Offshore Stock Update

สรุปยอดส่งมอบ-คำสั่งซื้อ พ.ค. 2026 Airbus และ Boeing

By สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา|10 Jun 26 9:11 AM
shutterstock-1653602326-cthy-0
สรุปสาระสำคัญ

ยอดการส่งมอบและคำสั่งซื้อเดือน พ.ค. ของ Airbus เติบโตแข็งแกร่งและได้เปรียบเชิงโครงสร้างในระยะยาว โดยส่งมอบ 81 ลำ และมียอดคำสั่งซื้อใหม่สูงถึง 379 ลำ (Backlog 9,253 ลำ) ส่วน Boeing ฟื้นตัวระยะสั้นจากการเร่งส่งมอบรุ่น 737 Max ได้ดี รวมส่งมอบ 60 ลำ แต่มียอดคำสั่งซื้อใหม่เพียง 27 ลำ (Backlog 6,765 ลำ) และยังถูกกดดันจากปัญหาความล่าช้าและผลขาดทุนสะสมในฝั่งธุรกิจการบินทหาร

Boeing และ Airbus เผยยอดการส่งมอบเครื่องบินพาณิชย์ และยอดคำสั่งซื้อเครื่องบินพาณิชย์ เดือน พ.ค. โดยมีรายละเอียดดังนี้

 

Boeing: สัญญาณฟื้นตัวที่มาพร้อมความท้าทายใหม่

 

ในเดือนพฤษภาคม 2026 Boeing สามารถส่งมอบเครื่องบินพาณิชย์รวม 60 ลำ เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องจากเดือนก่อนหน้า โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้: 

 

  • ตระกูล 737 Max เริ่มกลับมาเดินหน้าได้เต็มที่: ยอดส่งมอบพุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 51 ลำ ซึ่งสูงกว่าอัตราการผลิตเป้าหมายเดิมที่ 42 ลำต่อเดือน และสูงกว่าเกณฑ์ที่สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐฯ (FAA) อนุมัติล่าสุดที่ 47 ลำ การเร่งตัวนี้เกิดจากการที่บริษัทสามารถซ่อมแซมและแก้ไขปัญหาความเสียหายของระบบสายไฟในเครื่องบินค้างส่งมอบได้สำเร็จ ทำให้เริ่มทยอยส่งมอบเครื่องบินในส่วนนี้ออกไปได้
  • ปัญหารุ่นอื่นยังคงเรื้อรัง: ในขณะที่เครื่องบินตระกูล 737 Max ทำผลงานได้ดี แต่ยอดส่งมอบเครื่องบินลำตัวกว้างรุ่น 787 Dreamliner ทำได้เพียง 6 ลำ ซึ่งยังคงต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 8 ลำต่อเดือน
  • ยอดคำสั่งซื้อหดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ: เดือนนี้ Boeing ได้รับยอดคำสั่งซื้อรวมเพียง 27 ลำ ซึ่งลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับเดือนเมษายนที่ผ่านมาที่ทำได้ถึง 136 ลำ อย่างไรก็ดี บริษัทยังคงมีปริมาณเครื่องบินค้างส่งมอบสะสมหนาแน่นถึง 6,765 ลำ
  • ความกดดันจากกองทัพอากาศสหรัฐฯ: ฝั่งธุรกิจ Defense (BDS) เผชิญกับเงื่อนไขที่เข้มงวด โดยกองทัพอากาศสหรัฐฯ ระบุชัดเจนว่า สัญญาการจัดซื้อเครื่องบินเติมน้ำมันรุ่น KC-46 Pegasus เพิ่มเติมอีก 75 ลำ จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ Boeing สามารถแก้ไขข้อบกพร่องของระบบกล้องมองภาพระยะไกลที่มีปัญหาเรื่องคุณภาพความคมชัดและการรับรู้ระยะลึกในบางสภาพแสงให้ได้เสร็จสิ้นเสียก่อน ซึ่งปัญหานี้ส่งผลให้กำหนดการส่งมอบเลื่อนจากเดิมปี 2023 ออกไปเป็นปี 2028 และทำให้บริษัทต้องรับรู้ผลขาดทุนสะสมในโครงการนี้ไปแล้วกว่า 9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

 

Airbus: ส่งมอบและมีคำสั่งซื้อแกร่ง

 

Airbus เผยยอดส่งมอบในเดือนพฤษภาคม 2026 ที่สูงถึง 81 ลำ เติบโตอย่างโดดเด่นถึง 59% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ทำสถิติยอดส่งมอบรายเดือนที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ช่วงปลายปี 2025 สะท้อนถึงการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น: 

 

  • เครื่องบินตระกูล A320 เป็นตัวเร่ง: ยอดส่งมอบเป็นเครื่องบินตระกูล A320 ถึง 62 ลำ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรุ่นยอดนิยมอย่าง A321neo จำนวน 41 ลำ เพื่อมุ่งหน้าสู่อัตราการผลิตเป้าหมายที่ 75 ลำต่อเดือนภายในสิ้นปี 2027
  • คำสั่งซื้อสูงขึ้นอย่างมาก: Airbus เผยคำสั่งซื้อรวมในเดือนเดียวสูงถึง 379 ลำ เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าอย่างมาก ส่งผลให้ยอดเครื่องบินค้างส่งมอบอยู่ที่ 9,253 ลำ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเครื่องบินทางเดินเดี่ยวตระกูล A320 ถึง 7,489 ลำ โดยปริมาณยอดค้างส่งมอบระดับนี้บ่งชี้ความมั่นคงของรายได้ในระยะยาวได้เป็นอย่างดี 

 

ยอดส่งมอบและคำสั่งซื้อเครื่องบินพาณิชย์ของ Airbus และ Boeing ย้อนหลัง

 

air-ba.png

 

มุมมองของ INVX
 
นัยยะต่ออุตสาหกรรม 

 

  • ความต้องการเครื่องบินทางเดินเดี่ยวยังคงแข็งแกร่ง: ยอดคำสั่งซื้อและยอดส่งมอบส่วนใหญ่ของทั้งสองบริษัทกระจุกตัวอยู่ที่ตระกูล 737 Max และ A320 สะท้อนว่าสายการบินทั่วโลกยังคงเน้นการขยายเส้นทางบินระยะใกล้ถึงปานกลาง และต้องการเครื่องบินรุ่นใหม่ที่ประหยัดพลังงานเพื่อควบคุมต้นทุนเชื้อเพลิง
  • ห่วงโซ่อุปทานเริ่มคลี่คลาย แต่ความเสี่ยงยังมีอยู่: การที่ทั้งสองผู้ผลิตสามารถเร่งยอดส่งมอบรายเดือนให้เติบโตแบบรายเดือนได้ เป็นสัญญาณบวกต่อกลุ่มผู้ผลิตเครื่องบิน อย่างไรก็ตาม ปัญหาเฉพาะจุด เช่น ปัญหาเครื่องยนต์ Pratt & Whitney ของ Airbus ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม
  • ความได้เปรียบเชิงโครงสร้างของ Airbus: ปริมาณยอดค้างส่งมอบของ Airbus สูงกว่า Boeing เกือบ 2,500 ลำ และการมีระยะเวลาคุ้มครองคำสั่งซื้อ (Backlog Cover) ที่ยาวนานกว่า ทำให้ Airbus มีความมั่นคงทางกระแสเงินสดและมีความเสี่ยงด้านการดำเนินงานต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัด 

 

นัยยะต่อหุ้นรายตัว

 

Airbus (AIR FP)

 

  • มุมมอง: โมเมนตัมระยะสั้นดีขึ้น และยังมองบวกในระยะยาว
  • เหตุผล: มียอดคำสั่งซื้อใหม่ที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในเดือนพฤษภาคมที่ 379 ลำ รวมไปถึงยอดค้างส่งมอบที่สูงกว่า Boeing ถึง 2,500 ลำ สะท้อนให้เห็นถึงกระแสเงินสดมีแนวโน้มแข็งแกร่ง
  • ปัจจัยเสี่ยง: ปัญหาชิ้นส่วนเครื่องยนต์อย่าง Pratt & Whitney (RTX) ,ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และความล่าช้าในภาคธุรกิจอวกาศ 

 

Boeing (BA)

 

  • มุมมอง: มองบวกในระยะสั้นเพื่อการฟื้นตัว แต่ยังคงผันผวนในระยะยาว
  • เหตุผล: ในแง่ของเครื่องบินพาณิชย์ มีแรงหนุนจากการแก้ปัญหาเชิงเทคนิคของ 737 Max ได้สำเร็จและส่งมอบได้เกินเป้าหมาย รวมไปถึงแรงหนุนจากการอนุมัติเพิ่มการผลิตเครื่องบิน 737 ของ FAA ซึ่งจะช่วยดึงกระแสเงินสดกลับเข้ามาหมุนเวียน อย่างไรก็ตาม งบการเงินจะยังคงถูกกดดันจากฝั่งธุรกิจการบินทหาร (KC-46 Tanker) ที่มีแนวโน้มต้องแบกรับต้นทุนการพัฒนาและผลขาดทุนจากการเลื่อนกำหนดการส่งมอบไปจนถึงปี 2028
  • ปัจจัยเสี่ยง: การรักษาเสถียรภาพและเพิ่มกำลังการผลิตเครื่องบินตระกูล 737 Max, ความล่าช้าต่อเนื่องในรุ่น 787 Dreamliner, ผลกระทบจากการแบกรับต้นทุนโครงการการบินทหาร
Author
Slide4
สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา

นักกลยุทธ์อาวุโสตลาดหุ้นไทยและต่างประเทศ

Most Read
1/5
Related Articles
Most Read
1/5