Digital Assets Weekly Pulse

Bitcoin ผันผวนภายใต้แรงกดดันสองด้าน แต่ยังทรงตัวสะท้อน Sentiment ตลาดที่แข็งแกร่ง

25 Mar 26 3:48 PM
Digital Asset
สรุปสาระสำคัญ
  • ภาพรวมตลาด: Bitcoin (BTC) แกว่งในกรอบ $67,300–$76,000 ตลอดสัปดาห์  ท่ามกลางแรงกดดัน 2 ด้านพร้อมกัน ได้แก่ ภาวะตึงเครียดตะวันออกกลาง และแรงเทขายหลัง FOMC อย่างไรก็ตาม BTC ไม่ได้ร่วงลึกเหมือนรอบก่อน สะท้อน Sentiment ที่ยังมีแรงหนุนอยู่

 

  • สัญญาณ On-chain: Exchange Reserves ของ BTC แตะระดับต่ำสุดในรอบ 7 ปี ที่ ~2.7 ล้าน BTC บ่งชี้ว่าผู้ถือส่วนใหญ่เลือกเก็บเหรียญ ไม่ได้นำมาขาย ซึ่งเป็นสัญญาณ Supply Squeeze ในเชิง Bullish

 

  • กระแสสถาบัน: Bitcoin Spot ETF มี Inflow ต่อเนื่องก่อน FOMC สะท้อนแรงซื้อสถาบัน แต่หลังประชุมเกิด Outflow ทันที จากความกังวลเงินเฟ้อพลังงาน ทำให้คาดการณ์ลดดอกเบี้ยช้าลง กดดันตลาดต่อเนื่อง

 

  • เหตุการณ์เชิงนโยบาย: SEC-CFTC ออก Framework ใหม่ 17 มี.ค. จัดหมวด 16 สกุลเงินดิจิทัลรวมถึง BTC, ETH, SOL, XRP เป็น 'Digital Commodity' เปลี่ยนภาพกฎหมายคริปโทของสหรัฐฯ ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี

 

  • จับตา: Job Openings (JOLTS) – 31 มี.ค.สะท้อนความแข็งแกร่งของตลาดแรงงาน หากออกมาต่ำกว่าคาด อาจบ่งชี้เศรษฐกิจเริ่มชะลอ และเพิ่มโอกาสที่ Fed จะลดดอกเบี้ย และ Retail Sales – 1 เม.ย. ชี้กำลังซื้อผู้บริโภค หากอ่อนแอ จะสนับสนุนแนวโน้มการผ่อนคลายนโยบายการเงิน

สรุปสถานการณ์ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในช่วงที่ผ่านมา

 

ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในสัปดาห์ที่ผ่านมาเคลื่อนไหวผันผวนจากสองปัจจัยหลัก ได้แก่ ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กดดันสินทรัพย์เสี่ยง และทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ซึ่งมีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 3.5–3.75% อย่างไรก็ตาม ถ้อยแถลงของประธาน Fed ที่แสดงความกังวลต่อผลกระทบของราคาพลังงานต่อเงินเฟ้อ ทำให้ตลาดปรับคาดการณ์ว่าอาจยังไม่เห็นการปรับลดดอกเบี้ยในระยะใกล้ ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนยังคงถูกกดดัน

 

ภายใต้บริบทดังกล่าว ราคาสินทรัพย์ดิจิทัลปรับตัวลงก่อนฟื้นตัวในช่วงปลายสัปดาห์ โดย Bitcoin ปรับตัวลงแตะระดับต่ำสุดบริเวณ 67,300 ดอลลาร์ ก่อนรีบาวด์กลับขึ้นมาใกล้ 76,000 ดอลลาร์ ขณะที่ Ethereum อ่อนตัวลงสู่ระดับประมาณ 2,000 ดอลลาร์ ก่อนฟื้นตัวกลับมาใกล้ 2,300 ดอลลาร์ สะท้อนพฤติกรรมการลดความเสี่ยงของนักลงทุนท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจมหภาค

 

 

Big Cap Performance

 

Screenshot-2026-03-25-115116.png

source : TradingView as of 25 March 2026

 

 

Key Highlight 1 — On-chain Signal

Exchange Reserves แตะระดับต่ำสุดในรอบ 7 ปี: สัญญาณ Supply Squeeze กำลังก่อตัว?

 

WhatsApp-Image-2026-03-25-at-11.04.48.jpeg

source : CryptoQuant as of 25 March 2026

 

Exchange Reserves คืออะไร: Exchange Reserves หมายถึง จำนวน Bitcoin ทั้งหมดที่ฝากอยู่บน Exchange ต่างๆ ทั่วโลก ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง เมื่อค่านี้ลดลงแสดงว่า นักลงทุนกำลังถอน BTC ออกจาก Exchange ไปเก็บไว้ใน Wallet ส่วนตัว ซึ่งสะท้อนความตั้งใจที่จะ ถือระยะยาว ไม่ใช่ขาย

 

ข้อมูลที่น่าสนใจ: ข้อมูลจาก Glassnode ชี้ว่า Exchange Reserves ของ Bitcoin ลดลงมาอยู่ที่ระดับ ~2.7 ล้าน BTC ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2562 หรือย้อนหลังไปเกือบ 7 ปี แม้ในช่วงสัปดาห์นี้จะมีแรงขายหลัง FOMC แต่ปริมาณ BTC บน Exchange ก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

 

 เมื่อ BTC บน Exchange มีน้อย คำสั่งซื้อขนาดใหญ่จาก Whale หรือสถาบันจะส่งผลต่อราคามากขึ้นกว่าปกติ เพราะมีเหรียญให้ขายน้อยกว่า นี่คือโครงสร้าง Supply Squeeze ที่มักนำหน้าการเคลื่อนไหวขาขึ้นในอดีต

 

นัยสำหรับนักลงทุน: สัญญาณนี้เป็น Structural Bullish ในระยะกลาง แม้ราคาระยะสั้นจะยังผันผวนตามปัจจัย Macro สิ่งที่ควรจับตาคือหาก Exchange Reserves เริ่มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัย อาจส่งสัญญาณการกลับมาขายของกลุ่ม Long-term Holder ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนให้ระวัง

 

 

Key Highlight 2 — Flow / Institutional Signal

Bitcoin Spot ETF มี Inflow ต่อเนื่องก่อน FOMC สถาบันออกหรือแค่ปรับพอร์ต?

 

Screenshot-2026-03-25-111455.png

 

source : Sosovalu as of 25 March 2026

 

บริบทสำคัญ: Bitcoin Spot ETF ในสหรัฐฯ บันทึก Inflow ต่อเนื่องเป็น 7 วัน ในวันที่ 17 มี.ค. โดย IBIT ของ BlackRock มี Inflow รายวันสูงสุดในสัปดาห์แตะ $2.26 K สะท้อนว่าเม็ดเงินสถาบันกลับมาก่อน FOMC อย่างน้อย 1 สัปดาห์

 

การพลิกผัน: ภายใน 48 ชั่วโมงหลัง FOMC กระแสเงินกลับทิศ เกิด Outflow 3 วันติดกัน สาเหตุหลักคือ ประธาน Fed ที่แสดงความกังวลต่อผลกระทบของราคาพลังงานต่อเงินเฟ้อ ทำให้ตลาดปรับคาดการณ์ว่าอาจยังไม่เห็นการปรับลดดอกเบี้ยในระยะใกล้ ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนยังคงถูกกดดัน

 

 

Key Highlight 3 — Market Structure / Policy

SEC-CFTC จัด 16 Crypto เป็น Digital Commodity: จุดเปลี่ยนกฎหมายที่ใหญ่ที่สุดในรอบ 10 ปี

 

เหตุการณ์สำคัญ: เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 สำนักงาน ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) และ คณะกรรมการซื้อขายล่วงหน้าสินค้าโภคภัณฑ์ (CFTC) ร่วมกันออก 'Interpretive Framework' ฉบับยาว 68 หน้า จัดหมวดสินทรัพย์ดิจิทัล 16 รายการ ได้แก่ BTC, ETH, SOL, XRP, ADA, LINK, AVAX, DOGE และอื่นๆ เป็น 'Digital Commodity' อย่างเป็นทางการ หมายความว่า สินทรัพย์เหล่านี้อยู่ภายใต้กำกับดูแลของ CFTC ไม่ใช่ SEC อีกต่อไป

 

ความสำคัญ: การจัดหมวดใหม่นี้ใช้ 'Function-based Test' พิจารณาจากประโยชน์ใช้งานและความกระจายตัวของสินทรัพย์ ไม่ใช่ว่าใครเป็นผู้ออก ซึ่งแตกต่างจากแนวทาง SEC ยุค Gary Gensler ที่มองคริปโทส่วนใหญ่เป็นหลักทรัพย์ สำหรับ XRP ถือเป็นการยุติคดีความที่ยืดเยื้อมากว่า 5 ปีอย่างสมบูรณ์ และเปิดทางให้ Exchange สามารถ List XRP ได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการฝ่าฝืนกฎหมาย

 

นัยต่อตลาด: การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายครั้งนี้คือ Tailwind ระยะยาวที่แข็งแกร่งที่สุดสำหรับตลาดคริปโท โดยเฉพาะในด้านการเข้ามาของเงินสถาบัน เนื่องจากกองทุนบำนาญและ Family Office จำนวนมากมีข้อจำกัดในการลงทุนใน 'Securities' แต่สามารถลงทุนใน 'Commodity' ได้โดยตรง การจัดหมวด Digital Commodity จึงขยาย Total Addressable Capital อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ยังต้องรอให้ CLARITY Act ผ่านวุฒิสภา (คาดภายใน เม.ย.–พ.ค. 2569) เพื่อให้มีผลผูกพันทางกฎหมายอย่างแท้จริง

 

 

มุมมองทางด้านเทคนิค

BTC

 

Screenshot-2026-03-25-133333.png

ราคาไต่ระดับขึ้นต่อเนื่อง มีแนวโน้มขึ้นทดสอบกรอบบนของกรอบใหญ่ downtrend channel ขณะที่ RSI ยกตัวขึ้นใกล้ถึงโซน overbought ส่วน MACD อยู่เหนือ signal line ขึ้นมาเหนือแกน 0 หากราคาไม่หลุดต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยระยะสั้น ประเมินว่ามีแนวโน้มปรับขึ้นต่อเนื่อง

 

แนวรับ : 2,250,000-2,100,000 THB (70,000 – 65,000 USD)

แนวต้าน : 2,600,000-2,850,000 THB (84,000 – 91,000 USD)

 

ETH

 

Screenshot-2026-03-25-133344.png

ราคาไต่ระดับขึ้นต่อเนื่อง มีแนวโน้มขึ้นทดสอบกรอบบนของกรอบใหญ่ downtrend channel ขณะที่ RSI ยกตัวขึ้นใกล้ถึงโซน overbought ส่วน MACD อยู่เหนือ signal line ขึ้นมาเหนือแกน 0 หากราคาไม่หลุดต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยระยะสั้น ประเมินว่ามีแนวโน้มปรับขึ้นต่อเนื่อง

 

แนวรับ : 68,000-59,000 THB (2,100 – 1,850 USD)

แนวต้าน : 85,000-95,000 THB (2,700 – 3,050 USD)

 

 

Factors to Watch (ปัจจัยที่ต้องติดตาม)

 

 

Date

Events

31 March 2026

JOLTS Job Openings (Feb)

1 April 2026

Retail Sales (MoM) (Feb)

Core Retail Sales (MoM) (Feb)

Manufacturing PMI (Mar)

ISM Manufacturing PMI (Mar)

2 April 2026

Initial Jobless Claims

3 April 2026

Nonfarm Payrolls (Mar)

Unemployment rate (Mar)

Service PMI (Mar)

 

 

ในส่วนของตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯที่ต้องติดตามจะเป็นตัวเลข Job Openings (JOLTS) หรือ ตัวเลขการเปิดรับสมัครงาน ที่จะมีการรายงานในวันที่ 31 มี.ค. โดยตัวเลขนี้ถือเป็นดัชนีชี้นำของตลาดแรงงาน โดยถ้าตัวเลขออกมาต่ำกว่าคาดถือว่าเป็นการส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจอาจจะชะลอตัว และอาจจะทำให้ความคาดหวังของการลดดอกเบี้ยของ Fed มีมากขึ้น

 

อีกหนึ่งตัวเลขที่สำคัญคือ Retail Sales หรือตัวเลขยอดค้าปลีก ที่จะมีการรายงานในวันที่ 1 เม.ย. ถ้าตัวเลขแสดงถึงความอ่อนแอของกำลังซื้อของผู้บริโภค และจะนำไปสู่แนวโน้มการผ่อนคลายนโยบายทางการเงินของ Fed ได้

 

 

 

คำเตือน: ผู้ลงทุนควรศึกษา ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน การลงทุนในต่างประเทศมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน

 

 

คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

 

Most Read
1/5
Related Articles
Most Read
1/5