สรุปสาระสำคัญ
สรุปคำแนะนำการลงทุนประจำวันที่ 12 - 16 ม.ค. 2026
มุมมองรายสินทรัพย์ประจำสัปดาห์
ตราสารทุน
ตลาดหุ้นโลกมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง จากสภาพคล่องในระบบที่ยังอยู่ในระดับสูง ประกอบกับ Sentiment นักลงทุนที่ปรับตัวดีขึ้น โดยโครงสร้างการปรับขึ้นของตลาดเริ่มสะท้อนภาพ Broad-based rally มากขึ้น ไม่ได้กระจุกตัวอยู่ในหุ้นเพียงไม่กี่กลุ่มเหมือนช่วงปีก่อน ทั้งนี้ หุ้นกลุ่ม Value และ หุ้นขนาดเล็ก ให้ผลตอบแทนโดดเด่น สะท้อนว่าการปรับขึ้นของตลาดรอบนี้มีความ Healthy มากขึ้น สัปดาห์หน้าจับตาการรายงานผลประกอบการของกลุ่มการเงินสหรัฐฯ นำโดยธนาคารขนาดใหญ่ ซึ่งหากผลออกมาดีกว่าคาดมีโอกาสเป็นปัจจัยหนุนให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และตลาดหุ้นโลกปรับตัวขึ้นต่อ สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ระยะสั้นเราชื่นชอบ หุ้นพลังงานสหรัฐฯ จาก Sentiment เชิงบวกต่อประเด็นเวเนซุเอลา ประกอบกับระดับ Valuation ที่ยังน่าสนใจและมีลักษณะเป็น Value play ขณะที่ระยะกลาง–ยาว แนะนำทยอยสะสม หุ้น US Small Cap, หุ้นเทคโนโลยีจีน และ หุ้นอินเดีย เพื่อรับโอกาสการเติบโตในรอบถัดไป
ตราสารหนี้
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) อายุ 10 ปี ยังคงมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในระดับสูงกว่า 4.1% แม้ตัวเลขจ้างงาน ADP และ JOLTS Job Opening ออกมาต่ำคาดการณ์ แต่เราประเมินว่าตลาดแรงงานที่มีสัญญาณอ่อนแอเป็นปัจจัยที่ตลาดรับรู้อยู่แล้ว ในขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่งสัญญาณอ่อนตัวลงเพียงเล็กน้อย ตลาดจึงยังคงให้น้ำหนักการปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งถัดไปในช่วงเดือน เม.ย. – มิ.ย. 2026 เรายังคงประเมินว่าตราสารหนี้อายุ 2–5 ปี เป็นช่วงอายุตราสารที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการลงทุนในภาวะปัจจุบัน
สินทรัพย์ทางเลือก
ทองคำเคลื่อนไหวบริเวณ $4,500 หลังปรับขึ้นแรงในช่วงก่อนหน้า ระยะสั้นราคามีแนวโน้มผันผวนจากการปรับน้ำหนักประจำปีของดัชนีสินค้าโภคภัณฑ์โลก ซึ่งทองคำถูกลดน้ำหนักในดัชนีและอาจเผชิญแรงขายเชิงเทคนิค อย่างไรก็ดี มองเป็นปัจจัยกระทบระยะสั้น แต่ไม่กระทบต่อปัจจัยพื้นฐาน โดยมองการย่อตัวเป็นจังหวะสะสมสำหรับการลงทุนระยะกลาง–ยาว
ด้าน REITs ไทยมีแนวโน้มได้รับปัจจัยบวกจากการใช้นโยบายการเงินของ ธปท. ที่ผ่อนคลาย อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจอาจชะลอตัวลงเป็นแรงกดดันต่อ REITs ในระยะสั้น โดยเราชื่นชอบ REITs ไทย มากกว่า REITs โลก จากอัตราเงินปันผลและ Dividend yield spread ที่น่าสนใจมากกว่า
[Theme Play]
หุ้นอินเดีย: แนะนำเข้าลงทุนหุ้นอินเดีย หลัง Valuation Premium ของตลาดหุ้นอินเดียเมื่อเทียบกับ Asia ex Japan ปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากราว 90% เหลือประมาณ 53% สะท้อนว่าความตึงตัวด้าน Valuation ได้ผ่อนคลายลง เปิดความน่าสนใจในการเข้าลงทุนตลาดหุ้นอินเดีย ขณะเดียวกัน ค่าเงินรูปีที่มีเสถียรภาพมากขึ้นช่วยลดความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนและเอื้อต่อการไหลกลับของเงินทุนต่างชาติ นอกจากนี้ Relative price ระหว่างตลาดหุ้นอินเดียกับตลาดหุ้น EM และ Asia ex Japan ปรับตัวลงมาใกล้ระดับแนวรับสำคัญ สะท้อนว่า downside เชิงเปรียบเทียบเริ่มจำกัด และเปิดโอกาสให้เกิด rotation ของกระแสเงินลงทุน กลับเข้าสู่ตลาดหุ้นอินเดียในระยะถัดไป เราจึงประเมินว่าตลาดหุ้นอินเดียเริ่มกลับมามีความน่าสนใจสำหรับการลงทุนในระยะกลาง
หุ้น US Small Cap: ดัชนี Russell 2000 ได้แรงหนุนจากเฟดปรับลดดอกเบี้ยและอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ซึ่งช่วยลดภาระต้นทุนทางการเงิน และเป็นแรงหนุนสำคัญต่อหุ้นสหรัฐฯ ขนาดเล็ก (US Small Cap) ขณะเดียวกัน สัญญาณ Rotation จากหุ้นขนาดใหญ่ไปสู่หุ้นสหรัฐฯ ขนาดเล็กเริ่มชัดเจนขึ้น โดยเราประเมินว่าแนวโน้มนี้มีโอกาสดำเนินต่อไปอีกในปี 2026 ซึ่งมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการเติบโตกำไรของหุ้นสหรัฐฯ ขนาดเล็กที่มีแนวโน้มฟื้นตัวในอัตราเร่งและโดดเด่นกว่าหุ้นขนาดใหญ่ ขณะที่ Valuation ของหุ้นขนาดเล็กยังอยู่ในระดับน่าสนใจมากกว่า เราประเมินว่าปัจจัยหนุนทั้งนโยบายการเงินผ่อนคลายและการฟื้นตัวของกำไรจะหนุนให้หุ้นสหรัฐฯ ขนาดเล็กมีโอกาสปรับตัวขึ้นโดดเด่นในระยะถัดไป
China Technology: ดัชนี HSTECH ปรับตัวเพิ่มขึ้นเหนือบริเวณ 5,400 จุด ซึ่งเป็นแนวรับสำคัญ บ่งชี้แนวโน้มการกลับตัวจากขาลง ในขณะที่ PBOC ยังคงอัตราดอกเบี้ย LPR 1 ปี และ 5 ปี ที่ 3% และ 3.5% ตามลำดับ แต่ส่งสัญญาณใช้นโยบายผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลจีนที่ย้ำถึงการใช้นโยบายการคลังเชิงรุกมากขึ้น ซึ่งอาจช่วยหนุนเศรษฐกิจและบรรยากาศการลงทุนในระยะต่อไป ทั้งนี้ เรามองว่าเป็นโอกาสในการสะสมสำหรับนักลงทุนระยะกลาง จากระดับ Valuation ที่ยังอยู่ในเกณฑ์จูงใจ โดยปัจจุบันดัชนีซื้อขายที่ FWD P/E ราว 19.3 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีที่ 22.8 เท่า ขณะเดียวกัน แนวโน้มกำไรของบริษัทเทคโนโลยีมีโอกาสฟื้นตัวต่อเนื่องในปี 2026
[Event Play]
หุ้นพลังงานสหรัฐฯ: แนะนำเข้าลงทุนหุ้นพลังงานสหรัฐฯ ระยะการลงทุนน้อยกว่า 6 เดือน (Event Play) รับ Sentiment บวกจากสถานการณ์เวเนซุเอลา และ Valuation ของหุ้นกลุ่มพลังงานสหรัฐฯ มีความน่าสนใจ โดยดัชนี S&P 500 Energy ซื้อขายที่ FWD P/E เพียง 16.8 เท่า เทียบกับดัชนี S&P 500 ที่สูงถึง 22.1 เท่า และยังอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 18.9 เท่า นอกจากนี้ สัญญาณทางเทคนิคของ XLE ETF สะท้อนการฟื้นตัวของ momentum ที่เริ่มชัดเจนขึ้น โดย Relative Price ระหว่างดัชนี S&P 500 Energy และดัชนี S&P 500 เริ่มชะลอการทำ new low และ RSI ทำ higher low ต่อเนื่อง สะท้อนว่าแรงขายเชิงเปรียบเทียบเริ่มอ่อนตัวลง อีกทั้ง การที่ราคา XLE ETF ทดสอบจุดสูงสุดเดิมในรอบกว่า 1 ปี สะท้อนโมเมนตัมที่แข็งแกร่งขึ้นในระยะสั้น เราประเมินว่ามีโอกาสที่หุ้นกลุ่มพลังงานสหรัฐฯ จะเริ่มฟื้นตัวได้ดีขึ้นเมื่อเทียบกับตลาดโดยรวม จึงมองเป็นโอกาสทยอยสะสมเพื่อรอรับการฟื้นในระยะต่อไป