สินทรัพย์ดิจิทัลในสัปดาห์นี้ฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ หลังผ่านช่วงพักฐาน ตั้งแต่ปลายปี 2025 โดยราคา Bitcoin ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องสู่บริเวณราว 97,900 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ Ethereum กลับมายืนเหนือระดับ 3,400 ดอลลาร์สหรัฐ อีกครั้งหลังการพักฐานระยะสั้น สะท้อนแรงซื้อที่ทยอยกลับเข้าสู่ตลาด
ปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากกระแสเงินทุนของนักลงทุนสถาบันผ่านกองทุน Spot ETF ซึ่งยังคงไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง โดย Spot Bitcoin ETF มีเงินไหลเข้าสุทธิ 753.53 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ Spot Ethereum ETF ไหลเข้า 129.99 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นับเป็นหนึ่งในระดับการไหลเข้าที่โดดเด่นตั้งแต่ต้นปี ส่งผลให้มูลค่าตลาดรวมของสินทรัพย์ดิจิทัลปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 8%
ในภาพรวมตลาด ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ออกมาต่ำกว่าคาดช่วยหนุนบรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง โดย CPI เดือนธันวาคม 2025 อยู่ที่ 2.7% YoY ทรงตัวจากเดือนก่อน ขณะที่ Core CPI อยู่ที่ 2.6% ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ สะท้อนว่าแรงกดดันเงินเฟ้อเริ่มอยู่ในระดับควบคุมได้ และช่วยเสริมความคาดหวังต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟดในระยะถัดไป ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อสินทรัพย์ดิจิทัลในเชิงโครงสร้าง
1) การล่มสลายของค่าเงิน เวเนซุเอลา และอิหร่าน ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของเงิน Fiat
วิกฤตค่าเงินของเวเนซุเอลาและอิหร่านสะท้อนภาวะ fiat collapse จาก capital controls และความไม่มั่นคงทางการเมือง เมื่อเงินท้องถิ่นสูญเสียความเชื่อมั่น ประชาชนหันมาใช้ Bitcoin และ stablecoins เพื่อรักษามูลค่าและทำธุรกรรมข้ามพรมแดน ผลกระทบต่อ Bitcoin ในระดับโลกไม่ใช่แรงหนุนราคาทันที แต่เป็นแรงหนุนเชิงโครงสร้างที่ตอกย้ำบทบาทของ Bitcoin ในฐานะ “ทองคำดิจิทัล” ขณะที่ stablecoins ถูกใช้ควบคู่เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในชีวิตประจำวัน แม้ Bitcoin ยังคงมีความผันผวนก็ตาม
2) ราคา Bitcoin ยืนเหนือต้นทุนเฉลี่ยของนักลงทุนสถาบันที่ถือ Bitcoin ETF บ่งบอกว่าต้นทุนของสถาบันเป็นแนวรับสำคัญที่อาจส่งผลให้เกิดการรีบาวน์ในระยะสั้น
ราคา Bitcoin ยังคงยืนเหนือระดับ BTC ETF Realized Price ซึ่งสะท้อนต้นทุนเฉลี่ยของนักลงทุนสถาบัน ขณะที่แรงขายจากกองทุน ETF เริ่มชะลอตัว ส่งสัญญาณว่าความเสี่ยงด้านขาลงในระยะสั้นมีจำกัด และการปรับฐานของราคายังคงถูกมองเป็นโอกาสในการสะสมมากกว่าการลดความเสี่ยง อย่างไรก็ดี หากราคาปรับตัวหลุดต่ำกว่าระดับดังกล่าว อาจสร้างแรงกดดันเชิงจิตวิทยาต่อตลาดในระยะสั้นได้
3) Liquidation Heatmap ชี้โครงสร้างฝั่ง Long ยังแข็งแรง Downside จำกัด ขณะที่แรง Short ด้านบนจำกัด เปิดโอกาสเกิดโมเมนตัมขาขึ้นในระยะสั้น
ข้อมูลจาก Liquidation Heatmap ชี้ให้เห็นว่าโซนราคาด้านล่างมีการสะสมฝั่ง Long อย่างหนาแน่น สะท้อนการวางสถานะของนักลงทุนที่คาดหวังการปรับตัวขึ้นของราคา โดยเฉพาะบริเวณฐานราคาที่มี liquidity รองรับต่อเนื่อง ซึ่งช่วยจำกัด downside risk ในระยะสั้น ขณะที่ฝั่ง Short ในช่วงราคาประมาณ 96,000–99,000 ดอลลาร์สหรัฐ แม้จะยังมีอยู่ แต่มีขนาดค่อนข้างจำกัดเมื่อเทียบกับปริมาณ Long ที่สะสมไว้ก่อนหน้า โครงสร้างลักษณะนี้บ่งชี้ว่าหากราคาสามารถทรงตัวหรือปรับขึ้นต่อได้ก็เป็นไปได้วาอาจเห็นโมเมตัมขาขึ้นในระยะสั้น
4) Bitcoin มีพฤติกรรมเหมือน Accumulation Pattern จาก Wyckoff พร้อมกับ Fear & Greed เริ่มฟื้นตัว เสริมแรงหนุนรีบาวน์ระยะสั้น
หลังจากราคาทำจุดสูงสุด ตลาดได้ปรับฐานและเริ่มก่อตัวในลักษณะคล้าย Accumulation Phase ตามทฤษฎี Wyckoff โดยราคาไม่ทำ lower low แต่ยกฐานขึ้น (higher low) สะท้อนแรงขายที่เริ่มลดลง ควบคู่กับดัชนี Fear & Greed ที่ฟื้นตัวจากระดับ Extreme Fear สะท้อนการคลี่คลายความกังวลของนักลงทุน และเสริมโอกาสการรีบาวน์ในระยะสั้น
คำเตือน: ผู้ลงทุนควรศึกษา ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน การลงทุนในต่างประเทศมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้