PDF Available  
Special Report - Thai Stocks

กลยุทธ์ตลาดหุ้นไทย...ภายใต้ปัญหา Supply Shortage จากวิกฤติในตะวันออกกลาง

23 Mar 26 11:29 AM
สรุปสาระสำคัญ

INVX ประเมินวิกฤตตะวันออกกลางในครั้งนี้สร้างปัญหา Supply Shock กดดันให้เงินเฟ้อพุ่งสูงจนนำไปสู่ภาวะ Stagflation และหากยืดเยื้อมีโอกาสบั่นทอนประมาณการกำไรของ บจ. อย่างมีนัยสำคัญ นักลงทุนจึงควรปรับพอร์ต โดยเน้นไปที่การรักษาอำนาจซื้อหรือป้องกันความมั่งคั่งไม่ให้ลดลงตามค่าเงินที่เสื่อมถอยและค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น ผ่าน 4 กลยุทธ์หลัก : 1) ถือเงินสด/ตราสารหนี้ระยะสั้น เพื่อลดความเสี่ยง Duration Risk และเพิ่มความคล่องตัวรอจังหวะสะสมหุ้นพื้นฐานดี 2) ลงทุนใน Real Assets เพื่อสู้เงินเฟ้อและรับประโยชน์จากภาวะขาดแคลน เช่น PTTEP 3) เน้นกลุ่ม High Pricing Power ที่ผันผวนต่ำและส่งผ่านต้นทุนได้ดีอย่างกลุ่มสื่อสาร การแพทย์ และพาณิชย์ (ADVANC, TRUE, CHG, BCH, CPALL, CPAXT, BJC) และ 4) ลงทุนหุ้น High Dividend Yield เกิน 5% (สะสมก่อนขึ้น XD ใน เม.ย.-พ.ค. นี้) เพื่อสร้างกระแสเงินสดและป้องกันความเสี่ยงขาลง (KTB, KTC, KBANK, KKP, TISCO, BAM, AP, TLI) ท่ามกลางความไม่แน่นอนของทิศทางดอกเบี้ยและเศรษฐกิจโลก

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ยกระดับเข้าสู่จุดวิกฤต หลังมีการสกัดกั้นเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบกว่า 20% ของโลก และล่าสุดมีการยกระดับความขัดแย้งจากการปะทะตามชายแดนสู่การทำลายโครงสร้างพื้นฐานพลังงานภายในกลุ่มประเทศ GCC จนทำให้ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งเกือบแตะ US$120/bbl โดย INVX ประเมินวิกฤติครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลกในระดับที่รุนแรง (Supply Shortage) ไม่เพียงแต่ความเสี่ยงด้านพลังงาน แต่จะลุกลามไปถึงอุตสาหกรรมอื่นทั่วโลกจากการขนส่งวัตถุดิบและสินค้าที่ติดขัด (Supply Disruption) นอกจากนี้ค่าระวางเรือและค่าประกันภัยเสี่ยงภัยสงครามที่สูงขึ้น จะเป็นอีกแรงกดดันให้ภาคธุรกิจมีต้นทุนดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้นและบั่นทอนศักยภาพทำกำไร ส่วนประชาชนจะเผชิญกับภาวะกำลังซื้อลดลงจากค่าครองชีพและราคาพลังงานที่สูงขึ้นซึ่งจะนำไปสู่ยุคข้าวยากหมากแพง (เงินเฟ้อสูง เศรษฐกิจชะลอตัว) 


INVX ประเมินสถานการณ์วิกฤติตะวันออกกลางออกเป็น 3 Scenario โดยกรณีฐานและ Scenario 1 (วงจำกัด) คาดราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยปีนี้อยู่ที่ US$70/bbl ส่งผลกระทบต่อ GDP และเงินเฟ้อไทยจำกัด โดยคงเป้า SET อิง PER 14-16 เท่าที่ 1,339-1,530 จุด แต่หากเข้าสู่ Scenario 2 (ยืดเยื้อ) หรือ Scenario 3 (ลุกลาม) คาดราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยปีนี้อยู่ที่ US$85-100/bbl ดันเงินเฟ้อแตะ 0.8-1.3% และ GDP ไทยโตเหลือ 1.0-1.4% กดดันเป้า SET ปรับลงไปบริเวณ 1,300+/- ด้านผลกำไรของ บจ. คาดกลุ่มที่ได้รับผลลบรุนแรง คือ สายการบิน (AAV THAI)  โรงไฟฟ้า SPP (GPSC BGRIM) ยานยนต์ (AH SAT STANLY) ท่องเที่ยว (AOT CENTEL ERW MINT) บรรจุภัณฑ์ (SCGP) และวัสดุก่อสร้าง (SCC) จากต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูง มีโอกาสขาดแคลนวัตถุดิบ และจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง ขณะที่กลุ่มได้ผลบวก คือ พลังงานต้นน้ำ (PTTEP) จากราคาน้ำมันปรับขึ้น, ปิโตรเคมี (BCP TOP IRPC PTTGC) จากส่วนต่างสเปรดกว้างขึ้น และส่งออก (DELTA KCE HANA TU) จากค่าเงินบาทที่อ่อนค่า


INVX มองวิกฤตในตะวันออกกลางครั้งนี้จะสร้างปัญหา Supply Shortage ต่อ บจ. ไทยในระดับที่แตกต่างกัน โดยหากยืดเยื้อกลุ่มที่เผชิญความเสี่ยงสูงมาก คือ สายการบิน (AAV THAI) และโรงไฟฟ้า SPP (BGRIM GPSC) เพราะมีสต็อกเชื้อเพลิงจำกัดและต้องใช้เวลาจัดหาแหล่งใหม่ ขณะที่วัสดุก่อสร้าง (SCC) บรรจุภัณฑ์ (SCGP DCC) และยานยนต์ (AH SAT STANLY) จะได้รับผลกระทบสูง จากการขาดแคลนวัตถุดิบต้นน้ำและต้นทุนพลังงานเพิ่มขึ้น ส่วนชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (DELTA HANA KCE) โรงกลั่น (BCP SPRC TOP) ปิโตรเคมี (IRPC GGC IVL PTTGC) ท่องเที่ยว (CENTEL ERW MINT) อาหารและเครื่องดื่ม (CBG HTC OSP SNNP ZEN) จะได้รับผลกระทบปานกลาง จากต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งที่สูงขึ้น ส่วนกลุ่มอื่นๆ อาทิ สื่อสาร การแพทย์  ธนาคาร สินเชื่อ ประกัน นิคมอุตสาหกรรม ขนส่งทางบก อาหาร (เนื้อสัตว์) พาณิชย์ อสังหา ได้รับผลกระทบต่ำ โดยเป็นการส่งผ่านทางอ้อมผ่านเศรษฐกิจมหภาค และการขนส่งล่าช้า

Most Read
1/5
Related Articles
Most Read
1/5