Offshore Stock Update

สหรัฐฯ เผชิญภาวะคอขวดในการสร้าง Data Center

By สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา|5 Jun 26 10:46 AM
tech datacenter
สรุปสาระสำคัญ

วิกฤตคอขวดเชิงกายภาพจากการขาดแคลนอุปกรณ์ไฟฟ้า ระบบสายส่ง และพลังงานที่มั่นคงในการขยาย AI Data Center กำลังสร้างแรงเร่งให้อุปสงค์พุ่งก้าวกระโดดและผลักดันมูลค่าส่วนเกินของห่วงโซ่อุปทานเคลื่อนย้ายไปสร้างประโยชน์เชิงกลยุทธ์ระยะยาวให้แก่กลุ่มหุ้นผู้ผลิตหม้อแปลงและระบบความร้อน, กลุ่มสินทรัพย์นิวเคลียร์และพลังงานสะอาด รวมถึงกลุ่มรับเหมาอัปเกรดระบบสายส่ง  ในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่เป็นป้อมปราการทางเศรษฐกิจ  เสริมความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนให้แก่บิ๊กเทครายใหญ่ที่มีศักยภาพในการคุมซัพพลายเชนต้นน้ำด้านพลังงานอย่าง Alphabet และ Microsoft

กลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ทุ่มงบลงทุนรวมกันกว่า 6.7 แสนล้านดอลลาร์ในปีนี้ (รวมถึง Alphabet ที่เตรียมระดมทุนเพิ่มอีก 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์) อย่างไรก็ดี การก่อสร้างจริงกลับล่าช้ากว่าเป้าหมายอย่างมีนัยสำคัญ โดยพบว่า ความจุของ Data Center กว่า 60% ที่มีกำหนดเสร็จในปี 2027 ยังไม่ได้เริ่มก่อสร้าง และอีก 7% กำลังเผชิญกับการเลื่อนกำหนดการ

3 สาเหตุหลักของความล่าช้า:

  1. Supply-Chain Backlogs: ปัญหาห่วงโซ่อุปทานขาดแคลนและส่งมอบล่าช้า โดยเฉพาะอุปกรณ์ระบบไฟฟ้าหลัก เช่น กังหันก๊าซ และหม้อแปลงไฟฟ้าแรงสูง
  2. Permitting Fights: การคัดค้านและต่อสู้เรื่องการขอใบอนุญาตก่อสร้างจากชุมชนและผู้กำหนดนโยบาย ท่ามกลางความกังวลด้านสิ่งแวดล้อม (เช่น กรณีโครงการ Colossus ของ xAI ที่ถูกประท้วงเรื่องมลพิษทางอากาศจากโรงไฟฟ้าก๊าซ)
  3. Availability of Power Supplies: การขาดแคลนแหล่งพลังงานไฟฟ้าในปริมาณมหาศาล (Data Center ขนาดใหญ่หนึ่งแห่งใช้ไฟเทียบเท่าเมืองขนาดกลางทั้งเมือง) ส่งผลให้หน่วยงานกำกับดูแลระบบสายส่งเกิดภาวะอัมพาตในการประเมินและอนุมัติโครงการ

กลยุทธ์การรับมือของกลุ่มเทคฯใหญ่

แต่เดิมผู้ประกอบการจะรอเชื่อมต่อไฟฟ้าจากส่วนกลาง แต่ปัจจุบันบริษัทที่มีแหล่งผลิตไฟฟ้าเป็นของตัวเอง จะได้เปรียบและได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลให้เชื่อมต่อระบบได้เร็วกว่าเนื่องจากพึ่งพาโครงข่ายส่วนรวมน้อยลง ทำให้แต่ละบริษัทปรับกลยุทธ์ดังนี้:

1. Google (Alphabet): ซื้อผู้พัฒนาพลังงานและจัดระเบียบการใช้ไฟ

  • ซื้อบริษัทพลังงาน: เป็นบริษัทเทคฯรายเดียวที่ควบรวมบริษัทพลังงานเข้ามาเป็นของตัวเอง โดยลงทุน 75 พันล้านดอลลาร์ซื้อบริษัท Intersect (ผู้พัฒนาพลังงานลมและโซลาร์เซลล์) เพื่อป้อนไฟฟ้าจำนวนหลายกิกะวัตต์ให้ Data Center โดยตรง
  • ปรับพฤติกรรมการใช้ไฟ: พัฒนาเทคโนโลยีสลับโหลดการประมวลผลไปตามปริมาณไฟที่มี และจับมือกับบริษัท Voltus ระยะเวลา 3 ปี เพื่อช่วยลดการใช้ไฟในชุมชนช่วงวิกฤต แลกกับการดึงไฟมาใช้ในโครงการ

2. Microsoft & ฝั่งพลังงานนิวเคลียร์

  • ปลุกชีพโรงไฟฟ้านิวเคลียร์: Microsoft ทำข้อตกลงกับ Constellation Energy เพื่อฟื้นฟูเตาปฏิกรณ์ที่ยังไม่เสียหายของโรงไฟฟ้า Three Mile Island (สถานที่เคยเกิดอุบัติเหตุนิวเคลียร์ครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ) ขึ้นมาผลิตไฟใหม่อีกครั้ง ซึ่งล่าสุดหน่วยงานกำกับดูแลของรัฐบาลกลางได้ไฟเขียวอนุมัติแผนการบางส่วนแล้ว

3. xAI & Meta

  • พึ่งพาโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในพื้นที่: หันมาสร้างโรงผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติภายในพื้นที่ก่อสร้างของตัวเอง แม้ว่าจะต้องเผชิญกับแรงต้านจากคนในท้องถิ่นเกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อมก็ตาม


มุมมอง InnovestX
จุดคอขวดโครงสร้างพื้นฐานเป็นปัจจัยเร่งอุปสงค์บางกลุ่มอุตฯ

วิกฤตคอขวดด้านพลังงาน สายส่ง และห่วงโซ่อุปทานในการขยายศูนย์ข้อมูลได้เปลี่ยนโครงสร้างการแข่งขันในตลาด โดยข้อจำกัดทางกายภาพเหล่านี้กลายเป็นปัจจัยเร่ง ที่ดันให้อุปสงค์ของสินค้าในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานเติบโตอย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้กลุ่มธุรกิจที่สามารถปลดล็อกคอขวดเหล่านี้กลายเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์สูงสุดเชิงกลยุทธ์ โดย

1. คอขวดด้านการจัดหาอุปกรณ์ไฟฟ้า

เนื่องจากระยะเวลาการส่งมอบของ หม้อแปลงไฟฟ้าและระบบควบคุมอุณหภูมิหล่อเย็นกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการเปิดใช้งานศูนย์ข้อมูล ส่งผลให้ผู้ผลิตที่มีกำลังการผลิตในมือมีอำนาจการต่อรองราคาสูงมากและมียอดคำสั่งซื้อล่วงหน้ารองรับไปอีกหลายปี

  • GE Vernova (GEV): ได้รับอานิสงส์โดยตรงในฐานะผู้ผลิตกังหันก๊าซและอุปกรณ์ระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูง ซึ่งเป็นอุปกรณ์หลักในการปลดล็อกข้อจำกัดด้านการกระจายกำลังไฟ
  • Eaton (ETN) / Schneider Electric (SU/SBGSF): บริษัทเทคฯใหญ่ในกลุ่มบริหารจัดการพลังงานขั้นสูงและระบบหล่อเย็น ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เผชิญภาวะขาดแคลนรุนแรงตามความต้องการของชิปประมวลผลรุ่นใหม่
  • Vertiv (VRT): ผู้นำด้านระบบจัดการความร้อนสำหรับสถาปัตยกรรมชิป AI (เช่น Nvidia) ที่กินไฟสูง ซึ่งการจัดการความร้อนถือเป็นหนึ่งในคอขวดทางเทคนิคที่สำคัญที่สุดของ Data Center ในปัจจุบัน

2. คอขวดด้านกำลังการผลิตไฟฟ้าระดับเสถียร

การที่กลุ่มบิ๊กเทคจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์สู่ On-site Power เพื่อเลี่ยงคิวการขอเชื่อมต่อจากระบบสายส่งส่วนกลาง ควบคู่ไปกับเงื่อนไขด้านการปล่อยคาร์บอนต่ำส่งผลให้อุปสงค์ต่อโรงไฟฟ้านิวเคลียร์และพลังงานสะอาดเชิงพาณิชย์ขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ

  • Constellation Energy (CEG): หุ้นกลุ่มพลังงานนิวเคลียร์ที่ได้ประโยชน์เชิงโครงสร้างสูงสุด จากความสามารถในการรับรู้รายได้ระยะยาวผ่านสัญญากับ Microsoft ในการฟื้นฟูเตาปฏิกรณ์โรงไฟฟ้า Three Mile Island
  • NextEra Energy (NEE): ผู้พัฒนาอุปทานพลังงานหมุนเวียน (ลมและแสงอาทิตย์) รายใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งกำลังได้รับอานิสงค์จากสัญญาซื้อขายไฟฟ้าล่วงหน้า (PPA) ระยะยาวกับกลุ่มผู้ให้บริการระบบคลาวด์รายใหญ่
  • Vistra (VST) / Public Service Enterprise Group (PEG): กลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าที่มีโครงสร้างสินทรัพย์ทั้งนิวเคลียร์และก๊าซธรรมชาติ ซึ่งพร้อมตอบสนองต่ออุปสงค์การซื้อไฟฟ้าแบบจำเพาะของกลุ่มเทคฯใหญ่

3. คอขวดด้านความจุและการควบคุมระบบสายส่ง

ข้อจำกัดด้านความสามารถในการรองรับโหลดไฟฟ้าของระบบสายส่งเดิมและความล่าช้าในการอนุมัติใบอนุญาตเชื่อมต่อระบบ ผลักดันให้เกิดความต้องการลงทุนในเทคโนโลยีการบริหารจัดการโครงข่ายอัจฉริยะและการปรับปรุงฮาร์ดแวร์สายส่ง

  • ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ระบบกริด: บริษัทอย่าง Hubbell (HUBB) และ Quanta Services (PWR) ซึ่งทำธุรกิจออกแบบ ก่อสร้าง และปรับปรุงโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าแรงสูงทั่วสหรัฐฯ ได้ประโยชน์โดยตรงจากงบประมาณในการแก้ปัญหาคอขวดของระบบสายส่งส่วนกลาง

4. ความได้เปรียบเชิงแข่งขันของกลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์

วิกฤตคอขวดเชิงกายภาพนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบเชิงลบต่อกลุ่มเทคฯใหญ่ทุกราย แต่กำลังทำหน้าที่เป็นความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืนซึ่งจะช่วยคัดกรองเฉพาะผู้เล่นที่มีกระแสเงินสดและอำนาจในการเจรจาสูงเท่านั้นให้สามารถเดินหน้าโครงการได้

  • Alphabet (GOOGL) & Microsoft (MSFT): การเข้าควบคุมซัพพลายเชนต้นน้ำด้านพลังงานโดยตรง (เช่น Google ควบรวมกิจการ Intersect และ Microsoft ทำดีลนิวเคลียร์ระยะยาว) ช่วยให้บริษัทเหล่านี้สามารถลดความเสี่ยงด้านเวลาในการพัฒนาโครงการ ทำให้สามารถเปิดใช้งาน Data Center ได้เร็วกว่าและเสถียรกว่าผู้เล่นรายย่อย ส่งผลให้ความสามารถในการครองตลาดคลาวด์และ AI ในระยะยาวยังคงแข็งแกร่ง

เรามองว่าภายใต้สภาวะที่โครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพโตไม่ทันซอฟต์แวร์ มูลค่าส่วนเกินของห่วงโซ่อุปทาน AI กำลังเคลื่อนย้ายไปยังกลุ่มธุรกิจที่เป็นเจ้าของโซลูชันในการปลดล็อกคอขวดเหล่านั้น โดยเฉพาะ กลุ่มผู้ผลิตอุปกรณ์ระบบไฟฟ้า, กลุ่มสินทรัพย์พลังงานนิวเคลียร์ และกลุ่มผู้รับเหมาปรับปรุงระบบสายส่ง ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่จะรับรู้รายได้ที่มั่นคงและมีสัญญารองรับระยะยาวในยุคที่อุปสงค์ AI Infrastructure เติบโต


กลุ่มที่เป็นคอขวด

อุปกรณ์ เทคโนโลยี หรือบริการที่เป็นกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาคอขวด

หุ้นในอุตฯ

1. อุปกรณ์ไฟฟ้าและระบบความร้อน

หม้อแปลงไฟฟ้า, ระบบจัดการพลังงาน, ระบบหล่อเย็น

GEV (GE Vernova)

ETN (Eaton)

SU  (Schneider)

$VRT (Vertiv)

2. กำลังการผลิตไฟฟ้าเสถียร

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์, พลังงานสะอาด, สัญญา PPA ระยะยาว

CEG (Constellation)

NEE (NextEra Energy)

VST (Vistra)

PEG (PSEG)

3. ความจุระบบสายส่ง

รับเหมาก่อสร้างสายส่ง, ติดตั้งระบบซอฟต์แวร์กริดอัจฉริยะ

HUBB (Hubbell)

PWR (Quanta Services)

4. ความได้เปรียบของ Big Tech

ผู้ชนะที่คุมต้นน้ำพลังงานและเดินหน้าโครงการได้ต่อเนื่อง

GOOGL (Alphabet)

MSFT (Microsoft)

 

 

Author
Slide4
สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา

นักกลยุทธ์อาวุโสตลาดหุ้นไทยและต่างประเทศ

Most Read
1/5
Related Articles
Most Read
1/5