สรุปภาพรวมการลงทุนสัปดาห์นี้
สัปดาห์นี้ตลาดหุ้นโลกยังปรับตัวขึ้นได้ต่อ โดยตลาดหุ้น DM ปรับขึ้น หลังตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐและยุโรปไม่ได้แย่อย่างที่ตลาดกังวล โดยสหรัฐมียอดค้าปลีกที่ขยายตัว 3.3% YoY สูงสุดนับตั้งแต่ ก.ค., เงินเฟ้อ CPI ธ.ค. ออกมาที่ 2.7% YoY ต่ำกว่าคาด แม้มีประเด็นกระทรวงยุติธรรมสหรัฐออกหมายเรียกต่อ ประธาน Fed ในประเด็นค่าใช้จ่ายปรับปรุงอาคาร ทำให้มีความเสี่ยงรัฐบาลเข้ามาแทรกแซงการทำงานของธนาคารการเพิ่มมากขึ้น และอาจนำไปสู่ความเชื่อมั่นต่อนโยบายการเงินลดลง รวมทั้งมีความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์จากการประท้วงรุนแรงในอิหร่าน อีกทั้ง ปธน. ทรัมป์ระบุอาจมีการเข้าแทรกแซง และยังเรียกเก็บภาษีจากประเทศที่ทำธุรกิจกับอิหร่าน ส่วนกลุ่มธนาคารสหรัฐอ่อนตัวลง แม้หลายธนาคารจะรายงานผลประกอบการดีกว่าคาด แต่ถูกกดดันหลังจาก ปธน. ทรัมป์เรียกร้องจำกัดดอกเบี้ยบัตรเครดิตที่ 10% ด้านตลาดหุ้น EM ปรับตัวขึ้นเช่นกัน โดยแม้จีนประกาศเพิ่มเกณฑ์การใช้มาร์จิ้นจาก 80% เป็น 100% เพื่อชะลอความร้อนแรงของตลาดหุ้น A-Shares แต่คาดหนุน Fund Flow ไหลเข้าตลาด EM อื่นแทน อีกทั้งตัวเลขส่งออกจีน ธ.ค.ยัง เติบโต 6.6% สูงกว่าคาด ขณะที่นำเข้าเติบโต 5.7% ทำให้จีนเกินดุลการค้าทำสถิติใหม่ 1.19 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2025 เพิ่มขึ้น 20% แม้ส่งออกไปสหรัฐลดลง 20% แต่การขยายตลาดไปยัง EU (+12%), ASEAN (+11%) ช่วยหนุนเศรษฐกิจเข้าใกล้เป้าหมาย GDP ส่วนตลาดหุ้นไทยอ่อนตัวช่วงต้นสัปดาห์สวนทางตลาดโลก แต่ฟื้นตัวแรงช่วงปลายสัปดาห์ จากแรงซื้อในหุ้นที่ลงแรงก่อนหน้านี้ ด้านราคาน้ำมันปรับขึ้นแรง แม้ตลาดจะกังวลความเสี่ยงอุปทานจากเวเนซุเอลาจะออกมาเพิ่มขึ้น แต่ระยะสั้นความไม่สงบในอิหร่านสร้างความกังวลต่ออุปทานในตะวันออกกลางจะชะงักงัน นอกจากนี้ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นยังหนุนให้มีเงินทุนไหลไปหาสินทรัพย์ปลอดภัยอย่าง ทองคำ โลหะเงิน และเงินดอลลาร์สหรัฐ
ตลาดหุ้นโลก
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา จาก (1) เงินเฟ้อ ธ.ค.ต่ำกว่าคาด ท่ามกลางตัวเลขจ้างงาน ธ.ค. ต่ำกว่าคาด แต่อัตราว่างงานลดลง (2) กระทรวงยุติธรรมสหรัฐออกหมายเรียกประธาน Fed กรณีต้นทุนก่อสร้างสูงกว่าคาด (3) ทรัมป์ประกาศให้ Fannie Mae และ Freddie Mac ซื้อ MBS มูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์, ห้ามนักลงทุนสถาบันซื้อบ้านเดี่ยว และจำกัดดอกเบี้ยบัตรเครดิตที่ 10%
ตลาดหุ้นไทย
ตลาดหุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา (1) สรท. ปรับเพิ่มเป้าส่งออกปี 2026 เป็น +2-4% (เดิม 0-2%) เริ่มเห็นสัญญาณบวกในบางอุตสาหกรรม แม้บาทจะแข็งค่าต่อเนื่อง, ฐานสูงในปีก่อน, การไหลทะลักของสินค้าจีน และมาตรการภาษีสหรัฐฯ (2) สหรัฐฯ สั่งระงับการพิจารณาวีซ่าผู้อพยพจาก 75 ประเทศทั่วโลก รวมถึงไทย (3) ธปท. ลดอัตราเงินสมทบ FIDF ลงสู่ 0.32% เป็นบวกต่อกลุ่มธนาคาร
ตลาดพันธบัตร
ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ 10 ปี ทรงตัวที่ 4.16% ขณะที่ระยะสั้น 2 ปีปรับตัวขึ้นที่ 3.56% ทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ย 2-10 ปี อยู่ที่ 60 bps
ผลตอบแทนพันธบัตรไทยอายุ 10 ปี เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1.79% ขณะที่ระยะสั้น อายุ 2 ปี ทรงตัวที่ 1.16% ขณะที่นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิที่ 299 ล้านบาท
ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์
ราคาน้ำมัน Brent ปรับขึ้น 2.9%WoW สู่ 63.76 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากความกังวลเหตุประท้วงในอิหร่าน และสหรัฐฯ ขู่จะเข้าแทรกแซง เสี่ยงทำให้ห่วงโซ่อุปทานน้ำมันชะงัก ด้านราคาทองคำ (Spot) ปรับขึ้น 3.1%WoW สู่ 4,615.93 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์
ตลาดอัตราแลกเปลี่ยน
ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ (DXY) แข็งขึ้นที่ 99.35 จุด ขณะที่ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงที่ 158.6 เยน ด้านค่าเงินยูโรทรงตัวที่ 1.16 ดอลลาร์ต่อยูโร ด้านค่าเงินเอเชีย ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นที่ 31.4 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่เงินหยวนแข็งตัวที่ระดับ 6.97 หยวน