Offshore Stock Update

สหรัฐฯ เล็งถือหุ้น OpenAI: เมื่อการกำกับ AI แบบเบามือ อาจแลกด้วยสิทธิพิเศษเชิงนโยบาย

By สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา|3 Jul 26 10:22 AM
sam-altman-chatgpt-will-get-more-friendly-again-even-erotica_7fc1.1200
สรุปสาระสำคัญ

สหรัฐฯ อาจถือหุ้น OpenAI 5% สะท้อนแนวทางที่รัฐเริ่มเข้ามามีส่วนแบ่งในอุตสาหกรรม AI เช่นเดียวกับที่เคยทำในชิป แร่สำคัญ และเทคโนโลยียุทธศาสตร์อื่น โดยระยะสั้นอาจช่วยให้ OpenAI ได้สิทธิพิเศษเชิงนโยบาย ลดแรงกดดันด้านกฎระเบียบ และตอบโจทย์การแบ่งผลประโยชน์ AI ให้ประชาชน
แต่ระยะยาวต้องจับตาความเสี่ยงจากรัฐแทรกแซง ธรรมาภิบาล และแรงตอบโต้จากต่างประเทศ โดยเฉพาะจีนและยุโรป

1) รายละเอียดประเด็น OpenAI Stake

  • OpenAI มีรายงานว่าเริ่มหารือแนวคิดให้รัฐบาลสหรัฐฯ ถือหุ้น 5% ในบริษัท ก่อนการเข้าตลาดหลักทรัพย์ในอนาคต โดย Sam Altman เสนอให้แนวทางนี้เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงที่กว้างขึ้น ซึ่งอาจครอบคลุมถึงบริษัท AI ชั้นนำรายอื่นของสหรัฐฯ เช่น Anthropic, Google และ Meta ด้วย แม้ยังไม่ชัดเจนว่าบริษัทอื่นจะเห็นด้วยหรือไม่ แต่สาระสำคัญคือ OpenAI ต้องการเสนอโมเดลที่ทำให้ “ประชาชนอเมริกัน” ได้มีส่วนร่วมในผลประโยชน์จากการเติบโตของ AI ผ่านการถือหุ้นของรัฐบาล
  • หาก OpenAI เข้าตลาดด้วยมูลค่าระดับ $1tn การถือหุ้น 5% จะมีมูลค่าราว $50bn ถือเป็นมูลค่าที่ใหญ่มากเมื่อเทียบกับดีลรัฐถือหุ้นในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์อื่นที่ผ่านมา จุดสำคัญคือ OpenAI ไม่ได้เป็นบริษัทที่ขาดแคลนเงินทุน แต่เป็นบริษัทที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์สูงในสงคราม AI ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ดังนั้นการให้รัฐบาลถือหุ้นจึงอาจไม่ใช่เรื่อง “เติมเงินทุน” แต่เป็นการแลกกับความสัมพันธ์เชิงนโยบาย สิทธิพิเศษบางด้าน และการลดแรงกดดันทางการเมือง
  • ประเด็นนี้ยังเชื่อมกับท่าทีของประธานาธิบดี Donald Trump ที่ระบุว่า AI ควรมีกรอบกำกับดูแลบางอย่าง แต่ต้อง “น้อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้” เพื่อไม่ให้กฎระเบียบไปบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของบริษัทสหรัฐฯ โดยเฉพาะเมื่อสหรัฐฯ ต้องแข่งกับจีนในเทคโนโลยีสำคัญ อย่างไรก็ตาม Trump ย้ำว่าหากพบผู้เล่นที่เป็นอันตราย หรือมีความเสี่ยงด้านความมั่นคง รัฐบาลจะเข้าจัดการอย่างรวดเร็วเป็นรายกรณี
  • ตัวอย่างที่สะท้อนแนวทางนี้คือกรณี Anthropic ซึ่งกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เคยจำกัดการเข้าถึงโมเดล Mythos 5 และ Fable 5 โดยอ้างความกังวลด้านความมั่นคงไซเบอร์ และจำกัดการใช้งานของชาวต่างชาติ ก่อนที่รัฐบาลจะทยอยผ่อนคลายข้อจำกัดหลังบริษัทสามารถเคลียร์ประเด็นด้านความปลอดภัยได้สำเร็จ เหตุการณ์นี้ทำให้เห็นว่ารัฐบาลสหรัฐฯ อาจไม่ต้องการคุม AI แบบเข้มงวดทั่วทั้งระบบ แต่พร้อมใช้มาตรการเฉพาะจุดกับโมเดลหรือบริษัทที่มองว่ามีความเสี่ยงสูง

2) สหรัฐฯ เคยทำแบบนี้กับอุตสาหกรรมอื่นมาแล้ว

แนวคิดให้รัฐบาลถือหุ้นใน OpenAI ไม่ได้เกิดขึ้นแบบโดดเดี่ยว แต่ต่อยอดจากแนวทาง “ทุนนิยมโดยรัฐ” ที่รัฐบาล Trump ใช้กับหลายอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์มาก่อน โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง เศรษฐกิจ และการแข่งขันกับจีน เช่น แร่สำคัญ เซมิคอนดักเตอร์ ควอนตัม พลังงานนิวเคลียร์ และกลาโหม

อุตสาหกรรม

ตัวอย่างบริษัท/โครงการ

รูปแบบที่รัฐบาลเกี่ยวข้อง

เหตุผลเชิงยุทธศาสตร์

เซมิคอนดักเตอร์

Intel

รัฐบาลสหรัฐฯ เข้าถือหุ้นราว 10% และมีสิทธิประโยชน์คล้ายหุ้น

ลดการพึ่งพาการผลิตชิปนอกประเทศ และหนุนฐานการผลิตชิปในสหรัฐฯ

แร่สำคัญ

MP Materials, Lithium Americas, Trilogy Metals, USA Rare Earth

ลงทุน ถือหุ้น หรือรับ warrants

ลดการพึ่งพาจีนในแร่หายากและวัตถุดิบสำคัญ

ควอนตัม

GlobalFoundries, IBM, Atom Computing, D-Wave, PsiQuantum และบริษัทควอนตัมอื่น

เงินลงทุนจากรัฐควบคู่กับสิทธิถือหุ้นหรือ warrants

พัฒนาเทคโนโลยีคำนวณยุคใหม่ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง

พลังงานนิวเคลียร์

Westinghouse

สนับสนุนด้านเงินทุน โครงการ และอาจมีส่วนแบ่งผลประโยชน์

หนุนพลังงานสะอาดและความมั่นคงด้านพลังงาน

กลาโหม

L3Harris และบริษัทที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานกลาโหม

เงินลงทุนหรือสิทธิประโยชน์เชิงทุน

เสริมขีดความสามารถทางทหารและลดความเสี่ยงห่วงโซ่อุปทาน

เซมิคอนดักเตอร์/เทคโนโลยีขั้นสูง

XLight, I-Pulse, SandboxAQ

เงินลงทุนพร้อมสิทธิถือหุ้น

หนุนเทคโนโลยีขั้นสูงที่อาจมีผลต่อการแข่งขันระยะยาว

  • กรณี OpenAI แตกต่างจากอุตสาหกรรมเหล่านี้ เพราะหลายดีลก่อนหน้าเป็นการสนับสนุนบริษัทที่ต้องการเงินทุน หรืออยู่ในห่วงโซ่อุปทานที่สหรัฐฯ ต้องการลดการพึ่งพาจีน แต่ OpenAI เป็นบริษัทที่มีสถานะผู้นำ มีศักยภาพระดมทุนสูง และไม่ได้ขาดเงินทุนโดยตรง ข้อจำกัดหลักของบริษัทคือกำลังประมวลผล ศูนย์ข้อมูล พลังงาน บุคลากร และความเสี่ยงด้านกฎระเบียบมากกว่า
  • ดังนั้น หากรัฐบาลสหรัฐฯ เข้าถือหุ้น OpenAI จริง จะถือเป็นการยกระดับจาก “รัฐช่วยลงทุนในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์” ไปสู่ “รัฐขอมีส่วนแบ่งในมูลค่าที่เกิดจากอุตสาหกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคต” ซึ่งอาจกลายเป็นต้นแบบใหม่ให้รัฐบาลใช้กับบริษัทที่มีมูลค่าสูงและมีความสำคัญต่อประเทศ แม้บริษัทเหล่านั้นจะไม่ได้ต้องการเงินทุนจากรัฐก็ตาม

3) ผลกระทบเชิงบวกและลบของประเด็นนี้

มุมมอง

ผลกระทบเชิงบวก

ผลกระทบเชิงลบ

ต่อ OpenAI

ได้ “เกราะคุ้มกันทางนโยบาย” มากขึ้น เพราะรัฐบาลมีผลประโยชน์ร่วมกับบริษัท

อาจถูกมองว่ามีความเชื่อมโยงกับรัฐมากเกินไป และสูญเสียภาพความเป็นบริษัทเอกชนอิสระ

ต่อกฎระเบียบ AI

อาจช่วยลดความเสี่ยงจากมาตรการกำกับที่รุนแรง เพราะรัฐมีส่วนได้เสียกับความสำเร็จของบริษัท

อาจทำให้เกิดข้อกังวลเรื่องรัฐเลือกปฏิบัติหรือให้สิทธิพิเศษกับบางบริษัท

ต่อการเมืองในประเทศ

ช่วยตอบโจทย์กระแสเรียกร้องให้ประชาชนได้ประโยชน์จาก AI ผ่านกองทุนหรือการถือหุ้นของรัฐ

อาจถูกวิจารณ์ว่าเป็นการแทรกแซงตลาด และเปิดทางให้รัฐขอส่วนแบ่งจากบริษัทเอกชนมากขึ้น

ต่อการแข่งขันกับจีน

รัฐบาลอาจสนับสนุน OpenAI มากขึ้นในฐานะสินทรัพย์ยุทธศาสตร์ของประเทศ

จีนอาจมองว่า OpenAI เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์รัฐสหรัฐฯ และเพิ่มมาตรการตอบโต้

ต่อบริษัท AI รายอื่น

อาจเป็นต้นแบบให้บริษัท AI อื่นใช้เพื่อลดแรงกดดันจากรัฐ

บริษัทที่ไม่ยอมเข้าร่วมอาจเสียเปรียบเชิงนโยบาย หรือถูกตรวจสอบเข้มขึ้น

ต่อหุ้นเทคโนโลยี

ระยะสั้นอาจเป็นบวกต่อความเชื่อมั่นในกลุ่ม AI เพราะรัฐยังสนับสนุนการเติบโต

ระยะยาวตลาดอาจให้ส่วนลดความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาลและการแทรกแซงของรัฐ

ต่อห่วงโซ่อุปทาน AI

กลุ่มชิป ศูนย์ข้อมูล คลาวด์ พลังงาน และอุปกรณ์เครือข่ายยังได้ประโยชน์จากการลงทุน AI ต่อเนื่อง

หากเกิดมาตรการตอบโต้จากต่างประเทศ อาจกระทบวัตถุดิบ อุปกรณ์ศูนย์ข้อมูล หรือบุคลากรต่างชาติ

โดยสรุป ผลกระทบระยะสั้นมีโอกาสเป็นบวกต่อ OpenAI เพราะช่วยลดความไม่แน่นอนด้านนโยบาย และทำให้บริษัทอยู่ในสถานะใกล้ชิดกับรัฐบาลมากขึ้น แต่ในระยะกลางถึงยาว ประเด็นนี้อาจเพิ่มความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาล การแทรกแซงของรัฐ และแรงตอบโต้จากต่างประเทศ โดยเฉพาะหากรัฐบาลสหรัฐฯ ขยายโมเดลนี้ไปยังบริษัท AI รายใหญ่อื่น ๆ

4) ความเสี่ยงที่ต้องจับตาและแนวโน้ม

1) โครงสร้างดีลและสิทธิของรัฐบาล
ต้องติดตามว่ารัฐบาลจะได้หุ้นผ่านการซื้อ การบริจาคหุ้น การออกหุ้นใหม่ หรือผ่านกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ รวมถึงหุ้นดังกล่าวจะมีสิทธิออกเสียงหรือไม่ หากเป็นหุ้นที่ไม่มีสิทธิควบคุม ผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจอาจจำกัด แต่หากรัฐบาลมีสิทธิพิเศษหรือมีอำนาจกำหนดทิศทางบางด้าน ความเสี่ยงต่อธรรมาภิบาลและความเป็นอิสระของบริษัทจะเพิ่มขึ้น

2) การขยายโมเดลไปยังบริษัท AI รายอื่น
หาก OpenAI เป็นรายเดียวที่ยอมให้รัฐบาลถือหุ้น บริษัทอาจได้เปรียบเชิงนโยบายในระยะสั้น แต่ก็อาจถูกจับตามากขึ้นจากต่างประเทศ ขณะที่หากรัฐบาลขยายโมเดลนี้ไปยัง Anthropic, Google และ Meta จริง จะกลายเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ ครั้งใหญ่ และอาจทำให้ตลาดเริ่มประเมินความเสี่ยงเชิงนโยบายของหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่มากขึ้น

3) การตอบโต้จากต่างประเทศและความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์
จีนอาจมองว่าบริษัท AI สหรัฐฯ มีความเชื่อมโยงกับรัฐมากขึ้น และอาจใช้มาตรการตอบโต้ผ่านห่วงโซ่อุปทาน เช่น แร่สำคัญ แม่เหล็ก อุปกรณ์ศูนย์ข้อมูล หรือข้อจำกัดด้านบุคลากร ขณะที่ยุโรปอาจเพิ่มการตรวจสอบด้านการแข่งขัน ความเป็นส่วนตัว และความเสี่ยงจากการที่รัฐสหรัฐฯ มีส่วนได้เสียในโมเดล AI ที่ทรงพลังที่สุด

แนวโน้มโดยรวม
สหรัฐฯ ยังต้องการให้บริษัท AI เติบโตและแข่งขันกับจีนได้เต็มที่ จึงไม่น่าจะเลือกแนวทางคุมเข้มแบบกว้างทั้งระบบ แต่จะใช้กรอบกำกับแบบเฉพาะจุด พร้อมเพิ่มบทบาทรัฐในอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้น สำหรับตลาดทุน ภาพใหญ่ของ AI ยังเป็นบวกต่อกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ชิป ศูนย์ข้อมูล ระบบคลาวด์ พลังงาน และอุปกรณ์เครือข่าย แต่ความเสี่ยงเชิงนโยบายจะเพิ่มขึ้นต่อกลุ่มบริษัทโมเดล AI และแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ โดยเฉพาะ Microsoft, Alphabet, Meta และบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ OpenAI และ Anthropic


ประเด็นนี้สะท้อนว่า AI กำลังเปลี่ยนจากธุรกิจเทคโนโลยีเอกชน ไปเป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ของรัฐมากขึ้น การที่รัฐบาลสหรัฐฯ อาจถือหุ้น OpenAI ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องการลงทุน แต่เป็นการแลกเปลี่ยนระหว่างสิทธิพิเศษเชิงนโยบาย ความมั่นคง การแบ่งผลประโยชน์ให้ประชาชน และการลดแรงกดดันทางการเมือง ระยะสั้นอาจเป็นบวกต่อ OpenAI เพราะช่วยลดความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ แต่ระยะยาวต้องจับตาความเสี่ยงจากการแทรกแซงของรัฐ การตอบโต้จากต่างประเทศ และการที่รัฐบาลอาจขยายแนวทางนี้ไปยังบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่อื่น ๆ

 

 

 

ข้อสงวนสิทธิ์
ข้อมูล ความเห็น บทวิเคราะห์ ราคา การคาดการณ์ และ/หรือ ข้อมูลอื่นใด (“ข้อมูล”) ที่ปรากฏ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยมีที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“INVX”) ไม่รับรองความถูกต้อง ครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นการรับประกันราคาหรือผลตอบแทน คำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือชักชวนให้เสนอซื้อหรือเสนอขายหลักทรัพย์ใด INVX และ/หรือ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของ INVX ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันเป็นผลมาจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลดังกล่าว

INVX และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น INVX และ/หรือ บริษัทในเครือ SCBX อาจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ บนหลักทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ รวมถึงอาจมีการทำธุรกรรมอื่นใดในหลักทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึง อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

Author
Slide4
สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา

นักกลยุทธ์อาวุโสตลาดหุ้นไทยและต่างประเทศ

Most Read
1/5
Related Articles
Most Read
1/5