
Update: ราคาน้ำมันพุ่งกดดันตลาดหุ้นทั่วโลก เพิ่มความเสี่ยงเงินเฟ้อ ขณะที่ทองคำผันผวนสูง
by INVX Investment Products & Strategy
9 มีนาคม 2026
สรุปสถานการณ์
ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นแรงทะลุระดับ $100 ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2022 ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยกระดับขึ้น และความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของเส้นทางขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบ Hormuz ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญของการส่งออกพลังงานโลก
การปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันสร้างแรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก เนื่องจากตลาดกังวลว่า ราคาพลังงานที่สูงขึ้นอาจผลักดันเงินเฟ้อกลับมาอีกครั้ง และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะ stagflation ซึ่งทำให้ความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางลดลง ขณะที่นักลงทุนเริ่มปรับพอร์ตเข้าสู่โหมด Risk-off และ Defensive positioning มากขึ้น
Implication ต่อการลงทุน
ระยะสั้น: ตลาดการเงินมีแนวโน้มผันผวนจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่ง เพิ่มความกังวลต่อเงินเฟ้อและทิศทางดอกเบี้ย ทำให้กลยุทธ์การลงทุนควรเน้นการบริหารความเสี่ยงของพอร์ต (Risk Management) มากขึ้น โดย
ระยะกลาง: เรายังคงให้น้ำหนักกับสถานการณ์ที่ยืดเยื้อและไม่ลุกลามมากพอ จนเกิดการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานในวงกว้าง ไม่กระทบเศรษฐกิจให้โลกเข้าสู่ภาวะถดถอย และธนาคารกลางยังคงสามารถคงนโยบายการเงินไม่ให้เข้มงวดมากเกินไป การปรับฐานของตลาดหุ้นมีแนวโน้มเป็นเพียงความผันผวนระยะสั้นมากกว่าจะเข้าสู่ภาวะขาลง (Bear market) ทำให้การปรับฐานของตลาดยังคงเป็นโอกาสในการทยอยสะสมสินทรัพย์เสี่ยงคุณภาพสูง โดยเรายังคงให้น้ำหนักกับตลาดหุ้นที่มีแนวโน้มกำไรเติบโตและได้รับแรงหนุนจากปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะ ตลาดหุ้นอินเดีย ซึ่งได้แรงหนุนจากการเติบโตของเศรษฐกิจภายในประเทศและกระแสเงินลงทุนจากต่างชาติที่มีโอกาสไหลกลับ รวมถึง หุ้นสหรัฐฯขนาดเล็ก (US Small Caps) ซึ่งกำไรมีแนวโน้มฟื้นตัวโดดเด่นและ Valuation ที่ยังอยู่ในระดับน่าสนใจเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นขนาดใหญ่
ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้ควรให้น้ำหนักกับการบริหารความเสี่ยงและการกระจายการลงทุน โดยอาจใช้สินทรัพย์ที่สามารถทำหน้าที่ป้องกันความเสี่ยง เช่น ทองคำ และ ตราสารหนี้ระยะสั้นคุณภาพสูง เพื่อช่วยลดความผันผวนของพอร์ตในช่วงที่ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่การลงทุนในหุ้นยังคงแนะนำให้ใช้ กลยุทธ์ Selective และรอจังหวะเข้าลงทุนอย่างระมัดระวัง โดยการทยอยสะสมควรเกิดขึ้นเมื่อ ความกังวลด้านอุปทานพลังงานและสถานการณ์สงครามเริ่มคลี่คลาย และราคาหุ้นปรับตัวลงสู่ แนวรับสำคัญตามที่ได้ระบุไว้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความน่าสนใจของ Risk-Reward สำหรับการทยอยสะสมในเชิงกลยุทธ์
มุมมองต่อตลาดหุ้น
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันในระยะสั้น จากการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันที่อาจผลักดันเงินเฟ้อและทำให้ Bond yield มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะกดดัน Valuation ของตลาดหุ้น โดยเฉพาะกลุ่ม Growth ที่มีความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย ขณะเดียวกัน หุ้นขนาดเล็ก (Russell 2000) ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อทั้ง Bond yield และวัฏจักรเศรษฐกิจ มีแนวโน้มผันผวนมากกว่าตลาดโดยรวม และอาจปรับฐานได้ลึกกว่าดัชนี S&P 500 ในระยะสั้นในช่วงที่ความไม่แน่นอนยังอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม ในเชิงกลยุทธ์ เรายังคงมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นสหรัฐฯขนาดเล็กในระยะกลาง จากปัจจัยสนับสนุนด้านแนวโน้มกำไรและระดับ Valuation ที่ยังอยู่ในระดับน่าสนใจ เมื่อเทียบกับหุ้นขนาดใหญ่ ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุน แนะนำรอจังหวะเข้าลงทุนอย่างระมัดระวัง โดยพิจารณาทยอยสะสมเมื่อสถานการณ์สงครามและความกังวลด้านอุปทานพลังงานเริ่มคลี่คลาย และดัชนีปรับตัวลงสู่แนวรับสำคัญ ซึ่งจะทำให้ระดับ Risk-Reward น่าสนใจมากขึ้น โดยประเมินแนวรับของดัชนี S&P 500 ที่ 6,650 จุด และ 6,450 จุด ขณะที่ Russell 2000 มองแนวรับที่ 2,420 จุด และ 2,200 จุด
ยุโรปเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่อ่อนไหวต่อราคาพลังงานมากที่สุด เนื่องจากเป็นผู้นำเข้าพลังงาน ดังนั้นการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจะกดดันต้นทุนภาคธุรกิจและการบริโภค ส่งผลให้บริษัทจดทะเบียนมีอัตรากำไรที่ต่ำลง ในขณะที่การบริโภคที่คาดว่าจะช่วยหนุนการฟื้นตัวในปีนี้ได้ อาจขยายตัวได้ไม่มากเท่าที่ควร นอกจากนี้ความเสี่ยงเกี่ยวกับนโยบายการเงินเพิ่มขึ้นจาก ECB ที่อาจกลับมาขึ้นอัตราดอกเบี้ยหากสงครามยืดเยื้อหนุนราคาพลังงานปรับตัวเพิ่มขึ้นนาน อย่างไรก็ตามหากสถานการณ์ผ่อยคลายลง และราคาพลังงานปรับตัวลดลงในระยะอันใกล้ ตลาดมีโอกาสฟื้นตัวขึ้นอีกครั้งจากแนวโน้ม EPS Growth ของยุโรปที่เร่งตัวขึ้นในปี 2026 หนุนโดยนโยบายการคลังของเยอรมนี โดยประเมินแนวรับของดัชนี STOXX 600 อยู่ที่บริเวณ 570 จุด
ตลาดหุ้นญี่ปุ่นมีแนวโน้มเผชิญความผันผวนและแรงขายในระยะสั้น จากสองปัจจัยหลัก ได้แก่ Valuation และผลตอบแทนที่ปรับตัวขึ้นโดดเด่นตั้งแต่ต้นปี (YTD) ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อแรงขายทำกำไรเมื่อเกิดปัจจัยลบใหม่เข้าสู่ตลาด รวมถึง ความพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันในระดับสูง โดยญี่ปุ่นนำเข้าน้ำมันมากกว่า 90% ของความต้องการใช้ในประเทศ ทำให้ราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นมีโอกาสกดดันดุลการค้า เงินเฟ้อ และต้นทุนภาคธุรกิจ อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงดังกล่าวยังมีปัจจัยบรรเทาบางส่วน เนื่องจากญี่ปุ่นมี Strategic Petroleum Reserve (SPR) ในระดับสูง รวมถึงแรงหนุนจากนโยบายการคลังและแนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียนที่ยังเติบโต โดยประเมินแนวรับของดัชนี TOPIX ที่ 3,400 จุด และ 3,200 จุด ซึ่งถือเป็นระดับแนวรับที่สำคัญ
จีนเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ของโลก และผู้ซื้อพลังงานรายใหญ่ของอิหร่าน ส่งผลให้เผชิญความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมันที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามจีนมีคลังสำรองน้ำมันราว 1.3 พันล้านบาร์เรล ซึ่งเพียงพอต่อการใช้ราว 3-4 เดือน พร้อมกับนโยบายภาครัฐและการควบคุมราคาช่วยบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นกระทบกำลังซื้อภายในประเทศ ด้วยเหตุนี้หากสถานการณ์มีการผ่อนคลายลงได้เร็ว อาจส่งผลให้เศรษฐกิจจีนได้รับผลกระทบจำกัดกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค อย่างไรก็ตามปัญหาของประเทศจีนจะอยู่ในประเด็นเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่เน้นรักษาเสถียรภาพมากกว่าเร่งการเติบโต และการแข่งขันของบริษัทที่อยู่ในระดับสูงเป็นปัจจัยที่กดดันตลาดหุ้นจีนในช่วงที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน สำหรับกรณีที่ดัชนี CSI 300 มีการพักฐานมาบริเวณ 4460 พร้อมกับสถานการณ์ต่างๆ ที่คลี่คลายลง อาจเป็นจุดพิจารณาทยอยสะสมสำหรับนักลงทุนระยะสั้น
ตลาดหุ้นอินเดียมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันในระยะสั้นจากการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมัน เนื่องจากเศรษฐกิจอินเดีย พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันในระดับสูง โดยต้องนำเข้ามากกว่า 90% ของความต้องการใช้ในประเทศ และเส้นทางการขนส่งจำนวนมากต้องผ่าน ช่องแคบ Hormuz ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการค้าพลังงานโลก ทำให้ตลาดกังวลว่าหากความตึงเครียดในตะวันออกกลางยืดเยื้อ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอาจส่งผ่านมายังเศรษฐกิจผ่าน แรงกดดันเงินเฟ้อ การขาดดุลการค้า และค่าเงินรูปีที่อ่อนค่า อย่างไรก็ตาม ในเชิงปัจจัยพื้นฐาน ตลาดหุ้นอินเดียยังคงมีความแข็งแกร่ง โดยได้แรงหนุนจาก ความคืบหน้าของข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งช่วยหนุนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ขณะที่ 12-month Forward EPS เริ่มกลับมาถูกปรับเพิ่มขึ้น สะท้อนแนวโน้มกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่เริ่มฟื้นตัว ในเชิงกลยุทธ์ แนะนำรอจังหวะเข้าลงทุนอย่างระมัดระวัง โดยทยอยสะสมเมื่อความกังวลด้านอุปทานพลังงานเริ่มคลี่คลาย และดัชนีปรับตัวลงสู่แนวรับสำคัญ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความน่าสนใจของ Risk-Reward โดยประเมินแนวรับของดัชนี NIFTY50 ที่ 23,500 จุด และ 22,000 จุด
เวียดนามมีความเสี่ยงมากขึ้นหลังราคาน้ำมันเร่งตัวขึ้นสูง เนื่องจากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับต่ำในช่วยที่ผ่านมาได้ช่วยชะลอแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ เปิดโอกาสให้ธนาคารกลางเวียดนาม (SBV) ดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนการขยายตัวของสินเชื่อ อย่างไรก็ตาม หากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องจนสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ จะเป็นแรงบีบให้ SBV จะต้องพิจารณาปรับใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อสภาพคล่องภายในประเทศและทำให้บรรลุเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลตั้งไว้ได้ยากขึ้น ในระยะสั้น ความเสี่ยงหลักยังมาจากภาวะ risk-off ของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งอาจนำไปสู่กระแสเงินทุนไหลออกจากตลาดเวียดนามอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์ดังกล่าวอาจสร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นเวียดนามที่ปัจจุบันซื้อขายอยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี จากการคาดหวังการไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติในกรณีที่ตลาดได้รับการอัปเกรดสู่ดัชนี FTSE EM ดังนั้น เรายังคงแนะนำให้หลีกเลี่ยงการลงทุนในตลาดหุ้นเวียดนามในช่วงนี้ โดยประเมินแนวรับของดัชนี VN Index ไว้ที่บริเวณ 1,580 จุด
มุมมองต่อสินทรัพย์อื่น
Bond Yield มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นตอบสนองต่อเงินเฟ้อที่มีโอกาสเร่งตัวขึ้นจากราคาน้ำมัน และเป็นแรงกดดันให้ธนาคารกลางในประเทศต่างๆ อาจต้องปรับท่าทีต่อดอกเบี้ยนโยบายให้เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ Bond Yield ของตราสารหนี้ระยะสั้นปรับตัวเพิ่มขึ้นได้มากกว่าตราสารหนี้ระยะยาว ทั้งนี้กรณีที่ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงยาวนานจนตลาดเริ่มมีความกังวลด้านเศรษฐกิจชะลอตัว อาจส่งผลให้ Bond Yield ของตราสารหนี้ระยะยาวปรับตัวลดลงอย่างจำกัดจากเงินเฟ้อที่คอยกดดัน Real Yield ให้อยู่ในระดับต่ำ เราจึงเน้นลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น เพื่อลดความเสี่ยง Duration risk และได้ประโยชน์จาก Carry yield ที่จะสูงขึ้นเมื่อรอบ Rollover ซึ่งจะเผชิญความเสี่ยงด้านความผันผวนน้อยกว่าตราสารหนี้ระยะยาว
REITs มีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันจากการปรับตัวขึ้นของ Bond yield ดังที่ได้กล่าวไป ซึ่งจะกดราคาของ REITs เพื่อรักษาส่วนต่างของ Dividend Yield และ Bond Yield ให้ใกล้เคียงเดิม นอกจากนี้ REITs ที่มีการกู้ยืมยังมีโอกาสเผชิญกับต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นกดดัน Dividend Yield ส่งผลให้เรายังคงไม่เร่งเข้าลงทุน REITs ในปัจจุบัน
แม้ว่าความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์โดยทั่วไปมักเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำ แต่การปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วของราคาน้ำมันในช่วงนี้เริ่มสร้างแรงกดดันต่อทองคำในระยะสั้น เนื่องจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นอาจผลักดันแรงกดดันเงินเฟ้อ และทำให้ตลาดเริ่มลดความคาดหวังต่อการปรับลดดอกเบี้ยของ Fed นอกจากนี้ ตลาดบางส่วนเริ่มประเมินว่าหากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นและทรงตัวในระดับสูงเป็นเวลานาน อาจเพิ่มความเสี่ยงที่ Fed อาจจะมีโอกาสกลับมาปรับขึ้นดอกเบี้ยได้ ซึ่งจะส่งผลให้ Bond yield และค่าเงินดอลลาร์ปรับตัวขึ้น สร้างแรงกดดันต่อราคาทองคำในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ในเชิงกลยุทธ์ ทองคำยังคงมีบทบาทสำคัญในฐานะ Geopolitical Hedge และสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ โดยหากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นเริ่มส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และเพิ่มความเสี่ยงที่เศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession) ทองคำมีแนวโน้มกลับมาได้รับแรงหนุนจากสถานะ Recession Hedge อีกครั้ง ทั้งนี้ นักลงทุนบางส่วนเริ่มเปรียบเทียบสถานการณ์ปัจจุบันกับ Playbook ในช่วงสงครามรัสเซีย–ยูเครน ปี 2022 ซึ่งแม้ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์จะเพิ่มขึ้นในช่วงนั้น แต่ราคาทองคำกลับเผชิญแรงกดดันจากการเข้าสู่วัฏจักรการขึ้นดอกเบี้ย (Hiking cycle) ของ Fed อย่างไรก็ตาม เรามองว่าสถานการณ์ในรอบนี้มีความแตกต่างจากปี 2022 เนื่องจากยังมี แรงหนุนเชิงโครงสร้าง (Structural Drivers) ที่สนับสนุนแนวโน้มราคาทองคำ ได้แก่ 1) De-Dollarization: แนวโน้มการลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้ธนาคารกลางหลายประเทศยังคงเดินหน้าสะสมทองคำในทุนสำรองระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง และ 2) Debasement Trade: การขยายตัวของการขาดดุลงบประมาณและหนี้สาธารณะในหลายประเทศ ส่งผลให้ความกังวลต่อการเสื่อมค่าของสกุลเงินหลักเพิ่มสูงขึ้น และหนุนความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์รักษามูลค่า (Store of Value) ดังนั้น แรงหนุนเชิงโครงสร้างทั้งสองปัจจัยยังคงช่วย จำกัด Downside ของราคาทองคำในระยะกลางถึงระยะยาว โดยเราประเมินว่า ตราบใดที่ราคาทองคำยังไม่หลุดระดับ 4,800 ดอลลาร์ แนวโน้มหลักยังคงอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น ทำให้การปรับฐานของราคาทองคำในช่วงนี้ มองเป็นโอกาสในการทยอยสะสม (Buy on Dip) โดยกองทุนที่แนะนำ ได้แก่ K-GOLD-A(A) หรือ SPDR Gold MiniShares Trust (GLDM ETF)