
🔸ตอนนี้นักลงทุนอาจเริ่มรู้สึกว่าของแพงขึ้นแต่เศรษฐกิจดูเงียบเชียบ (Stagflation) ซึ่งสถานกาณ์ครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากวิกฤติโควิด แต่เกิดจากวิกฤติพลังงานในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น จนส่งผลให้เกิดเงินเฟ้อฝั่งอุปทาน (Cost-Push) พุ่งสูง ขณะที่เครื่องมือในการแก้ปัญหาของทั้งธนาคารกลางและรัฐบาลมีจำกัดกว่าในอดีต
🔸ชนวนเหตุจากวิกฤติในตะวันออกกลาง
หลังเกิดเหตุการณ์สหรัฐ-อิสราเอลโจมตีอิหร่านตั้งแต่ 28 ก.พ. จนนำไปสู่อิหร่านตอบโต้ด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันกว่า 20% ของโลก รวมทั้งเหตุการณ์ล่าสุด (18 มี.ค. 69) ที่อิสราเอลโจมตีแหล่งก๊าซธรรมชาติเซาท์พาร์ส (South Pars) ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซที่ใหญ่ที่สุดของอิหร่าน ได้กลายเป็นการยกระดับความขัดแย้งจากการปะทะตามชายแดนสู่การทำลายโครงสร้างพื้นฐานพลังงานโดยตรง ซึ่งอิหร่านเริ่มตอบโต้รุนแรงด้วยการโจมตีคลังน้ำมันและโรงกลั่นในประเทศเพื่อนบ้าน (กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และ UAE) ส่งผลให้ล่าสุดเช้านี้ (19 มี.ค. 69) ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งทะลุ US$110/bbl
🔸ประธาน Fed ส่งสัญญาณสิ้นสุดยุค "Look Through"
ในอดีตเมื่อเกิดวิกฤตพลังงาน เฟดมักใช้กลยุทธ์มองข้ามเงินเฟ้อระยะสั้นที่เกิดจากราคาน้ำมัน (Look Through) เพราะเชื่อว่าราคาน้ำมันจะลดลงเองเมื่อสถานการณ์คลี่คลายแต่ล่าสุดถ้อยแถลงของประธานเฟดส่งสัญญาณจะไม่ใช้ตำราเดิมอีกต่อไป เพราะเงินเฟ้อพื้นฐานยังอยู่ในระดับสูง จึงทำให้เฟดกังวลว่าหากปล่อยให้น้ำมันแพงกดดันต่อไปจะเกิดเงินเฟ้อฝังหัวหรือชินกับของแพง ทำให้เฟดอาจต้องคงดอกเบี้ยสูงไว้นานกว่าคาดหรือปรับขึ้นดอกเบี้ยสวนเพื่อยับยั้งเงินเฟ้อฝังหัว แม้เศรษฐกิจจะเริ่มแย่ก็ตาม
🔸วิกฤติพลังงานครั้งนี้ต่างจากปี 1970 และอันตรายกว่า
สำหรับวิกฤติพลังงานครั้งนี้ ทั่วโลกมีอาวุธหรือพื้นที่การคลังน้อยกว่าหากเทียบกับวิกฤติน้ำมันปี 1970 ที่รัฐบาลส่วนใหญ่มีหนี้สาธารณะต่ำจึงทำให้มีกระสุนอัดฉีดเงินหรืออุดหนุนราคาน้ำมันได้เต็มที่ แต่ปัจจุบันหลังจบวิกฤติโควิด รัฐบาลทั่วโลกมีภาระหนี้สาธารณะสูงเป็นประวัติการณ์ ดังนั้นการจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหรืออุดหนุนดีเซลระยะยาว จึงทำได้ยากขึ้น เพราะเสี่ยงต่อการถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ จึงทำให้วิกฤติพลังงานรอบนี้อันตรายกว่า รวมทั้งยังทำให้ธนาคารกลางและรัฐบาลทำงานได้ยากกว่า เพราะ หากขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อสูงจะทำให้เศรษฐกิจไทยทรุดลงหรือชะลอตัวลง แต่ หากลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจะทำให้เงินบาทอ่อนค่า ราคาน้ำมันนำเข้ายิ่งแพงขึ้นและเงินเฟ้อยิ่งสูงขึ้น ดังนั้นสถานการณ์ในปัจจุบันจึงทำให้ประชาชนต้องจ่ายค่าข้าวและสินค้าต่างๆ แพงขึ้น ขณะที่รายได้เท่าเดิมหรือเสี่ยงตกงาน
🔸Cost-Push Inflation กระทบกำไรของบริษัทจดทะเบียน
เมื่อเกิดปัญหาห่วงโซ่อุปทาน (Supply Shortage) โดยต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง และวัตถุดิบปิโตรเคมีพุ่งสูงขึ้นแบบเฉียบพลัน สิ่งที่ตามมา คือ Cost-Push Inflation รอบใหม่ที่จะเข้ามากดดันศักยภาพการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะผู้ประกอบการในกลุ่มวัสดุก่อสร้าง ขนส่ง และสินค้าอุปโภคบริโภค จะเผชิญกับศักยภาพทำกำไรที่ลดลงหรือกำไรถูกบีบ เพราะไม่สามารถผลักภาระต้นทุนหรือปรับขึ้นราคาขายให้กับผู้บริโภคได้ทั้งหมด ขณะเดียวกันประชาชนเองก็ต้องเผชิญกับกำลังซื้อที่ลดลงแรงจากค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นสวนทางกับรายได้ที่เท่าเดิม ท่ามกลางภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง สถานการณ์ข้าวยากหมากแพงนี้จึงเป็นปัจจัยลบที่จะฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจและกำไรของบริษัทจดทะเบียนให้ถดถอยลงไปอีก
🎯กลยุทธ์รับมือ Stagflation เน้นรักษาอำนาจซื้อและความมั่งคั่ง
INVX มองว่า ท่ามกลางพายุ Stagflation ที่เงินเฟ้อพุ่งสูงสวนทางกับเศรษฐกิจที่ซบเซา นักลงทุนควรปรับพอร์ตอย่างมีกลยุทธ์ โดยเน้นไปที่การรักษาอำนาจซื้อหรือป้องกันความมั่งคั่งไม่ให้ลดลงตามค่าเงินที่เสื่อมถอยและค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น ดังนี้
1. ถือเงินสดหรือตราสารหนี้ระยะสั้น เพื่อลดผลกระทบจากการปรับขึ้นของ Bond Yield ท่ามกลางความไม่แน่นอนของทิศทางดอกเบี้ยเฟดและการเปลี่ยนผ่านประธานเฟดคนใหม่ ซึ่งการเน้นสินทรัพย์ที่มี Duration สั้นจะช่วยลดความเสี่ยงด้านราคา (Duration Risk) รวมทั้งยังเป็นการสะสมกระสุนหรือความคล่องตัวเพื่อรอเข้าซื้อสินทรัพย์พื้นฐานดีในจังหวะที่ราคาย่อตัวลงมาในอนาคต
2. ถือสินทรัพย์ที่มีมูลค่าในตัวเอง (Real Assets) ซึ่งทนทานต่อเงินเฟ้อ เช่น พลังงานต้นน้ำที่ได้ประโยชน์จากภาวะขาดแคลนเพื่อสู้กับเงินเฟ้อ เช่น PTTEP รวมถึงทองคำ โดยแม้ระยะสั้นราคาทองคำอาจยังผันผวนจากดอลลาร์แข็งค่าและ bond yield ที่สูงขึ้น แต่หากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยืดเยื้อจนกดดันเงินเฟ้อและเศรษฐกิจโลก ทองคำจะกลับมาทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงที่สำคัญของพอร์ตการลงทุนอีกครั้ง
3. ลงทุนในธุรกิจที่มี High Pricing Power ซึ่งสามารถส่งผ่านต้นทุนหรือปรับราคาขายให้กับลูกค้าได้เร็วเพราะเป็นสินค้าจำเป็น (Defensive) หรือมีคู่แข่งน้อยราย รวมทั้งมีความเสี่ยงจำกัดต่อปัจจัยภายนอก ได้แก่ ADVANC TRUE CPALL CPAXT BJC BEM CHG BCH PTTEP
4. ลงทุนในหุ้น High Dividend เพื่อสร้างกระแสเงินสดให้แก่พอร์ตลงทุนระยะสั้น (สะสมก่อนขึ้น XD ใน มี.ค.-พ.ค. นี้) โดยเลือกหุ้นที่จ่ายเงินปันผลงวดนี้จากกำไรปี 2568 ซึ่งให้ Div. Yield เกิน 5% และราคาหุ้นผันผวนต่ำ อีกทั้งมีกำไรและฐานะการเงินที่มั่นคง ได้แก่ KTB KTC KBANK KKP TISCO BAM AP TLI
#InnovestXResearch