapEx มากกว่าความคาดหวังของตลาด ไม่ได้แปลว่าอุปสงค์ AI ลดลง แต่สะท้อนว่าฝ่ายบริหารเริ่มสร้างสมดุลระหว่างการเพิ่มกำลังการผลิต ความต้องการของลูกค้า และผลตอบแทนจากเงินลงทุน
- ประเด็นสำคัญในระยะถัดไปจึงไม่ใช่เพียงระดับของ CapEx แต่เป็นความสามารถของบริษัทในการสร้างรายได้จากสินทรัพย์ที่ลงทุนไป หากรายได้เติบโตเร็วกว่าค่าใช้จ่าย บริษัทจะเกิด Operating Leverage และช่วยให้อัตรากำไรกลับมาขยายตัวได้
AI CapEx กระจายจาก GPU ไปสู่ทั้งระบบ
วัฏจักรการลงทุน AI ในระยะแรกขับเคลื่อนโดย GPU เป็นหลัก แต่เมื่อ AI Cluster มีขนาดใหญ่ขึ้น ความต้องการกำลังกระจายไปยังส่วนอื่นของระบบ ได้แก่
- HBM และหน่วยความจำ
- Custom ASIC
- Ethernet และ Optical Networking
- Chip Connectivity
- Server CPU
- Advanced Packaging
- Power Semiconductor
- ระบบไฟฟ้าและการระบายความร้อน
เมื่อจำนวน GPU, CPU และ HBM ภายในศูนย์ข้อมูลเพิ่มขึ้น ระบบต้องใช้ชิปสำหรับเชื่อมต่อข้อมูล จัดสรรงาน ควบคุมพลังงาน และบริหารหน่วยความจำมากขึ้น บริษัทอย่าง Broadcom, Marvell และ Lumentum จึงมีโอกาสเติบโตตามการขยาย AI Infrastructure แม้ไม่ได้เป็นผู้ผลิต GPU โดยตรง
Server CPU ก็กลับมามีบทบาทมากขึ้น เนื่องจากงาน Inference และ Agentic AI ต้องใช้ CPU สำหรับจัดสรรงาน บริหารข้อมูล และเชื่อมโยงระหว่างระบบ ส่งผลบวกต่อ AMD และ Intel
ด้าน Power Semiconductor ความหนาแน่นของกำลังไฟใน AI Rack ที่สูงขึ้น ทำให้ความต้องการชิปบริหารพลังงาน การแปลงแรงดัน และระบบป้องกันเพิ่มขึ้น เป็นปัจจัยสนับสนุน Infineon, Texas Instruments, Analog Devices และ Monolithic Power
รายได้ AI โตดี แต่อัตรากำไรอาจไม่เพิ่มขึ้นเท่ากัน
- แม้ AI CapEx จะช่วยผลักดันรายได้ของผู้ผลิตชิปและระบบเครือข่าย แต่รายได้ที่เพิ่มขึ้นไม่ได้หมายความว่าอัตรากำไรจะเพิ่มขึ้นในระดับเดียวกัน
- โครงการของ Hyperscaler มักมีปริมาณสูง แต่ลูกค้ามีอำนาจต่อรองมาก ต้องใช้ต้นทุนวิจัยและพัฒนาเฉพาะราย และมีความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของลูกค้า โดยเฉพาะในกลุ่ม Custom ASIC และ Connectivity
- บริษัทอย่าง Broadcom, Marvell และ Astera Labs อาจมีรายได้เติบโตแข็งแกร่ง แต่ต้องติดตามว่าการเข้าสู่การผลิตจำนวนมากจะกดดันราคาขายและอัตรากำไรมากเพียงใด
ดังนั้น การคัดเลือกหุ้นในรอบฟื้นตัวควรให้ความสำคัญกับ
- ความสามารถในการกำหนดราคา
- อัตรากำไรที่ยั่งยืน
- กระแสเงินสดอิสระ
- การกระจายฐานลูกค้า
- ผลตอบแทนจากเงินลงทุนที่สูงกว่าต้นทุนเงินทุน
ตลาดเปลี่ยนกลุ่มเล่น แต่เงินไม่ได้ไหลออกจากกลุ่มเทคโนโลยี
แม้ดัชนีกลุ่มเทคโนโลยีจะเผชิญแรงขายจนราคาปรับตัวลงแรง แต่เมื่อเจาะดูระดับกระแสเงินทุน กลับพบข้อสังเกตสำคัญที่บ่งชี้ถึงโครงสร้างตลาดที่ยังคงแข็งแกร่งและสามารถลงทุนได้
- Fund Flow ยังเหนียวแน่น เรายังไม่พบสัญญาณเม็ดเงินไหลออกจากกลุ่มเทคโนโลยีในภาพรวม หรือแม้แต่ในกลุ่ม Semiconductor อย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนว่า แรงขายที่เห็นเป็นการปรับพอร์ตทำกำไร แต่นักลงทุนในภาพรวมยังคงถือครองและเชื่อมั่นในศักยภาพการเติบโตระยะยาวของธีม AI
- เม็ดเงินใหม่ไหลเข้ากลุ่มอื่น โดยการเปลี่ยนกลุ่มเล่นในรอบนี้ ไม่ใช่การขายกลุ่มเทคโนโลยี เพื่อไปซื้อกลุ่มอื่น แต่มองว่าเป็นการเข้าไปสะสมในกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นที่มูลค่ายังถูกกว่า หรืออยู่นอกกลุ่มเทคโนโลยี เพื่อมองหาโอกาสผลตอบแทนใหม่ๆ ในช่วงที่กลุ่มเทคโนโลยีเผชิญแรงขายและมีความผันผวนสูง
- การที่เงินทุนหลักยังคงอยู่ในกลุ่มเทคโนโลยี แต่มีแรงซื้อกระจายตัวไปยังกลุ่มอื่นๆ ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อตลาด เพราะสะท้อนว่านักลงทุนกำลังกระจายความเสี่ยงเพื่อลดความผันผวน โดยลดการพึ่งพาหุ้นเทคโนโลยีเพียงกลุ่มเดียวในการขับเคลื่อนตลาด


เราอยู่ตรงไหนของวัฏจักร?
หากประเมินสถานะของวัฏจักรเทคโนโลยีในปัจจุบัน สามารถสรุปภาพรวมได้ว่า ปัจจัยพื้นฐานยังแข็งแกร่ง แต่ความน่าตื่นเต้นลดลง
- ปัจจัยพื้นฐานยังแกร่ง หากพิจารณาจากผลประกอบการที่ประกาศออกมา กลุ่มเทคโนโลยียังคงรักษาอัตราการเติบโตได้ดี สอดคล้องกับดัชนีชี้วัดสำคัญอย่าง ยอดการส่งออกของเกาหลีใต้ในเดือน ก.ค. 2026 ที่ยังคงสะท้อนอุปสงค์ที่แข็งแกร่งในตลาดโลก ซึ่งอาจจะบ่งชี้ว่าในภาพรวมการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ทั้งระบบส่งผลดีกับภาพรวมตลาดและทำให้ Downside risk ของตลาดในภาพรวมไม่สูงมาก

- ข้อจำกัดจากฐานที่สูง แม้การเติบโตจะยังไปได้สวย แต่ความท้าทายคือการเร่งตัวของอัตราการเติบโต (Growth Acceleration) ทำได้ยากลำบากขึ้นอย่างมาก เนื่องจากฐานรายได้และกำไรในช่วงที่ผ่านมาถูกยกขึ้นมาอยู่ในระดับที่สูงมากแล้ว (Peak Growth Rate อาจผ่านพ้นไปแล้ว) สะท้อนจากแนวโน้มการเติบโตของรายได้และกำไรในอีก 4 ไตรมาสข้างหน้ามีแนวโน้มชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับ 2Q26
|
Industry
|
Last 4Q Avg Sales Growth
|
2Q26 Sales Growth
|
Next 4Q Avg Sales Growth
|
Last 4Q Avg EPS Growth
|
2Q26 EPS Growth
|
Next 4Q Avg EPS Growth
|
|
S&P 500
|
+7.9%
|
+13.1%
|
+9.3%
|
+15.7%
|
+26.4%
|
+20.2%
|
|
Information Technology
|
+23.8%
|
+38.5%
|
+31.0%
|
+33.6%
|
+64.6%
|
+46.0%
|
|
Semiconductors
|
+36.4%
|
+80.1%
|
+64.2%
|
+60.0%
|
+138.1%
|
+86.0%
|
|
Software & Services
|
+16.6%
|
+13.9%
|
+14.3%
|
+20.2%
|
+12.3%
|
+13.2%
|
|
IT Services
|
+7.2%
|
+0.4%
|
+2.5%
|
+11.5%
|
+2.9%
|
+5.6%
|
|
Software
|
+19.9%
|
+18.4%
|
+18.0%
|
+21.8%
|
+13.6%
|
+14.1%
|
|
Hardware & Equipment
|
+22.3%
|
+33.1%
|
+20.4%
|
+21.1%
|
+40.4%
|
+23.8%
|
|
Comm. Equipment
|
+8.7%
|
+28.1%
|
+17.7%
|
+11.0%
|
+8.7%
|
+10.4%
|
|
Electronic Equipment & Components
|
+19.5%
|
+43.9%
|
+37.2%
|
+32.4%
|
+41.8%
|
+18.8%
|
|
Hardware, Storage & Peripherals
|
+24.9%
|
+31.5%
|
+17.7%
|
+22.0%
|
+47.3%
|
+26.9%
|
- จุดโฟกัสของตลาดเปลี่ยนไปที่อัตรากำไร สิ่งที่ตลาดกำลังกังวลและนำมาสะท้อนในราคาหุ้น (Price-in) ไม่ใช่ความอ่อนแอของผลประกอบในปัจจุบัน แต่เป็นการมองไปข้างหน้าว่าแนวโน้มอัตราการทำกำไรอาจผ่านจุดสูงสุดและมีโอกาสชะลอตัวลง ทั้งจากสภาวะการแข่งขัน หรือต้นทุนการลงทุนที่สูงขึ้น
งบลงทุนเพิ่มสูงขึ้น ควรจะดีหรือไม่ดีกับอนาคต?

จากข้อมูลผลประกอบการล่าสุดพบว่าบริษัท Cloud ขนาดใหญ่ที่ลงทุนใน AI ใน 2Q26 มีงบลงทุนอยู่ที่ US$192b เพิ่มขึ้น 82% YoY และจะมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นใน 3Q26 ที่จะเพิ่มขึ้น 105% YoY โดยเรามองว่าในปริมาณของงบลงทุนนั้นจะทรงตัวในระดับสูงเพราะ CSP จะยังลงทุนเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันด้านการประมวลผลในอนาคตไม่ลงทุนก็อาจจะเสียเปรียบคู่แข่งและมองว่าได้ว่าการลงทุนก็อยู่ในอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตสูงกว่าธุรกิจปัจจุบันและเห็นแนวทางการหารายได้ที่ชัดเจนขึ้น ทำให้เรามองว่ายังไง CSP ยังไงก็จะลงทุนต่อเนื่อง แต่ในมุมการเติบโตอาจจะชะลอตัวลงเหลือ 89% YoY ใน 4Q26 และในปี 2027 การเติบโตของบลงทุนจะเพิ่มขึ้น 20% YoY ซึ่งก็น่าจะคลายความกังวลของตลาดในประเด็นงบลงทุนที่สูงได้ในระดับหนึ่งตั้งแต่ 4Q26 เป็นต้นไป
การเร่งตัวขึ้นของงบลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี กลายเป็นประเด็นที่ตลาดกังวลว่าจะมีผลกระทบระยะสั้นและกังวลว่าจะไม่สามารถสร้างรายได้อย่างที่ตลาดคาดหวังได้ ซึ่งสามารถวิเคราะห์ผ่าน 3 มิติสำคัญ
- ระยะสั้นเผชิญแรงกดดัน แต่ระยะยาวคือความได้เปรียบ การที่กลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์ (Cloud Service Providers - CSPs) ทุ่มงบลงทุนอย่างต่อเนื่อง จะสร้างผลกระทบในระยะสั้น ทำให้ตลาดกังวลต่อการลดลงของ กระแสเงินสดอิสระ และ อัตรากำไร อย่างไรก็ดี ในมุมมองของเราระยะยาว การลงทุนระดับนี้ไม่ใช่เรื่องน่ากังวลอย่างที่ตลาดกังวล เพราะเราเริ่มเห็นเส้นทางการสร้างรายได้จาก AI ที่มีความชัดเจนและมีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงปี 2025 เป็นต้นมา
- จุดชี้ขาดคือ Monetization และ Operating Leverage เรามองว่าตัวแปรสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือ ความสามารถในการสร้างรายได้ จากเงินลงทุนมหาศาลเหล่านี้ เนื่องจากเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน AI มีลักษณะต้นทุนคงที่สูง หากบริษัทสามารถสร้างรายได้ได้ตามเป้า จะทำให้เกิด Operating Leverage (รายได้โตเร็วกว่าต้นทุน) ซึ่งจะพลิกกลับมาหนุนให้อัตรากำไรสุทธิสามารถอยู่ในระดับสูงได้
- มุมมองเชิงวิชาการ CapEx กับการสะท้อนในราคาหุ้น อ้างอิงจากงานวิจัยเชิงวิชาการด้านการเงินการลงทุน ความสัมพันธ์ระหว่างงบลงทุนและราคาหุ้น มักมีความสัมพันธ์กันในเชิงบวกก็ต่อเมื่อ การลงทุนนั้นสามารถสร้างผลตอบแทนจากการลงทุน (ROIC) ได้สูงกว่าต้นทุนเงินทุน (WACC) ดังนั้น หากกลุ่ม CSPs สามารถพิสูจน์ให้ตลาดเห็นถึงความสำเร็จในการทำ Monetization ได้จริง หุ้นกลุ่มนี้มีแนวโน้มที่จะสร้างผลตอบแทนส่วนเกินในระยะยาวได้
ถ้ากลุ่มเทคโนโลยีฟื้นตัวจะฟื้นตัวอย่างไรและไปถึงไหน?
หากเรามองย้อนไปในอดีตตั้งแต่ปี 1990 เป็นต้นมา ในแต่ละรอบของการปรับตัวลดลงของกลุ่ม Semiconductor ในสหรัฐจะพบว่าการลดลงของราคาจากจุดสูงสุดจะมากกว่า 40% ในช่วงเวลาที่มีภาพเศรษฐกิจมหภาคมีปัญหาและเกิดสภาวะเศรษฐกิจถดถอยเป็นสำคัญ หากอยู่ในภาพของการปรับตัวลดลงในช่วงขายทำกำไรจะอยู่ที่ไม่เกิน 30% ซึ่งหากเทียบเคียงกับปัจจุบันที่ราคาปรับตัวลดลงจากจุดสูงสุดที่ 28% ในวันที่ 29 กรกฎาคม ซึ่งเราประเมินว่าเศรษฐกิจปัจจุบันไม่ได้มีภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างในอดีต จึงมองได้ว่าการปรับลดลงของราคาหุ้นที่มากกว่านี้ตลาดอาจจะกังวลมากเกินไป เป็นจังหวะในการเลือกซื้อหุ้นที่ปรับตัวลดลงแรงแต่ปัจจัยพื้นฐานดี

เปรียบเทียบการเคลื่อนไหวของราคากลุ่ม Semiconductor ที่ลดลงมากกว่า 20% จากจุดสูงสุดเราจะพบว่าการฟื้นตัวเมื่อราคาลดลงมากกว่า 20% จากจุดสูงสุดค่อนข้างช้าและมีโอกาสกลับไปจุดสูงสุดเดิมนั้นใช้นาน ยกเว้นแต่ช่วง COVID-19 ที่ฟื้นตัวเร็ว แม้ว่าเราจะมองว่าปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง แต่ด้วย Sentiment ที่เสียไปและน่าจะมีการปรับความคาดหวังอีกระยะหนึ่ง ดังนั้นการทำจุดสูงสุดใหม่ในระยะสั้นจึงมีค่อนข้างจำกัดสอดคล้องกับภาพในอดีต อย่างไรก็ดีเราแนะนำให้มองในหุ้นที่มีศักยภาพในการเติบโตและเกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐาน AI สูงน่าจะมีแนวโน้มที่ราคาหุ้นจะฟื้นตัวกลับไปทำจุดสูงสุดใหม่ได้ง่ายกว่าการทำจุดสูงสุดใหม่ทั้งอุตสาหกรรม

ความเสี่ยงที่ต้องติดตาม
- ความสามารถของจีนในการเปลี่ยน DUV และ HBM จากต้นแบบสู่การผลิตเชิงพาณิชย์
- ทิศทาง CapEx ของ Microsoft, Amazon, Google และ Meta ในปี 2027
- ความสามารถในการสร้างรายได้และกระแสเงินสดจาก AI
- แรงกดดันด้านอัตรากำไรของ Custom ASIC และ Connectivity
- ข้อจำกัดส่งออกชิปและอุปกรณ์ไปจีน
- คอขวดของ HBM และ Advanced Packaging
- ความผันผวนจาก Positioning ของนักลงทุนที่ยังอยู่ในระดับสูง
หากพิจารณาในมุมของ Valuation พบว่า
- P/E ของกลุ่ม Semiconductor ในสหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่จุดสูงสุดที่ 28-30x ซึ่งน่าจะสะท้อนในภาพรวมได้ดีว่าหาก P/E ของกลุ่มนี้เกิดกว่า 30x ให้อนุมานว่า Valuation ค่อนข้างตึงตัวและอาจจะเผชิญกับความผันผวนและมีความคาดหวังที่สูงได้
- ปัจจุบันกลุ่ม Semiconductor ในสหรัฐเทรดอยู่ที่ P/E 20x ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 5x หรืออาจจะอนุมานได้ว่ายังมี Downside เหลืออีก 4-5% ที่ Semiconductor ในสหรัฐจะลงมาที่ค่าเฉลี่ยระยะยาว ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดสงครามการค้าและสงครามอิหร่าน ซึ่งปัจจุบันยังไม่คลี่คลาย ดังนั้นมีความน่าจะเป็นที่ราคาหุ้นกลุ่มนี้จะฟื้นตัว
- เรามองว่า P/E ของ Semiconductor ในสหรัฐไม่ควรที่จะลดลงไปเทรดที่ระดับ -1SD หรือ 15x เพราะอาจจะไม่ได้สะท้อนภาพการเติบโตจาก AI และภาพเศรษฐกิจไม่ได้แย่เท่ากับช่วง COVID-19 และช่วงดอกเบี้ยขาขึ้นแรงในปี 2022
- อย่างไรก็ดีการปรับตัวเพิ่มขึ้นไปที่ +2SD ก็อาจจะมีเหตุผลที่ค่อนข้างจำกัดเพราะตลาดได้ใช้ปัจจัยสนับสนุนไปในเรื่อง AI ไปในช่วงต้นปี 2026 ไปค่อนข้างมาก หรือจะสะท้อนภาพว่าการเติบโตของกำไรจะสูงกว่าเมื่อเทียบกับราคาหุ้น

...แล้วจะขึ้นด้วยหุ้นอะไรและลงทุนอย่างไรดี?
การฟื้นตัวของตลาดในระยะถัดไปจะเปลี่ยนวิธีจากการเก็งกำไรตามกระแส ไปสู่การวัดกันที่ผลประกอบการจริงอย่างแท้จริงว่าได้ประโยชน์จาก AI และ Valuation เหมาะสม โดยมีแนวคิดการคัดเลือกหุ้นและกลยุทธ์การลงทุน ดังนี้
- การฟื้นตัวจะไม่ใช่แบบ Broad-based ที่หุ้นขึ้นยกแผงเหมือนช่วงแรก กระแสข่าวหรือเพียงแค่ Growth Narrative แบบเดิมจะเริ่มหมดพลัง ดังนั้น ต้องเปลี่ยนจากการลงทุนตามธีมมาเป็นการเลือกหุ้นมากขึ้นโดยเฉพาะบริษัทที่มีความสามารถในการสร้างกำไรสูงจริงและได้ประโยชน์จาก AI ชัดเจน
- หุ้นที่จะให้ผลตอบแทนดี ต้องไม่ใช่แค่บริษัทที่เล่นตามธีม AI เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นบริษัทที่มีตำแหน่งที่ดีในช่วงโซ่คุณค่าของ AI ชัดเจน (เช่น ผู้ผลิตอุปกรณ์/ชิปต้นน้ำ หรือโครงสร้างพื้นฐานที่ทดแทนได้ยาก) และพิสูจน์แล้วว่าสามารถแปลงความต้องการ AI เป็นรายได้และกำไรได้จริง และอาจจะต้องมีความสามารถในการกำหนดราคาสูงเพราะจะทำให้อัตราการทำกำไรในระดับสูงได้
- ในสภาวะที่ตลาดเน้นความคุ้มค่าและกังวลกับ Valuation ที่แพงเกินไป ดังนั้นหุ้นที่ Valuation แพงเกินไปจะถูกจำกัด Upside หุ้นเป้าหมายจึงต้องมีระดับราคาที่สมเหตุสมผลเมื่อเทียบกับแนวโน้มการเติบโตของกำไร (มองหาหุ้นที่มี PEG Ratio เหมาะสม) หรือในมุมมองของเรา 1) Forward P/E ไม่ควรเกิน 30-40x และ 2) PEG ไม่เกิน 1 ถึงจะบริหารความเสี่ยงด้านความผันผวนได้ดีกว่าหุ้นที่มี Valuation สูงกว่า 40x
อยากจะลดความเสี่ยงจากกลุ่มเทคโนโลยีควรทำอย่างไรดี?
เพื่อลดความผันผวนจากกระจุกตัวในกลุ่มเทคโนโลยี การกระจายความเสี่ยง เราแนะนำไปที่ 2 ธีมหลัก ที่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับและช่วยสร้างสมดุลให้กับพอร์ตโฟลิโอได้
- เลือกลงทุนในกลุ่มที่ได้อานิสงส์จากวงจรการลงทุนใน AI แทนที่จะลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีโดยตรง สามารถสลับมาลงทุนในอุตสาหกรรมที่เป็นผู้สนับสนุนหรือได้ประโยชน์โดยอ้อมจากเม็ดเงินลงทุนมหาศาลที่กำลังเกิดขึ้น
- กลุ่มระบบไฟฟ้าและพลังงาน โดยการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐาน AI และ Data Center นำมาซึ่งความต้องการใช้ไฟฟ้ามหาศาล หุ้นในกลุ่มสายส่งไฟฟ้า อุปกรณ์ไฟฟ้า สมาร์ทกริด และการบริหารจัดการพลังงาน จึงเป็นผู้รับประโยชน์ตัวจริง ที่จะเติบโตควบคู่ไปกับเทคโนโลยี
- กลุ่มการเงิน โดยวงจรการลงทุนระดับโลกจำเป็นต้องพึ่งพาสินเชื่อและการระดมทุน ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อการขยายตัวของสินเชื่อและรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยของกลุ่มธนาคาร นอกจากนี้ สถาบันการเงินยังเป็นกลุ่มที่สามารถบริหารจัดการส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยได้ดีในสภาวะที่ดอกเบี้ยทรงตัวในระดับสูง
- กระจายความเสี่ยงสู่กลุ่มตั้งรับและกระแสเงินสดสูง เพื่อสร้างกันชนให้กับพอร์ตโฟลิโอในช่วงที่กลุ่ม Growth Stock กำลังปรับฐาน ควรเพิ่มน้ำหนักในกลุ่มที่มีรายได้สม่ำเสมอและไม่ผันผวนตามวัฏจักรเศรษฐกิจ
- กลุ่มการแพทย์ และ ค้าปลีก เป็นอุตสาหกรรมที่สินค้าและบริการมีความจำเป็น ทำให้ผลประกอบการมีความทนทานสูง คาดการณ์ได้ง่าย และแทบไม่ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของกลุ่มเทคโนโลยี นอกจากนั้นกลุ่มสื่อสาร มีลักษณะเป็นโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคยุคใหม่ที่ขาดไม่ได้ กระแสเงินสดของธุรกิจมีความมั่นคงสูงมาก แม้ว่าจะไม่มีมาตรการสนับสนุนอย่างในอดีต
- กลุ่มหุ้นปันผลสูง ในช่วงที่ตลาดอาจสร้างผลตอบแทนจากส่วนต่างราคาได้ยากขึ้น การล็อกผลตอบแทนผ่านหุ้นที่มีประวัติการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ จะช่วยลดความผันผวนของพอร์ตโดยรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สรุปภาพมุมมองการลงทุนของ InnovestX
- แม้ว่าดัชนีกลุ่มเทคโนโลยีจะเผชิญแรงขายจนราคาปรับตัวลงแรง แต่เมื่อพิจารณากระแสเงินทุนยังพบว่าโครงสร้างตลาดโดยรวมแข็งแกร่ง และยังไม่เห็นสัญญาณเงินทุนไหลออกจากกลุ่มเทคโนโลยีอย่างมีนัยสำคัญ เราจึงมองว่ากลุ่มเทคโนโลยียังสามารถลงทุนได้ โดยเฉพาะเมื่อราคาหุ้นปรับตัวลดลงมาอยู่ในระดับที่น่าสนใจมากขึ้น
- การปรับตัวลดลงรอบนี้มีแนวโน้มเป็นการปรับฐาน การปรับลดความคาดหวัง และการอ่อนตัวของ Sentiment มากกว่าการสิ้นสุดของวัฏจักรอุตสาหกรรมหรือการเปลี่ยนแปลงด้านปัจจัยพื้นฐานอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ระดับการปรับตัวลดลงแรงกว่าค่าเฉลี่ยของการปรับฐานในอดีต
- ในระยะสั้น ตลาดจะยังตั้งคำถามเกี่ยวกับจุดคุ้มทุนและผลตอบแทนจากการลงทุนด้าน AI แต่ในเชิงโครงสร้าง เมกะเทรนด์ด้านการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล Cloud และระบบอัตโนมัติ ยังคงต้องพึ่งพาชิปประสิทธิภาพสูงและโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผลเป็นหัวใจสำคัญ
- ราคาหุ้นกลุ่ม Semiconductor ที่ปรับตัวลดลงมาในระดับปัจจุบันมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ในระยะสั้น แต่การฟื้นตัวจะไม่เกิดขึ้นแบบ Broad-based และอาจต้องใช้เวลากว่าจะกลับไปทำจุดสูงสุดใหม่ นักลงทุนจึงควรเลือกหุ้นที่ได้รับประโยชน์จาก AI อย่างชัดเจน มีแนวโน้มการเติบโตของกำไรที่แข็งแกร่ง และมี Valuation สมเหตุสมผล
- ในกลุ่มเทคโนโลยี เราแนะนำ
- กลุ่มผู้ให้บริการ Cloud ขนาดใหญ่ ได้แก่ GOOG (GOOG23), AMZN (AMZN23), MSFT (MSFT23), Tencent (TENCENT23) และ Alibaba (BABA23)
- กลุ่ม Semiconductor สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ปานกลาง ได้แก่ TSMC, NVDA (NVDA23), ASML, FN (FABRINET23) และ TSEM (TSEMI23)
- กลุ่ม Semiconductor สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง ได้แก่ LITE (LITE23), AVGO (AVGO23), MRVL (MRVL23), SMIC (SMIC23), SYNP (SYNP23), SK Hynix และ BE Semiconductor
- กลุ่ม Cybersecurity ที่ได้ประโยชน์จากความเสี่ยงด้านการโจมตีทางไซเบอร์และการใช้งาน AI ได้แก่ PANW, CRWD, ZS และ NET
- นอกกลุ่มเทคโนโลยี เราแนะนำ
- กลุ่มการเงิน ได้แก่ GS, MS, JPM, Deutsche Bank และ Barclays
- กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานพลังงานและ Electrification ได้แก่ GEV (GEV23), ETN (ETN23), Schneider Electric, Mitsubishi Heavy และ CATL (CATL23) ขณะที่นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงสามารถพิจารณาหุ้นเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กอย่าง SMR และ OKLO (OKLO23)
- กลุ่มเชิงรับ ได้แก่ UNH, WMT และ China Mobile (CHMOBILE23)
- กลุ่มเงินปันผลสูง ได้แก่ VZ, AXA, Enel, Moutai และ ICBC
- กลุ่มสำหรับพักเงินระหว่างรอจังหวะกลุ่มเทคโนโลยีฟื้นตัว ได้แก่ AIA (AIA23), HKEX (HKEX23), V, Iberdrola และ COST
ข้อสงวนสิทธิ์
ข้อมูล ความเห็น บทวิเคราะห์ ราคา การคาดการณ์ และ/หรือ ข้อมูลอื่นใด (“ข้อมูล”) ที่ปรากฏ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยมีที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“INVX”) ไม่รับรองความถูกต้อง ครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นการรับประกันราคาหรือผลตอบแทน คำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือชักชวนให้เสนอซื้อหรือเสนอขายหลักทรัพย์ใด INVX และ/หรือ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของ INVX ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันเป็นผลมาจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลดังกล่าว
INVX และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น INVX และ/หรือ บริษัทในเครือ SCBX อาจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ บนหลักทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ รวมถึงอาจมีการทำธุรกรรมอื่นใดในหลักทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึง อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน