
งบ 1Q26 ของกลุ่มค้าปลีกแฟชั่น (ANF, CPRI, DKS) ออกมาผสมผสาน โดยได้แรงหนุนจากปัจจัยชั่วคราวและการควบรวมกิจการ อย่างไรก็ตาม INVX มีมุมมองระมัดระวังและมองว่า Risk-Reward ของกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยนี้ยังไม่น่าดึงดูด เนื่องจากในระยะข้างหน้ามีแรงกดดันจากต้นทุนค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นตามราคาพลังงาน และความเสี่ยงที่ยอดขายจะชะลอตัวตามค่าครองชีพของผู้บริโภคระดับกลาง-ล่าง เราจึงมองบวกต่อกลุ่มค้าปลีกสินค้าจำเป็นที่มีฐานลูกค้าแข็งแกร่งอย่าง Walmart และ Costco มากกว่า
ภาพรวมของผลประกอบการ
ตารางสรุปผลประกอบการของ ANF, CPRI, DKS
|
ตัวชี้วัด |
Abercrombie & Fitch Co. (ANF) |
Capri Holdings Limited (CPRI) |
Dick’s Sporting Goods, Inc. (DKS) |
|
งบดีกว่าคาดไหม? (EPS) |
ดีกว่าคาด |
ดีกว่าคาด |
ต่ำกว่าคาดเล็กน้อย |
|
กำไรสุทธิเติบโต YoY |
-17% YoY |
พลิกมีกำไร จากขาดทุนในปีก่อนหน้า |
+21% YoY |
|
รายได้เติบโต YoY |
+2% YoY ทำสถิติสูงสุดใหม่ของไตรมาสแรก |
-3.7% YoY เนื่องจากอยู่ในช่วงปรับโครงสร้างคุณภาพยอดขาย |
+62.7% YoY จากการรวมงบการเงินเต็มไตรมาสของ Foot Locker |
|
ปัจจัยบวก และปัจจัยลบ |
(+) ยอดขายใน APAC เพิ่มขึ้น 24%ตลาดยังตอบรับสินค้าราคาเต็มได้ดีและค่าขนส่งลดลง
(-) ยอดขายใน EMEA ลดลง 10% จากสงครามในตะวันออกกลาง |
(+) ได้รับเงินคืนภาษีศุลกากร IEEPA ($40 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสนี้) ขณะที่แบรนด์ Jimmy Choo ฟื้นตัว และราคาขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้น
(-) แบรนด์หลัก Michael Kors ยอดขายลดลง 5.5% จากกลยุทธ์จงใจลดโปรโมชั่น |
(+) ยอดขายสาขาเดิมของ Dick's โตแข็งแกร่งถึง 6.0% ด้านแบรนด์ Foot Locker พลิกกลับมาโตเป็นบวกครั้งแรกในรอบสองปี (+0.6%)
(-) ต้นทุนค่าน้ำมันขนส่งพุ่ง และค่าใช้จ่ายเปิดศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่ |
เจาะลึกผลประกอบการรายบริษัท
Abercrombie & Fitch Co. (ANF)
กำไรต่อหุ้น: กำไรต่อหุ้นปรับลดปรับปรุงแล้วอยู่ที่ 47 ดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 1.28 ดอลลาร์สหรัฐ
ยอดขายสุทธิ: สร้างสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์สำหรับไตรมาสแรกที่ 11 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตขึ้น 2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และเป็นการเติบโตต่อเนื่องติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 14
ผลงานรายแบรนด์และภูมิภาค: แบรนด์ Abercrombie มียอดขายสุทธิเติบโต 3% (ยอดขายสาขาเดิมทรงตัวที่ 0%) ขณะที่แบรนด์ Hollister ยอดขายสุทธิทรงตัว (ยอดขายสาขาเดิมลดลง 2%) โดยได้แรงหนุนหลักจากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 24% และภูมิภาคอเมริกาเติบโต 3% ซึ่งเข้ามาช่วยชดเชยการลดลง 10% ภูมิภาคยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา (EMEA)
Capri Holdings Limited (CPRI)
กำไรต่อหุ้น: พลิกกลับมาสร้างผลกำไร โดยมีกำไรต่อหุ้นปรับปรุงแล้วอยู่ที่ 22 ดอลลาร์สหรัฐ ดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 0.11 ดอลลาร์สหรัฐ
ยอดขายสุทธิ: รายได้รวมลดลง 7% อยู่ที่ 796 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หากไม่นับรวมผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน ยอดขายสุทธิลดลง 7%) ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้เล็กน้อย
ผลงานรายแบรนด์: แบรนด์ Michael Kors มียอดขายลดลง 5% (ลดลง 8.4% ในเกณฑ์อัตราแลกเปลี่ยนคงที่) เนื่องจากนโยบายลดโปรโมชันลงอย่างรุนแรง ขณะที่แบรนด์ Jimmy Choo มียอดขายเติบโตได้ 5.3% (ทรงตัวในเกณฑ์อัตราแลกเปลี่ยนคงที่)
Dick’s Sporting Goods, Inc. (DKS)
กำไรต่อหุ้น: กำไรต่อหุ้นปรับปรุงแล้วอยู่ที่ 90 ดอลลาร์สหรัฐ ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของตลาดที่ 2.92-2.93 ดอลลาร์สหรัฐ เล็กน้อย
ยอดขายสุทธิ: เติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 7% แตะระดับ 5.16 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญจากการควบรวมผลประกอบการของธุรกิจ Foot Locker เข้ามาเต็มไตรมาสเป็นมูลค่า 1.79 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ ยอดขายจากสาขาเดิมของธุรกิจหลัก Dick's ยังเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งถึง 6%
ผลงานรายธุรกิจ: ธุรกิจหลัก Dick's เติบโตอย่างต่อเนื่องและได้ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น ขณะที่ธุรกิจ Foot Locker กลับมามียอดขายสาขาเดิมเป็นบวกที่ 6% และพลิกกลับมามีกำไรจากการดำเนินงาน (Operating Income) ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในรอบเกือบสองปี
ปัจจัยบวกและปัจจัยลบในไตรมาสนี้
ปัจจัยบวก (+)
การคืนภาษีนำเข้า: เป็นปัจจัยบวกเฉพาะตัวที่สำคัญของ Capri Holdings จากการบันทึกสินทรัพย์รอรับคืนภาษีนำเข้ามูลค่า 65 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังศาลฎีกาตัดสินว่าภาษี IEEPA ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งช่วยหนุนให้อัตรากำไรขั้นต้นขยายตัวอย่างมาก
ความสำเร็จของโมเดลร้านค้าและการออกสินค้าใหม่: การปรับปรุงร้านค้าและสไตล์สินค้าให้ทันสมัย เช่น โครงการ Fast Break ของ Foot Locker และการขยายสาขา Expressive Stores ของ ANF ช่วยเพิ่มปริมาณการเข้าร้าน อัตราการซื้อและหนุนให้ราคาขายเฉลี่ยปรับตัวสูงขึ้น
กระแสความนิยมด้านกีฬาและของสะสม: ความต้องการสินค้ากีฬาประเภทกลุ่มรองเท้าวิ่งบาสเกตบอลหญิง และสินค้ากระแสใหม่อย่างการ์ดซื้อขายของสะสมเติบโตอย่างรุนแรง เป็นตัวดึงดูดกลุ่มผู้บริโภควัยรุ่น
ปัจจัยลบ (-)
ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์: สงครามและความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุปสงค์และยอดขายในฝั่งยุโรปและตะวันออกกลาง (EMEA) โดยเฉพาะแบรนด์เสื้อผ้าวัยรุ่นอย่าง Hollister
แรงกดดันด้านต้นทุนสินค้าและค่าขนส่ง: ต้นทุนค่าขนส่งทางเรือและราคาพลังงานที่สูงขึ้น เริ่มกลับมาสร้างแรงกดดันต่ออัตรากำไรขั้นต้นในบางบริษัท
ผลกระทบจากการปรับปรุงระบบภายใน: การอัปเกรดระบบบริหารทรัพยากรองค์กร (ERP) ของ Abercrombie & Fitch และค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงโครงสร้างสต็อกสินค้าที่ไม่ได้ประสิทธิภาพของ Foot Locker ส่งผลให้มีค่าใช้จ่ายพิเศษและกระทบต่อรายได้ในระยะสั้น
แนวโน้มด้านรายได้และกำไรในอนาคต
ภาพรวมช่วงครึ่งปีแรกเทียบครึ่งปีหลัง: ผลประกอบการในช่วงครึ่งปีหลังจะมีการเร่งตัวขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงฤดูกาลเปิดภาคเรียน และเทศกาลวันหยุดปลายปี รวมถึงการเริ่มทยอยรับรู้ผลประโยชน์จากมาตรการลดต้นทุนและผลประโยชน์ร่วมจากการควบรวมกิจการ
การปรับเพิ่มคาดการณ์อย่างระมัดระวัง: Dick's Sporting Goods และ Abercrombie & Fitch เลือกที่จะปรับเพิ่มเฉพาะคาดการณ์ยอดขายสาขาเดิมหรืออัตรากำไรจากการดำเนินงานในกรอบล่าง แต่ยังคงเป้าหมายกรอบบนไว้คงเดิม สะท้อนทิศทางการดำเนินงานที่เน้นความปลอดภัยและระมัดระวังท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ
มุมมองผู้บริหารในระยะข้างหน้า
· พฤติกรรมผู้บริโภคและกำลังซื้อ: ผู้บริหารทุกบริษัทระบุตรงกันว่า ผู้บริโภคระดับกลางถึงบนยังคงมีความแข็งแกร่งและไม่พบสัญญาณการซื้อที่ลดระดับเกรดสินค้าลง โดยลูกค้ายินดีที่จะจ่ายเงินซื้อสินค้าในราคาเต็มหากสินค้านั้นมีความแปลกใหม่ มีนวัตกรรม และมีการบอกเล่าเรื่องราวของแบรนด์ที่น่าสนใจ อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคมีความเลือกสรรมากขึ้น ทำให้สินค้ากลุ่มแฟชั่นทางการแบบเดิมมียอดขายชะลอตัวลง และเกิดการขยายตัวในกลุ่มแฟชั่นแนวลำลองและสตรีทแวร์แทน นอกจากนี้ยังพบว่าฐานลูกค้ากลุ่ม Gen Z เป็นกลุ่มที่มีการเติบโตของปฏิสัมพันธ์สูงสุด
· นโยบายภาษีนำเข้า: มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ยังคงเป็นประเด็นที่ผู้บริหารต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยบริษัทส่วนใหญ่ได้กำหนดสมมติฐานการคำนวณอัตราภาษีนำเข้าในระดับที่สูงขึ้นสำหรับครึ่งปีหลัง เช่น สมมติฐานภาษี 15% ของ ANF และมุ่งเน้นกลยุทธ์การกระจายความเสี่ยงของแหล่งผลิตสินค้า รวมถึงการปรับราคาสินค้าขึ้นบางส่วนควบคู่กับการประหยัดต้นทุนด้านอื่นเพื่อรักษาเสถียรภาพของอัตรากำไรขั้นต้น
· ต้นทุนพลังงานและค่าขนส่ง: ราคาพลังงานและราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ผันผวน ส่งผลให้ต้นทุนค่าขนส่งในระบบซัพพลายเชนกลับมาเป็นปัจจัยกดดันในช่วงครึ่งหลังของปี ผู้บริหารจึงเลือกที่จะบริหารความเสี่ยงโดยเน้น การบริหารสินค้าคงคลังอย่างเข้มงวด และใช้ระบบการสั่งซื้อแบบตามความต้องการที่เกิดขึ้นจริง เพื่อไม่ให้เกิดภาวะสินค้าล้นสต็อกจนต้องนำไปตัดขายขาดทุน
มุมมองของ INVX
เรามองว่าการลงทุนในกลุ่มสินค้าแฟชั่นในภาวะที่ผู้บริโภคเผชิญแรงกดดันรอบด้าน มี Risk-Reward ไม่น่าดึงดูด เนื่องจากเรามองว่ากำไรใน 1Q26 เติบโตจากปัจจัยชั่วคราวอย่างการคืนภาษีเป็นหลัก ขณะที่ระยะข้างหน้า ต้นทุนพลังงานที่สูงจะบีบอัตรากำไรผ่านค่าขนส่ง ประกอบกับยอดขายที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงตามค่าครองชีพของกลุ่มผู้บริโภครายได้ต่ำถึงปานกลาง ยิ่งไปกว่านั้น คาดการณ์ทั้งปีของผู้บริหารยังพึ่งพาการฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลังสูง หากยอดขายพลาดเป้า บริษัทอาจต้องกลับไปเน้นการทำราคาจัดโปรโมชันเพื่อระบายสินค้าคงคลัง ส่งผลให้โอกาสปรับตัวขึ้นของราคาหุ้นค่อนข้างจำกัด และมีความเสี่ยงที่จะถูกปรับลดเป้าหมายผลประกอบการในอนาคต
ด้วยเหตุนี้ เรามองบวกต่อกลุ่มค้าปลีกสินค้าจำเป็นมากกว่าสินค้าฟุ่มเฟือยแฟชั่น โดยเรามองบวกต่อบริษัทขนาดใหญ่ที่มีการควบคุมต้นทุนดี และมีฐานลูกค้าภักดีสูง รวมไปถึง เน้นกลยุทธ์ขายสินค้าที่มีความคุ้มค่าเป็นหลัก ซึ่งเรามองว่าตอบโจทย์ของผู้บริโภคที่มีแรงกดดันสูงจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น เช่น Walmart และ Costco Wholesale