
ตลาดลดการใช้เลเวอเรจ แรงเก็งกำไรเริ่มคลายตัว อาจเป็นสัญญาณต่อโครงสร้างตลาด
: Estimated Leverage Ratio ของ Bitcoin บน Binance ลดจาก 0.198 → 0.152 หลังราคาปรับจาก 95,000 → 70,000 ดอลลาร์ ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา สะท้อนแรงเก็งกำไรที่เริ่มคลายตัว ซึ่งมักเป็นช่วง ปรับสมดุลของตลาด และอาจช่วยให้ราคาสร้างฐานใหม่ก่อนแนวโน้มรอบถัดไป
Liquidation Heatmap เผยโซนสภาพคล่องสำคัญของ Bitcoin ตลาดจับตาระดับ 72,000 และ 74,000 ดอลลาร์
: ข้อมูลจาก Coinglass ชี้โซน Liquidation สำคัญของ Bitcoin ที่ 72,000 และ 74,000 ดอลลาร์ ขณะราคาอยู่ราว 71,300 ดอลลาร์ ซึ่งอาจเป็นระดับที่กระตุ้นการเคลื่อนไหวของราคาในระยะสั้น
พัฒนาการเชิงบวกต่อโครงสร้างตลาด :Nasdaq จับมือ Kraken พัฒนา “หุ้นในรูปแบบโทเคน” เตรียมเปิดทางซื้อขาย 24 ชั่วโมง : ผ่านแพลตฟอร์ม xStocks เชื่อมตลาดทุนดั้งเดิมกับบล็อกเชน โดยมีเป้าหมายเปิดให้บริการในปี 2027 ซึ่งอาจช่วยเพิ่มการเข้าถึงและประสิทธิภาพของตลาดทุนในระยะยาว
Core PCE สหรัฐฯ (13 มี.ค.)
ตลาดคาด 3.1% YoY / 0.4% MoM หากตัวเลขต่ำกว่าคาดอาจสร้าง Sentiment เชิงบวกระยะสั้น ขณะที่ INVX ยังมองว่า Fed อาจลดดอกเบี้ยช่วงกลางปี 2026
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลเผชิญแรงกดดันจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางและการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมัน ซึ่งเพิ่มความผันผวนให้ตลาดการเงินโลก และทำให้นักลงทุนอยู่ในโหมด risk-off มากขึ้น
สถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯและอิหร่านยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม และยังมีความไม่แน่นอนสูง แม้ว่าล่าสุดคุณโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯจะให้สัมภาษณ์ว่าสงครามใกล้สิ้นสุดแล้ว โดยเรามองว่าเครื่องชี้วัดสำคัญในการติดตามความตึงเครียดคือ ราคาน้ำมัน ซึ่งหากปรับตัวลดลง จะสะท้อนว่าความตึงเครียดของสงครามลดลง และอาจส่งผลบวกต่อภาพรวมตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล
ท่ามกลางบรรยากาศดังกล่าว Bitcoin (BTC) ปรับตัวลงแตะระดับประมาณ 65,200 ดอลลาร์ ก่อนฟื้นตัวขึ้นไปทำจุดสูงสุดบริเวณ 74,000 ดอลลาร์ แล้วเผชิญแรงขายทำกำไรในเวลาต่อมา ขณะที่ Ethereum (ETH) อ่อนตัวลงใกล้ 1,900 ดอลลาร์ ก่อนดีดกลับขึ้นสู่ราว 2,200 ดอลลาร์ ก่อนมีแรงขายในช่วงปลายสัปดาห์เช่นกัน
สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯที่ต้องติดตามคือ Core PCE ซึ่งจะรายงานในวันศุกร์ที่ 13 มี.ค. โดยตลาดคาดว่าจะเติบโต 3.1% YoY และ 0.4% MoM หากตัวเลขต่ำกว่าคาดจะสร้าง Sentiment เชิงบวกในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม INVX ยังมองว่า Fed อาจลดดอกเบี้ยได้ในช่วงกลางปี 2026 แต่ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นหากสงครามยืดเยื้อและราคาน้ำมันสูงต่อเนื่อง

source : TradingView as of 11 March 2026

source : CyptoQuant as of 10 March 2026
ในช่วงที่ผ่านมา ความผันผวนของตลาดการเงินโลกเพิ่มสูงขึ้น จากความตึงเครียดระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ที่ยกระดับต่อเนื่อง ส่งผลให้นักลงทุนเริ่มลดการรับความเสี่ยงลง
สัญญาณดังกล่าวสะท้อนผ่าน Estimated Leverage Ratio ของ Bitcoin บน Binance ซึ่งใช้วัดระดับการใช้เลเวอเรจในตลาดอนุพันธ์ โดยเปรียบเทียบระหว่าง Open Interest ในตลาดฟิวเจอร์ส กับ ปริมาณ Bitcoin ที่อยู่บนกระดานซื้อขาย
ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ค่า Leverage Ratio ลดลงจาก 0.198 เหลือ 0.152 ภายในระยะเวลาไม่นาน ซึ่งสอดคล้องกับช่วงที่ราคา Bitcoin ปรับตัวลงจากประมาณ 95,000 ดอลลาร์ สู่ราว 70,000 ดอลลาร์ ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา
การปรับตัวลดลงนี้เกิดจากนักลงทุนบางส่วนปิดสถานะที่ใช้เลเวอเรจเพื่อลดความเสี่ยง ขณะที่อีกส่วนหนึ่งถูก บังคับปิดสถานะ (Liquidation) เมื่อราคาตลาดเคลื่อนไหวสวนทาง ส่งผลให้ Open Interest ในตลาดอนุพันธ์ลดลง หรือเกิดภาวะ Deleveraging
โดยทั่วไป ภาวะการลดเลเวอเรจมักถูกมองว่าเป็นช่วง ปรับสมดุลของตลาด เนื่องจากแรงกดดันจากสถานะเก็งกำไรลดลง หาก Leverage Ratio ยังอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่ราคาเคลื่อนไหวในกรอบสะสม อาจสะท้อนว่า ตลาด Spot เริ่มเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของราคา และในหลายกรณี ช่วง Deleveraging ลักษณะนี้มักเป็นขั้นตอนที่ช่วยให้ตลาด สร้างฐานใหม่ก่อนเข้าสู่แนวโน้มรอบถัดไป

source : Coinglass as of 10 March 2026
Liquidation Heatmap เป็นเครื่องมือที่ใช้แสดงระดับราคาที่อาจเกิด การปิดสถานะเลเวอเรจจำนวนมาก ในตลาดคริปโท ช่วยให้นักลงทุนมองเห็นว่า สภาพคล่องในตลาดกระจุกตัวอยู่บริเวณใด ซึ่งมักเป็นจุดที่ราคามีโอกาสเคลื่อนไหวรุนแรงกว่าปกติ
ข้อมูลจาก Coinglass ชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบัน Bitcoin เคลื่อนไหวบริเวณประมาณ 71,300 ดอลลาร์ โดย Heatmap แสดงให้เห็นโซนที่มีการสะสมของ Liquidation ชัดเจนอยู่ที่ 72,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับราคาที่อาจเกิดการปิดสถานะจำนวนมาก หากราคาปรับตัวขึ้นไปถึง
นอกจากนี้ ยังมีอีกโซนสภาพคล่องสำคัญอยู่ที่ประมาณ 74,000 ดอลลาร์ ซึ่งอาจกลายเป็นระดับราคาถัดไปที่ตลาดจับตา หากการเคลื่อนไหวของราคายังคงต่อเนื่อง
โดยทั่วไป ระดับราคาที่มี Liquidation สะสมจำนวนมาก มักถูกมองว่าเป็นจุดที่ตลาดให้ความสนใจ เนื่องจากการปิดสถานะเลเวอเรจจำนวนมากในเวลาเดียวกัน สามารถกระตุ้นให้เกิดการเคลื่อนไหวของราคาในระยะสั้นได้
Nasdaq ประกาศความร่วมมือกับ Payward บริษัทแม่ของแพลตฟอร์มคริปโท Kraken เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ Tokenized Equities หรือหุ้นในรูปแบบโทเคนบนบล็อกเชน โดยมีเป้าหมายให้หุ้นและ ETF สามารถ ซื้อขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง คล้ายตลาดคริปโท
โครงการนี้ต่อยอดจากข้อเสนอที่ Nasdaq ยื่นต่อ SEC ในปี 2025 เพื่อให้สามารถออกเวอร์ชันดิจิทัลของหุ้นที่จดทะเบียนในตลาด โดยยังคงเชื่อมโยงกับระบบชำระราคาของตลาดทุนเดิม เช่น DTCC ขณะที่สิทธิ์ของผู้ถือหุ้น เช่น เงินปันผลและสิทธิ์โหวต ยังคงเหมือนเดิม
Kraken จะทำหน้าที่เป็น Gateway เชื่อมตลาดทุนแบบดั้งเดิมกับบล็อกเชน ผ่านแพลตฟอร์ม xStocks ซึ่งมีปริมาณซื้อขายสะสมมากกว่า 25,000 ล้านดอลลาร์
Tokenization อาจช่วยให้ตลาดหุ้น ซื้อขายได้ตลอดเวลา ชำระราคาได้รวดเร็ว และลงทุนแบบ Fractional ได้ ทำให้นักลงทุนทั่วโลกเข้าถึงหุ้นได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม ตลาดที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมงอาจเพิ่มความผันผวน และยังต้องผ่านการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล
หากโครงการเปิดตัวได้ตามแผนในปี 2027 อาจเป็นอีกก้าวสำคัญที่ทำให้ ตลาดทุนแบบดั้งเดิมเริ่มผสานกับเทคโนโลยีบล็อกเชน และเปลี่ยนโครงสร้างการลงทุนในอนาคต

ราคาแกว่งตัวฟื้นขึ้นในกรอบย่อย Sideways หลังสร้างฐานหลังไม่หลุด Low และฟื้นตัวขึ้นต่อเนื่องในกรอบใหญ่ Downtrend Channel ขณะที่ RSI ยกตัวขึ้นเหนือระดับ 50 ส่วน MACD อยู่เหนือ Signal Line มีแนวโน้มจะกลับขึ้นมาเหนือแกน 0 หากราคาไม่หลุดต่ำกว่ากรอบล่าง Sideways ประเมินว่ามีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง
แนวรับ: 2,100,000-2,000,000 (65,500 – 61,500 ดอลลาร์)
แนวต้าน: 2,350,000-2,500,000 (73,000 – 76,000 ดอลลาร์)

ราคาแกว่งตัวฟื้นขึ้นในกรอบย่อย Sideways หลังสร้างฐานหลังไม่หลุด Low และฟื้นตัวขึ้นต่อเนื่องในกรอบใหญ่ Downtrend Channel ขณะที่ RSI ยกตัวขึ้นเหนือระดับ 50 ส่วน MACD อยู่เหนือ Signal Line มีแนวโน้มจะกลับขึ้นมาเหนือแกน 0 หากราคาไม่หลุดต่ำกว่ากรอบล่าง Sideways ประเมินว่ามีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง
แนวรับ: 61,000-56,000 (1,900 – 1,750 ดอลลาร์)
แนวต้าน: 70,000-74,000 (2,300 – 2,450 ดอลลาร์)
|
Date |
Events |
|
18 March 2026 |
PPI (MoM) (Feb) |
|
19 March 2026 |
Fed Interest Rate Decision Initial Jobless Claims |
สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐฯที่ต้องติดตามคือ Core PCE หรือ ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลพื้นฐาน ที่จะมีการรายงานในวันศุกร์ที่ 13 มี.ค.ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่สำคัญที่ Fed ใช้ในการพิจารณาเรื่องการขึ้นหรือลดดอกเบี้ยเนื่องจากเป็นตัวเลขที่สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคที่ดี โดยตลาดคาดว่าจะเติบโต 3.1% YoY และ 0.4% MoM โดยถ้าตัวเลขออกมาต่ำกว่าคาดจะสร้าง Sentiment เชิงบวกในระยะสั้นได้ แต่อย่างไรก็ตาม INVX ยังคงมุมมองว่า Fed จะลดดอกเบี้ยได้ในช่วงกลางปี 2026 แต่ประเด็นนี้ก็มีความเสี่ยงมากขึ้นในกรณีที่สงครามยืดเยื้อและนำไปสู่ราคาน้ำมันที่สูงตลอดทั้งปี
คำเตือน: ผู้ลงทุนควรศึกษา ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน การลงทุนในต่างประเทศมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้