Data Center คงขับเคลื่อนความต้องการไฟฟ้า ธุรกิจโรงไฟฟ้ายังคงน่าสนใจในปี 2026
ความต้องการไฟฟ้าโลกคาดว่าจะสูงขึ้นเกือบเท่าตัวในปี 2030 หนุนจากอุตฯ AI และ Data Center ที่ขยายตัวรวดเร็ว ในกรณีต่ำสุดประเมินการใช้ไฟฟ้าในสหรัฐฯ, APAC และยุโรปจะเติบโต 96%, 85% และ 64% ตามลำดับ (Figure 2, Platts) ส่วนเม็ดเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน Data Center จนถึงปี 2030 คาดว่าจะสูงถึง US$6.7 ล้านล้าน (Figure 3) และกว่า 40% จะเกิดขึ้นในสหรัฐฯ (McKinsey) มูลค่าส่งออกของไต้หวันและเกาหลีใต้เติบโตต่อเนื่อง 25 และ 6 เดือน ตามลำดับ (TradingEconomies) สะท้อนการใช้จ่ายเงินลงทุน Data Center ที่สูงขึ้นต่อเนื่อง
มองโรงไฟฟ้ามีความน่าสนใจในการลงทุนในปี 2026 ซึ่งมีโอกาสการเติบโตผ่านการขยายกำลังการผลิตเพื่อรองรับความต้องการไฟฟ้าของ Data Center โดยเฉพาะ RE โดยประเมินการใช้ไฟฟ้าไทยจะเติบโตราว 1.5 เท่าสู่ 6TWh ภายในปี 2030 ขณะที่มีปัจจัยบวกอื่นสนับสนุน เช่น ต้นทุนเชื้อเพลิงที่มีแนวโน้มลดลงในปี 2026 ตามราคา LNG (Figure 4) จากสหรัฐฯ ที่มีแผนส่งออก LNG เพิ่มขึ้น, ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่มีแนวโน้มลดลง และความคาดหวังเชิงบวกจากการเดินหน้านโยบายด้านพลังงานต่อหลังได้รัฐบาลใหม่ เช่น โครงการ Direct PPA, แผน PDP เป็นต้น มองเป็นบวกต่อโรงไฟฟ้าในประเทศ GULF, BGRIM, GPSC, WHAUP เป็นต้น ขณะที่โรงไฟฟ้าที่มีการลงทุนในสหรัฐฯ มีความน่าสนใจเช่นกัน และมี Upside เพิ่มเติมจากค่า Capacity Payment จากปัญหาคอขวดที่กำลังการผลิตไฟฟ้าเติบโตช้ากว่าความต้องการไฟฟ้า โดยระยะเวลาการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ใช้เวลาก่อสร้างราว 3-4 ปี เทียบกับ Data Center ที่ใช้เวลาเพียง 1-2 ปี มองเป็นบวกต่อโรงไฟฟ้าที่มีสัดส่วนลงทุนในสหรัฐฯ อย่าง BCPG และ BPP (Figure 5) ซึ่งมีการลงทุนในโรงไฟฟ้าในมลรัฐ Pennsylvania และ Texas ซึ่งถูกมองว่าเป็นพื้นที่ที่มีการขยายตัวของอุตฯ Data Center สูง (Platts)
US EU พิจารณาผ่อนคลายเกณฑ์ควบคุมยานยนต์ ยังไม่ใช่สัญญาณฟื้นตัวอุปสงค์น้ำมัน
รัฐบาลสหรัฐฯ เสนอผ่อนคลายเกณฑ์การประหยัดน้ำมันรถยนต์เพื่อลดราคารถยนต์โดยการลดการใช้เทคโนโลยีประหยัดน้ำมันที่ซับซ้อนและมีราคาสูง (Bloomberg) สหภาพยุโรปพิจารณาผ่อนคลายเกณฑ์กำหนดรถยนต์ต้องลดการปล่อยมลภาวะ 100% ภายในปี 2035 เพื่อปกป้องอุตฯ ยานยนต์ในภูมิภาค โดยเสนอลดเกณฑ์เหลือ 90%, การสนับสนุนผู้ผลิต EV ในประเทศ เป็นต้น ขณะที่เยอรมนีและอิตาลีเสนอให้ยกเลิกนโยบายดังกล่าว (EuroNews)
หากการผ่อนคลายมาตรการข้างต้นเกิดขึ้น มองว่าจะยังไม่ทำให้อุปสงค์น้ำมันฟื้นตัวเนื่องจากปัจจุบันผู้บริโภคมีแนวโน้มเลือกใช้รถยนต์อื่นแทนสันดาป พิจารณาจากยอดขายรถยนต์ทางเลือกอื่นที่เริ่มแย่งสัดส่วนรถสันดาป (Figure 6) และแนวโน้มความต้องการน้ำมันสำหรับการเดินทางที่มีแนวโน้มชะลอลง CNPC ประเมินอุปสงค์น้ำมันในจีนจะทำระดับสูงสุดในปี 2030 โดยการบริโภคน้ำมันสำหรับเดินทางจะถูกแทนที่ ขณะที่ภาคปิโตรเคมียังคงมีความต้องการน้ำมันและคาดจะทำจุดสูงสุดในปี 2050 (encs.cn) สอดคล้องกับ IEA ที่มองการเติบอุปสงค์น้ำมันโลกในปี 2026 จะถูกขับเคลื่อนโดยภาคปิโตรเคมีเป็นหลักและมองอุปสงค์น้ำมันโลกจะเริ่มอิ่มตัวในปี 2030 ตลาดน้ำมันในปี 2026 ยังขาดปัจจัยหนุนเชิงพื้นฐานที่ชัดเจน ขณะที่ตลาดน้ำมันจะเผชิญภาวะอุปทานล้นเกินสูงขึ้น (Figure 7) กลยุทธ์ลงทุนในปี 2026 ของอุตฯ น้ำมันจะอยู่ในรูปแบบการเก็งกำไรระยะสั้นตาม Event และ Seasonal Play เช่น การหยุดการเพิ่มการผลิตน้ำมันดิบชั่วคราวของ OPEC+ ช่วง 1Q26 และช่วงฤดูขับขี่ของประเทศตะวันตกที่อุปสงค์น้ำมันจะสูงขึ้น โดยเฉพาะเบนซิน (Figure 8) ติดตามสถานการณ์ในเวเนซุเอลาและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจีนและนโยบายด้านการเงินการคลังสหรัฐฯ
ความเสี่ยง: เศรษฐกิจโลกผันผวน, การเมืองสหรัฐฯ, สถานการณ์ตะวันออกกลาง, การเมืองในประเทศ, นโยบายพลังงานสหรัฐฯ และไทย, รัสเซีย-ยูเครน, นโยบายการผลิตของ OPEC+