Offshore Stock Update

SoftBank สร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI คล้าย META เพื่อขายกำลังประมวลผล

By สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา|3 Jul 26 9:22 AM
Screenshot 2026-07-03 093325
สรุปสาระสำคัญ

ปัจจุบัน SoftBank และ Meta กำลังทำคล้ายกันตรงที่ต้องการสร้างรายได้จากความต้องการกำลังประมวลผล AI ที่ยังสูงมาก แต่เหตุผลต่างกันชัดเจน โดย Meta เน้นใช้ศูนย์ข้อมูลและชิปที่ลงทุนไปแล้วให้เกิดรายได้เพิ่ม เพื่อลดความกังวลเรื่องการลงทุน AI ขนาดใหญ่ ส่วน SoftBank กำลังสร้างธุรกิจ AI cloud ใหม่ผ่าน SB Neo ด้วยเป้าหมาย 10 กิกะวัตต์ในสหรัฐ ซึ่งอาจเปลี่ยนภาพของ SoftBank Corp. จากธุรกิจมือถือเป็นโครงสร้างพื้นฐาน AI ระดับโลก แต่ก็มาพร้อมความเสี่ยงด้านเงินลงทุนและงบดุลที่สูงกว่า

1) ภาพรวม: ทั้ง SoftBank และ Meta เข้าสู่ธุรกิจให้เช่าพลังประมวลผล AI

  • ทั้ง SoftBank และ Meta กำลังมองธุรกิจให้เช่ากำลังประมวลผล AI เป็นโอกาสใหม่ เพราะตลาดยังขาดแคลนศูนย์ข้อมูล ชิป AI และไฟฟ้าที่ใช้รองรับการฝึกและใช้งานโมเดล AI ขนาดใหญ่
  • โดย Meta กำลังพัฒนาแผนขายกำลังประมวลผลส่วนเกินและบริการเข้าถึงโมเดล AI ให้ลูกค้าภายนอก
  • ขณะที่ SoftBank ตั้งบริษัทใหม่ชื่อ SB Neo เพื่อให้บริการ AI cloud ในสหรัฐ โดยมีเป้าหมายขยายกำลังศูนย์ข้อมูลถึงระดับ 10 กิกะวัตต์ราวปี 2030 


2) จุดเหมือน: ทั้งคู่ต้องการเปลี่ยน “การลงทุน AI ขนาดใหญ่” ให้เป็นรายได้จริง

  • จุดร่วมสำคัญคือทั้งสองบริษัทต้องการทำให้เม็ดเงินลงทุนด้าน AI มีผลตอบแทนชัดขึ้น ไม่ใช่แค่สร้างศูนย์ข้อมูลไว้ใช้เอง
  • Meta ถูกกดดันจากนักลงทุนว่าลงทุน AI และศูนย์ข้อมูลจำนวนมากแล้วจะคืนทุนอย่างไร จึงมองการขายกำลังประมวลผลส่วนเกินเป็นทางหนึ่งในการสร้างรายได้
  • ขณะที่ SoftBank มองว่า AI cloud จะเป็นธุรกิจใหม่ที่สามารถเพิ่มรายได้และกำไรของกลุ่ม โดยเฉพาะฝั่ง SoftBank Corp. ซึ่งเป็นธุรกิจโทรคมนาคมเดิม 


3) จุดต่างหลัก: Meta คือ “ใช้ของที่มีให้คุ้ม” แต่ SoftBank คือ “ตั้งใจสร้างแพลตฟอร์มใหม่”

  • ประเด็นสำคัญคือเหตุผลของสองบริษัทไม่เหมือนกัน
  • Meta ดูเหมือนต้องการหารายได้จากกำลังประมวลผลที่อาจเหลือ หรือยังไม่ได้ใช้เต็มที่จากโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่สร้างไว้แล้ว เพื่อช่วยลดความกังวลเรื่องลงทุนเกินจำเป็นและทำให้แผนลงทุน AI ดูสมเหตุสมผลขึ้น
  • ส่วน SoftBank ไม่ได้เริ่มจากปัญหากำลังผลิตส่วนเกิน แต่กำลังตั้งธุรกิจใหม่โดยตรงผ่าน SB Neo เพื่อเป็นผู้ให้บริการ AI cloud ในสหรัฐ แข่งกับกลุ่ม CoreWeave, Nebius และผู้ให้บริการ cloud รายใหญ่ 


4) SoftBank: เป้าหมายใหญ่กว่าการให้เช่าชิป คือการเปลี่ยนบริษัทโทรคมนาคมเป็นธุรกิจ AI ระดับโลก

  • SoftBank Corp. จะถือหุ้น 51% ใน SB Neo ส่วน SoftBank Group ถือ 49% โดยเริ่มให้บริการในปีงบประมาณถัดไป และจะขยายเป็นเฟส จุดที่น่าสนใจคือผู้บริหาร SoftBank Corp. มองธุรกิจนี้เป็นเหมือน “การก่อตั้งบริษัทครั้งที่สอง” เพราะถ้าทำสำเร็จอาจเพิ่มกำไรจากการดำเนินงานต่อปีเป็นระดับ ¥3–4 ล้านล้าน หรือราว $18.5–25 พันล้าน ซึ่งใหญ่กว่าธุรกิจมือถือเดิมมาก 


5) เหตุผลที่ SoftBank เชื่อว่าตัวเองมีจุดแข็ง

  • SoftBank มองว่าจุดได้เปรียบคือการเข้าถึงพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ โดยเฉพาะโครงการศูนย์ข้อมูลในสหรัฐที่อาจมีขนาดถึง 10 กิกะวัตต์ รวมถึงโครงการใน Ohio และศูนย์ข้อมูลในญี่ปุ่น เช่น Hokkaido และ Osaka นอกจากนี้ SoftBank อาจมีลูกค้าเริ่มต้นที่ชัดเจนคือ OpenAI ซึ่ง SoftBank Group มีแผนลงทุนรวมสูงถึงราว $65 พันล้าน ทำให้ SB Neo อาจไม่ได้ต้องเริ่มหาลูกค้าจากศูนย์เหมือนผู้เล่นรายเล็ก 

 

6) แต่ความเสี่ยงของ SoftBank สูงกว่า Meta ในเชิงงบดุล

  • แม้โอกาสเติบโตใหญ่ แต่ SoftBank ต้องรับความเสี่ยงจากการลงทุนหนักในศูนย์ข้อมูล พลังงาน ชิป และภาระสัญญาเช่าระยะยาว โดยธุรกิจ neocloud มักต้องกู้เงินมากเพื่อซื้อชิปที่เสื่อมราคาเร็ว หากความต้องการ AI ชะลอ หรือราคาเช่ากำลังประมวลผลลดลง อาจกระทบผลตอบแทนทันที ขณะที่ Meta มีฐานธุรกิจโฆษณาขนาดใหญ่รองรับ และการขายกำลังประมวลผลอาจเป็นเพียงรายได้เสริมจากโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่แล้ว 

 

ประเด็นเปรียบเทียบ

SoftBank / SB Neo

Meta / Meta Compute

ต่างกันอย่างไร?

เหตุผลหลักในการทำ

ตั้งใจสร้างธุรกิจ AI cloud ใหม่โดยตรง เพื่อเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน AI ในสหรัฐ

หารายได้จากกำลังประมวลผล AI ที่ลงทุนไว้แล้ว หรืออาจเหลือใช้บางส่วน

SoftBank คือ “สร้างธุรกิจใหม่” ส่วน Meta คือ “ใช้ของที่มีให้คุ้ม”

จุดเริ่มต้นของธุรกิจ

ตั้งบริษัทใหม่ชื่อ SB Neo โดย SoftBank Corp. ถือ 51% และ SoftBank Group ถือ 49%

อยู่ภายใต้โครงการภายในชื่อ Meta Compute

SoftBank วางโครงสร้างเป็นธุรกิจแยกชัดเจนกว่า Meta

ขนาดเป้าหมาย

ตั้งเป้าขยายกำลังศูนย์ข้อมูล AI ถึง 10 กิกะวัตต์ราวปี 2030

ยังเป็นแผนขายกำลังประมวลผลส่วนเกินและบริการเข้าถึงโมเดล AI ไม่มีเป้ากำลังผลิตเชิงธุรกิจที่ชัดเท่า SoftBank

SoftBank มีเป้าหมายเชิงโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่มากกว่า

ลูกค้าเป้าหมาย

บริษัทขนาดใหญ่ในสหรัฐ รวมถึงกลุ่ม hyperscaler และอาจมี OpenAI เป็นลูกค้าสำคัญ เพราะ SoftBank มีแผนลงทุนใน OpenAI รวมราว $65 พันล้าน

นักพัฒนาและลูกค้าองค์กรที่ต้องการใช้โมเดล AI หรือเช่ากำลังประมวลผลโดยตรง

SoftBank อาจมีฐานลูกค้าเริ่มต้นจากเครือข่าย OpenAI ส่วน Meta ต้องสร้างความเชื่อมั่นในตลาด cloud

บริการที่คาดว่าจะขาย

ให้เช่าชิป AI และบริการ cloud สำหรับฝึกและใช้งานโมเดล AI ขนาดใหญ่

ขายการเข้าถึงโมเดล AI และขายกำลังประมวลผลแบบดิบ คล้ายผู้ให้บริการ neocloud

ทั้งคู่ขาย “พลังประมวลผล AI” แต่ SoftBank เน้นโครงสร้างพื้นฐานมากกว่า

จุดแข็งหลัก

เข้าถึงพลังงานและโครงการศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ เช่น สหรัฐ ญี่ปุ่น และอาจต่อยอดไปฝรั่งเศส

มีศูนย์ข้อมูล AI และชิปจำนวนมากจากการลงทุนเพื่อพัฒนา AI ของตัวเอง

SoftBank แข็งแรงด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน ส่วน Meta แข็งแรงด้านฐานผู้ใช้ โมเดล และเงินสด

ผลต่อธุรกิจเดิม

อาจเปลี่ยน SoftBank Corp. จากธุรกิจโทรคมนาคมญี่ปุ่นเป็นธุรกิจ AI infrastructure ระดับโลก ผู้บริหารเรียกว่า “การก่อตั้งครั้งที่สอง”

ช่วยลดความกังวลว่างบลงทุน AI สูงเกินไป และเพิ่มรายได้เสริมจากโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่

SoftBank มีผลต่อการเปลี่ยนภาพธุรกิจมากกว่า Meta

โอกาสด้านกำไร

หากสำเร็จ อาจเพิ่มกำไรดำเนินงาน SoftBank Corp. เป็นระดับ ¥3–4 ล้านล้าน หรือราว $18.5–25 พันล้าน ต่อปี

อาจช่วยเพิ่มรายได้ กระแสเงินสด และทำให้งบลงทุน AI ดูคุ้มค่าขึ้น

Upside ของ SoftBank ดูใหญ่กว่าเมื่อเทียบกับฐานธุรกิจเดิม

ความเสี่ยงหลัก

ต้องลงทุนหนักในศูนย์ข้อมูล พลังงาน ชิป และอาจเพิ่มภาระหนี้/สัญญาเช่าระยะยาว

ความเสี่ยงคือถูกตั้งคำถามว่าลงทุน AI เกินความจำเป็นหรือไม่ และอาจแข่งกับลูกค้าหรือคู่ค้า cloud

SoftBank เสี่ยงด้านงบดุลมากกว่า Meta

ภาพรวมเชิงลงทุน

เป็นการเดิมพันใหญ่กับ AI infrastructure แบบเต็มตัว

เป็นการเพิ่มทางเลือกสร้างรายได้จากการลงทุน AI ที่มีอยู่

SoftBank เหมาะกับมุมมอง “เติบโตสูงแต่เสี่ยงสูง” ส่วน Meta คือ “ลดความกังวลเรื่องคืนทุน AI”

 

มุมมองของ InnovestX

  • ประเด็น SoftBank เรามองเป็น การเดิมพันโครงสร้างพื้นฐาน AI เต็มตัว มากกว่าแค่ทำตาม Meta เพราะ SoftBank กำลังพยายามยกระดับจากบริษัทโทรคมนาคมและนักลงทุนเทคโนโลยี ไปสู่ผู้ให้บริการกำลังประมวลผล AI รายใหญ่ในสหรัฐ
  • จุดบวกคือขนาดโครงการใหญ่ การเชื่อมโยงกับ OpenAI และความสามารถด้านพลังงาน แต่จุดเสี่ยงคือเงินลงทุนสูง ภาระหนี้ และความเสี่ยงหากตลาด AI cloud เริ่มมีผู้เล่นมากเกินไป
  • ดังนั้นหุ้น SoftBank (SOFTBANK23) มีโอกาสได้แรงหนุนจากเรื่อง AI infrastructure แต่ความผันผวนจะสูงกว่ากลุ่ม cloud ขนาดใหญ่ที่มีรายได้เดิมรองรับอยู่แล้ว

 

ข้อสงวนสิทธิ์
ข้อมูล ความเห็น บทวิเคราะห์ ราคา การคาดการณ์ และ/หรือ ข้อมูลอื่นใด (“ข้อมูล”) ที่ปรากฏ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยมีที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“INVX”) ไม่รับรองความถูกต้อง ครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นการรับประกันราคาหรือผลตอบแทน คำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือชักชวนให้เสนอซื้อหรือเสนอขายหลักทรัพย์ใด INVX และ/หรือ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของ INVX ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันเป็นผลมาจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลดังกล่าว

INVX และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น INVX และ/หรือ บริษัทในเครือ SCBX อาจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ บนหลักทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ รวมถึงอาจมีการทำธุรกรรมอื่นใดในหลักทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึง อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

Author
Slide4
สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา

นักกลยุทธ์อาวุโสตลาดหุ้นไทยและต่างประเทศ

Most Read
1/5
Related Articles
Most Read
1/5