
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยมหภาค หลังมีการเสนอชื่อ Kevin Warsh เป็นประธาน Fed คนใหม่ ซึ่งมีแนวคิดไม่สนับสนุน QE และมีแนวโน้มลดขนาดงบดุลของ Fed มุมมองดังกล่าวกดดันสินทรัพย์เสี่ยง ส่งผลให้ราคา Bitcoin ปรับตัวลดลงราว 11% แตะระดับต่ำสุดประมาณ 72,800 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบประมาณ 10 เดือน ขณะที่ Ethereum ปรับตัวลงแรงกว่าที่ราว 19% สู่ระดับประมาณ 2,200 ดอลลาร์
ขณะเดียวกัน On-chain metrics (ตัวชี้วัดที่คำนวณจากข้อมูลธุรกรรมบนบล็อกเชน) เริ่มส่งสัญญาณเตือน หลังราคาหลุด True Market Mean ที่ 80,500 ดอลลาร์ ซึ่งในอดีตมักตามด้วยการปรับฐาน สะท้อนความเสี่ยงที่นักลงทุนควรระวังในระยะถัดไป ประกอบกับข้อมูลย้อนหลังของ Bitcoin ที่ชี้ว่าราคาเคลื่อนไหวเป็นวัฏจักร 4 ปีสอดคล้องกับการเกิด Halving โดยจุดสูงสุดมักอยู่ในไตรมาส 4 ของปีถัดจากปี Halving ล่าสุดทำจุดสูงสุดในเดือนตุลาคม 2025 หลังจากนั้นมักเข้าสู่ช่วงปรับฐาน ซึ่งเป็นจังหวะที่นักลงทุนระยะยาวทยอยสะสม
อย่างไรก็ดี Cathie Wood มองว่า Bitcoin, Ethereum และ Solana สามารถทำหน้าที่เป็นตัวกระจายความเสี่ยง โดยเชื่อว่าการอ่อนตัวระยะสั้นเกิดจากปัจจัยมหภาคมากกว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในระยะยาว และอาจเป็นจังหวะสะสมในมุมมองระยะยาว
ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยมหภาค ภายหลังจากการเสนอชื่อ คุณ Kevin Warsh เป็นประธาน Fed ทั้งนี้ INVX มองว่าการเลือกคุณ Warsh เป็นการสร้างสมดุลระหว่างความเป็นอิสระและการผ่อนคลายนโยบาย โดยเชื่อว่าหลังเข้ารับตำแหน่งจริง ท่านจะยังคงส่งสัญญาณนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายและมีแนวโน้มปรับลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง ทำให้เราเชื่อว่าราคาที่ปรับตัวลดลงก่อนหน้านี้สะท้อนความกังวลไปแล้วระดับหนึ่ง แต่การฟื้นตัวคาดว่าจะยังคงจำกัดในระยะสั้นเช่นกันเนื่องจากนักลงทุนจะยังคงรอดูท่าทีที่ชัดเจนของประธาน Fed ท่านใหม่
ส่งผลให้ราคา Bitcoin ปรับตัวลดลงราว 11% แตะระดับต่ำสุดประมาณ 72,800 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบประมาณ 10 เดือน ขณะที่ Ethereum ปรับตัวลงแรงกว่าที่ราว 19% สู่ระดับประมาณ 2,200 ดอลลาร์
ในส่วนของดัชนี Fear & Greed ลดลงสู่ระดับประมาณ 14 สะท้อนภาวะความกลัวในตลาดที่อยู่ในระดับสูง ประกอบกับมูลค่าตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลรวมปรับลดลงราว 11% เหลือประมาณ 2.56 ล้านล้านดอลลาร์ ทั้งนี้ ในภาพรวมราคาได้ปรับฐานลงแล้วราว 40% จากจุดสูงสุดเดิม (ATH)
สัญญาณลบจากสถาบันชัดเจน เมื่อ US Spot Bitcoin ETFs มีเงินไหลออกสุทธิ 3 เดือนติด (พ.ย. 2025–ม.ค. 2026) รวมราว 6.18 พันล้านดอลลาร์ ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่เปิดกองทุน โดยวันที่ 29 ม.ค. ไหลออกสูงถึง 800 ล้านดอลลาร์ สะท้อนความระมัดระวังและแรงซื้อที่ชะลอลงของนักลงทุนสถาบัน
ข้อมูลย้อนหลังของ Bitcoin ชี้ว่าราคาเคลื่อนไหวตามวัฏจักร 4 ปีสอดคล้อง Halving โดยจุดสูงสุดมักอยู่ไตรมาส 4 ของปีถัดจากปี Halving ล่าสุดทำจุดสูงสุด ต.ค. 2025 หลังจากนั้นตามสถิติมักเข้าสู่ช่วงปรับฐาน ซึ่งเป็นจังหวะที่นักลงทุนระยะยาวทยอยสะสม
ในช่วงต้นเดือน มกราคม 2026 ราคา Bitcoin รีบาวด์ทดสอบโซน $98,000 ซึ่งเป็นต้นทุนผู้ถือระยะสั้น แต่ถูกแรงขายกดใกล้ $98,400 คล้ายต้นปี 2022 ล่าสุดราคาหลุด True Market Mean ที่ $80,500 ซึ่งเป็นระดับสำคัญ บ่งชี้สัญญาณที่นักลงทุนควรระวังทิศทางตลาดระยะถัดไป
Cathie Wood มองสินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง Bitcoin, Ethereum และ Solana เป็นตัวกระจายความเสี่ยง โดยชี้ว่าทองคำมักขึ้นก่อนรอบใหญ่ของ Bitcoin จึงมองการอ่อนตัวระยะสั้นเป็นผลจากมหภาค มากกว่าโครงสร้างระยะยาว และเป็นจังหวะสะสม

Source : TradingView as of 4 February 2026

Source : Sosovalue as of 2 February 2026
สัญญาณเชิงลบชัดเจนจากฝั่งสถาบันคือ US Spot Bitcoin ETFs มียอดเงินไหลออกสุทธิ ต่อเนื่อง 3 เดือน ตั้งแต่ พ.ย. 2025 ถึง ม.ค. 2026 รวมราว -6.18 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นช่วงไหลออกยาวที่สุดนับตั้งแต่กองทุนเปิดตัวในต้นปี 2024 สะท้อนว่านักลงทุนสถาบันยังคงระมัดระวังต่อภาวะตลาด และเพียงวันที่ 29 ม.ค. มีเงินไหลออกสูงถึง $800 ล้านดอลลาร์ สะท้อนความระมัดระวังของนักลงทุนสถาบันต่อสินทรัพย์ความผันผวนสูงและแรงซื้อของทางสถาบันที่ชะลอลง

Source : TradingView as of 2 February 2026
ข้อมูลย้อนหลังของ Bitcoin แสดงให้เห็นว่าราคามักเคลื่อนไหวเป็นวัฏจักรประมาณ 4 ปี (4-year cycle) ซึ่งสอดคล้องกับรอบ Halving ในอดีต โดยจุดสูงสุดของแต่ละรอบมักเกิดขึ้นในช่วงไตรมาส 4 หลังปีที่เกิด Halving เช่นในปี 2013, 2017 และ 2021
รอบล่าสุด Bitcoin ทำจุดสูงสุดในเดือนตุลาคม 2025 ซึ่งสอดคล้องกับรูปแบบดังกล่าว ตามสถิติในอดีต หลังทำจุดสูงสุด ตลาดมักเข้าสู่ช่วงปรับฐานก่อนจะค่อย ๆ ฟื้นตัวในระยะต่อมา
ด้วยรูปแบบนี้ ช่วงการปรับฐานจึงมักเป็นระยะที่นักลงทุนระยะยาวทยอยสะสม โดยมองว่าการอ่อนตัวเป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักร มากกว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของสินทรัพย์

Source : Glassnode as of 2 February 2026
INVX ได้เคยให้ข้อสังเกตล่วงหน้าตั้งแต่สัปดาห์ก่อนว่า ข้อมูล On-chain จาก Glassnode บ่งชี้ว่า ตั้งแต่ต้นมกราคม 2026 Bitcoin ฟื้นตัวจากกรอบล่างของช่วงแกว่งตัวราว 1 เดือน และไต่ขึ้นทดสอบโซน $98,000 ซึ่งเป็นต้นทุนเฉลี่ยของผู้ถือระยะสั้น (Short-Term Holders) อย่างไรก็ตาม ราคาถูกแรงขายกดดันใกล้ $98,400 สะท้อนว่าโซนดังกล่าวเป็นแนวต้านสำคัญ ลักษณะโครงสร้างคล้ายช่วงต้นปี 2022 ที่ราคาไม่สามารถยืนเหนือระดับนี้ได้ ก่อนเข้าสู่การพักฐานระยะยาว
แรงขายในบริเวณนี้มาจากนักลงทุนที่เข้าซื้อช่วง Q1–Q3 ปี 2025 ซึ่งยังขาดทุน และใช้จังหวะรีบาวด์ขายใกล้ต้นทุน
ล่าสุด เมื่อราคาหลุดระดับ True Market Mean บริเวณ $80,500 ซึ่งเป็นระดับสำคัญตั้งแต่รอบเดือนตุลาคม 2023 ที่เคยเป็นจุดเริ่มต้นของรอบขาขึ้นก่อนหน้า จึงถือเป็นสัญญาณที่นักลงทุนควรระมัดระวังต่อทิศทางตลาดในระยะถัดไป
โดย True Market Mean คือ ต้นทุนเฉลี่ยของเหรียญที่หมุนเวียนในตลาดปัจจุบันอย่างแท้จริง ไม่รวมรายได้สะสมของนักขุดจากเหรียญที่ถูกขุดใหม่
หมายเหตุ
STH Cost Basis: $95.4K
Active Investors Mean: $87.3k
True Market Mean: $80.5K
Realized Price: $55.9K
Cathie Wood ผู้ก่อตั้ง ARK Invest ให้มุมมองว่า สินทรัพย์ดิจิทัลสามารถทำหน้าที่เป็น “ตัวกระจายความเสี่ยง” (diversifier) ได้ในภาวะตลาดปัจจุบัน โดยเฉพาะ Bitcoin, Ethereum และ Solana
Wood อ้างอิงข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์ที่สะท้อนว่า การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำมักเกิดขึ้นก่อนรอบขาขึ้นสำคัญของ Bitcoin ในสองวัฏจักรที่ผ่านมา สะท้อนความสัมพันธ์เชิงจังหวะเวลาระหว่างสินทรัพย์ปลอดภัยกับสินทรัพย์ดิจิทัล
ภายใต้กรอบคิดดังกล่าว Wood มีท่าทีเชิงบวกต่อแนวโน้มของ Bitcoin ในช่วงที่ราคาปรับตัวลง โดยประเมินว่าการอ่อนตัวของราคาในระยะสั้นเป็นผลจากภาวะตลาดและปัจจัยมหภาค มากกว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของสินทรัพย์ดิจิทัลในระยะยาว

ราคาร่วงลงแรงหลังหลุดกรอบล่าง uptrend channel ขณะที่ Stochastic ลงถึงโซน oversold ส่วน MACD อยู่ใต้แกน 0 บ่งชี้สัญญาณลบ โดยราคาลงมาทดสอบฐาน low ก่อนหน้า บริเวณ 75.000 – 72,000 USD (2,250,000-2,150,000 บาท) หากรับไม่อยู่มีแนวโน้มไหลลงต่อได้ถึงกรอบล่างย่อย downtrend channel บริเวณ 65,000 – 55,000 USD (1,900,000-1,750,000 บาท) แต่หากฐานดังกล่าวยังสามารถรับอยู่ได้ อาจเห็นการรีบาวด์ระยะสั้น กรอบบน 82,000 – 87,000 USD (2,600,000-2,750,000 บาท)
แนวรับ 72,000 ดอลลาร์ (2,150,000 บาท)
แนวต้าน 87,000 ดอลลาร์ (2,750,000 บาท)
|
Date |
Events |
|
10 February 2026 |
Retail Sales (MoM) (Dec) Core Retail Sales (MoM) (Dec) |
|
11 February 2026 |
CPI (MoM) (Jan) CPI (YoY) (Jan) Core CPI (MoM) (Jan) |
|
12 February 2026 |
Initial Jobless Claims Existing Home Sales (Jan) |
สำหรับปัจจัยมหภาคในสัปดาห์นี้ (2-6 ก.พ.) จะไม่มีการประกาศตัวเลข Nonfarm payrolls เนื่องจากการปิดหน่วยงานรัฐบาลบางส่วน (Partial Government Shutdown) ตลาดจึงหันไปให้ความสำคัญกับตัวเลข CPI ในสัปดาห์หน้า (9-13 ก.พ.) แทน ซึ่งคาดการณ์ไว้ที่ 0.3% MoM และ 2.7% YoY อย่างไรก็ดี เรามองว่าตัวเลขดังกล่าวจะสร้างความผันผวนต่อตลาดอย่างจำกัด เนื่องจาก INVX ประเมินว่าวงจรการลดดอกเบี้ยนโยบายจะยังคงเกิดขึ้น 1 ครั้ง 25bps ในช่วงกลางปี 2026 ตามเดิม
คำเตือน: ผู้ลงทุนควรศึกษา ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน การลงทุนในต่างประเทศมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้