สรุปสาระสำคัญ
สหรัฐฯ กำลังเร่งสร้างห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญที่ครอบคลุมตั้งแต่การขุดแร่ การแยกและทำให้บริสุทธิ์ การผลิตโลหะและโลหะผสม ไปจนถึงแม่เหล็กถาวร เพื่อลดการพึ่งพาจีนในจุดสำคัญของห่วงโซ่ โดยรัฐบาลประกาศเงินลงทุนและสินเชื่อราว $3 พันล้าน พร้อมเดินหน้าสนับสนุนผู้ผลิตในประเทศอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ MP Materials มีความโดดเด่นที่สุด เพราะมีธุรกิจครอบคลุมตั้งแต่เหมือง Mountain Pass ไปจนถึงโรงงานผลิตแม่เหล็ก และผลประกอบการ 2Q26 เริ่มสะท้อนว่าการขยายกำลังผลิตกำลังเปลี่ยนเป็นรายได้และกำไรมากขึ้น
สหรัฐฯ เร่งสร้างห่วงโซ่แร่สำคัญ ลดพึ่งพาจีน หนุน MP Materials เด่นสุดในธีม
1) สหรัฐฯ ยกระดับ “แร่สำคัญ” เป็นยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง
- รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศโครงการลงทุนด้านแร่สำคัญราว $3 พันล้าน เพื่อเร่งสร้างแหล่งผลิตและแปรรูปที่ไม่ต้องพึ่งพาจีน โดยมีโครงการสำคัญ เช่น เงินกู้ $1.4 พันล้านให้ Sila Nanotechnologies สำหรับวัสดุขั้วแบตเตอรี่ซิลิคอน, เงินลงทุน $400 ล้านใน Sunrise Energy Metals เพื่อเพิ่มการผลิต scandium และการสนับสนุน Niron Magnetics สำหรับการผลิตแม่เหล็กในประเทศ
- นอกจากนี้ Export-Import Bank ยังอยู่ระหว่างจัดหาเงินทุนมากกว่า $1 พันล้านให้โครงการทองแดง Santa Cruz ของ Ivanhoe Electric ในรัฐ Arizona และสนับสนุนโครงการเหมือง graphite ใน Alabama สะท้อนว่านโยบายครั้งนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะ Rare Earth แต่ครอบคลุมวัตถุดิบเชิงยุทธศาสตร์หลายประเภท
- แรงผลักดันสำคัญมาจากความมั่นคงทางทหารและการแข่งขันด้านเทคโนโลยี เพราะแร่สำคัญถูกใช้ในขีปนาวุธ เครื่องบินรบ เซมิคอนดักเตอร์ หุ่นยนต์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่จีนยังมีบทบาทสูงในการแปรรูป graphite, gallium, tungsten, germanium และ Rare Earth หลายชนิด
2) เป้าหมายไม่ได้หยุดที่ “การมีเหมือง” แต่ต้องสร้างห่วงโซ่ตั้งแต่เหมืองถึงแม่เหล็ก
หัวใจของยุทธศาสตร์นี้คือการลดการพึ่งพาจีนใน ทุกขั้นตอนสำคัญ ไม่ใช่เพียงเพิ่มจำนวนเหมือง เพราะต่อให้สหรัฐฯ ขุดแร่ได้เอง แต่หากยังต้องส่งไปจีนเพื่อแยก ทำให้บริสุทธิ์ หรือผลิตแม่เหล็ก ก็ยังคงมีความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทานอยู่
ห่วงโซ่สามารถแบ่งออกได้ประมาณ 5 ขั้นตอนดังนี้
เหมือง → หัวแร่ → แยกแร่ → Rare Earth Oxide → โลหะ → โลหะผสม → แม่เหล็ก NdFeB → มอเตอร์/อุปกรณ์ → รถยนต์–โดรน–หุ่นยนต์–กลาโหม
|
ขั้นตอน
|
ทำอะไร
|
ความสำคัญ
|
หุ้นที่ได้ประโยชน์จากธีม*
|
|
1. เหมืองและแต่งแร่
|
ขุดแร่ บด และเพิ่มความเข้มข้นจนได้หัวแร่
|
เป็นแหล่งวัตถุดิบต้นน้ำ ลดการนำเข้าจากต่างประเทศ
|
MP Materials, Energy Fuels, USA Rare Earth, Rio Tinto, BHP, Ivanhoe Electric, The Metals Company
|
|
2. แยกและทำให้บริสุทธิ์
|
แยกธาตุต่างๆ เช่น NdPr, Dy, Tb, Gd และ Sm ออกจากหัวแร่
|
เป็นหนึ่งในจุดคอขวดสำคัญ เพราะจีนมีบทบาทสูงในขั้นนี้
|
MP Materials, Energy Fuels, USA Rare Earth
|
|
3. ผลิตโลหะและโลหะผสม
|
เปลี่ยน Rare Earth Oxide เป็นโลหะ ก่อนผสมกับเหล็กและโบรอน
|
เชื่อมระหว่างวัตถุดิบกับแม่เหล็ก และเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์
|
MP Materials
|
|
4. ผลิตแม่เหล็กถาวร
|
ขึ้นรูปและผลิตแม่เหล็ก NdFeB
|
เป็นสินค้าปลายน้ำที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ใช้ในมอเตอร์และระบบสำคัญ
|
MP Materials, USA Rare Earth
|
|
5. อุตสาหกรรมปลายทาง
|
ใช้แม่เหล็กใน EV, โดรน, หุ่นยนต์, เครื่องบิน และกลาโหม
|
เป็นแหล่งอุปสงค์ระยะยาวของทั้งห่วงโซ่
|
กลุ่มรถยนต์ กลาโหม หุ่นยนต์ และอุตสาหกรรมที่ใช้มอเตอร์สมรรถนะสูง
|
รัฐบาลสหรัฐฯ จึงพยายามสร้างทั้งระบบขึ้นใหม่ โดยก่อนหน้านี้ได้ให้คำมั่นลงทุนในตลาด Rare Earth และแม่เหล็กถาวรมากกว่า $10 พันล้าน แล้ว และมีบริษัทอย่าง MP Materials, USA Rare Earth, Energy Fuels, Rio Tinto, BHP และ Ivanhoe Electric เข้าร่วมการหารือด้านยุทธศาสตร์กับรัฐบาล
3) ขั้นต้นน้ำ: สร้างแหล่งวัตถุดิบของตัวเอง
- ขั้นแรกคือการมีเหมืองและกำลังผลิตแร่ในสหรัฐฯ หรือประเทศพันธมิตร เพื่อให้สามารถควบคุมวัตถุดิบตั้งแต่ต้นทาง
- ในกรณีของ MP Materials บริษัทดำเนินงาน Mountain Pass Rare Earth Mine and Processing Facility ซึ่งทำทั้งเหมืองและผลิตหัวแร่ Rare Earth โดยปริมาณ Rare Earth Oxide ในหัวแร่สะท้อนประสิทธิภาพของธุรกิจต้นน้ำ
- ขั้นนี้ไม่ได้มีเพียง MP ที่ได้ประโยชน์ แต่รวมถึง Energy Fuels, USA Rare Earth, Rio Tinto, BHP, Ivanhoe Electric และ The Metals Company ซึ่งอยู่ในกลุ่มบริษัทที่รัฐบาลสหรัฐฯ ให้ความสำคัญต่อการสร้างฐานวัตถุดิบใหม่
4) ขั้นกลางน้ำ: การแยกแร่คือคอขวดสำคัญของห่วงโซ่
- หลังจากขุดแร่แล้ว จะยังไม่สามารถนำไปผลิตแม่เหล็กได้ทันที เพราะหัวแร่ประกอบด้วยธาตุหลายชนิดปะปนกัน จึงต้องผ่านกระบวนการแยกและทำให้บริสุทธิ์ เช่น Neodymium และ Praseodymium หรือ NdPr ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของแม่เหล็กกำลังสูง
- MP ไม่ได้หยุดแค่การขุด แต่สามารถผลิต NdPr oxide ที่ผ่านการแยกและบรรจุพร้อมขาย ที่ Mountain Pass ซึ่งทำให้บริษัทมีธุรกิจครอบคลุมถึงขั้นกลางน้ำด้วย
- นอกจากนี้บริษัทกำลังเพิ่มความสามารถในการแยก Rare Earth ชนิดหนัก โดยสายการผลิต Dysprosium และ Terbium หรือ Dy/Tb สร้างเสร็จทางกลแล้วและอยู่ระหว่างเริ่มเดินเครื่อง ขณะที่ Samarium และ Gadolinium มีเป้าหมายเพิ่มกำลังผลิตในระยะถัดไป
- ขั้นนี้มีความสำคัญอย่างมาก เพราะหากสหรัฐฯ มีเหมืองแต่ยังต้องส่งหัวแร่ไปจีนเพื่อแยกธาตุ ก็ยังไม่สามารถลดการพึ่งพาจีนได้อย่างแท้จริง
5) จาก Rare Earth Oxide สู่โลหะและแม่เหล็ก เพิ่มมูลค่าปลายน้ำ
- หลังได้ NdPr oxide แล้ว ต้องแปรรูปต่อเป็น NdPr metal ก่อนนำไปผสมกับเหล็กและโบรอน เพื่อสร้างโลหะผสมสำหรับผลิตแม่เหล็ก NdFeB
- MP มีความได้เปรียบตรงที่ธุรกิจ Magnetics ที่โรงงาน Independence ใน Texas ครอบคลุมตั้งแต่การผลิต Rare Earth metal, alloy ไปจนถึงแม่เหล็ก ทำให้บริษัทสามารถเชื่อมวัตถุดิบจาก Mountain Pass เข้ากับการผลิตสินค้ามูลค่าเพิ่มสูงได้ภายในบริษัทเดียว
- แม่เหล็ก NdFeB เป็นส่วนประกอบสำคัญของมอเตอร์ประสิทธิภาพสูง ซึ่งถูกใช้ในรถยนต์ไฟฟ้า โดรน หุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ เครื่องบิน และระบบกลาโหม ทำให้ขั้นปลายน้ำนี้เป็นจุดที่มีมูลค่าเพิ่มและความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์สูงกว่าการขายหัวแร่เพียงอย่างเดียว
6) MP Materials เป็นหนึ่งในผู้ได้ประโยชน์เด่น เพราะครอบคลุมหลายขั้นตอนพร้อมกัน
จุดเด่นของ MP คือบริษัทไม่ได้เป็นเพียง “หุ้นเหมือง Rare Earth” แต่กำลังสร้างธุรกิจแบบครบวงจรตั้งแต่
- Mountain Pass: เหมืองและแยกแร่ → NdPr oxide → Rare Earth metal / alloy → Independence และ 10X: ผลิตแม่เหล็ก
- โดยบริษัทเริ่มผลิตแม่เหล็ก NdFeB ที่ Independence แล้ว และใน 2Q26 ได้ส่งแม่เหล็กให้ GM ทดสอบในรถยนต์ พร้อมคงเป้าหมายเริ่มส่งมอบเชิงพาณิชย์ใน 4Q26 ขณะที่โรงงาน 10X อยู่ระหว่างเร่งก่อสร้างเพื่อเพิ่มกำลังผลิตในระดับที่ใหญ่ขึ้น
- จึงทำให้ MP สามารถรับประโยชน์จากนโยบายภาครัฐได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ต่างจากผู้ผลิตบางรายที่มีความเชี่ยวชาญเพียงส่วนใดส่วนหนึ่งของห่วงโซ่
7) ผลประกอบการ 2Q26 เริ่มสะท้อนว่าการเพิ่มกำลังผลิตเปลี่ยนเป็นรายได้แล้ว
- MP รายงานรายได้ 2Q26 ที่ $108.5 ล้าน เพิ่มขึ้น 89% YoY และสูงกว่าตลาดคาดประมาณ $99 ล้าน ขณะที่ Adjusted EBITDA อยู่ที่ $28.5 ล้าน สูงกว่าคาดที่ $26.7 ล้าน และ Adjusted EPS ขาดทุนเพียง $0.01 ต่อหุ้น ดีกว่าคาดที่ขาดทุน $0.029 ต่อหุ้น
- แรงหนุนสำคัญมาจากยอดขาย NdPr ที่ 1,006 ตัน เพิ่มขึ้น 127% YoY ขณะที่การผลิตอยู่ที่ 840 ตัน เพิ่มขึ้น 41% YoY แม้ลดลง QoQ จากการหยุดซ่อมบำรุงตามแผน โดยรายได้ Materials Segment อยู่ที่ $95.6 ล้าน และ Adjusted EBITDA อยู่ที่ $32.5 ล้าน
- นอกจากนี้บริษัทได้รับประโยชน์จากข้อตกลงประกันราคาของรัฐบาล ซึ่งสร้างรายได้เพิ่มอีกประมาณ $17.6 ล้านในไตรมาสดังกล่าว ช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา Rare Earth ในตลาด
8) จุดเปลี่ยนถัดไปคือการเข้าสู่การผลิตแม่เหล็กเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ
- ธุรกิจ Magnetics กำลังเป็นตัวเปลี่ยนรูปแบบรายได้ของ MP จากผู้ผลิตวัตถุดิบไปสู่ผู้ผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น
- บริษัทได้ส่งแม่เหล็กให้ GM เพื่อทดสอบและรับรองคุณภาพแล้ว และยังคงเป้าหมายเริ่มส่งมอบเชิงพาณิชย์ใน 4Q26 ก่อนค่อยๆ เพิ่มกำลังผลิต ขณะที่โรงงาน 10X อยู่ระหว่างก่อสร้าง โดยเริ่มงานฐานรากและสั่งซื้อเครื่องจักรที่ใช้เวลาผลิตนานแล้ว
- หากสามารถเดินเครื่องได้ตามแผน จะทำให้ MP มีรายได้จากปลายน้ำมากขึ้น และลดความผันผวนจากการพึ่งพาราคาแร่เพียงอย่างเดียว
9) อุปสงค์ใหม่มาจาก GM, กลาโหม, โดรน และหุ่นยนต์
- MP มีข้อตกลงกับ General Motors สำหรับ Rare Earth, alloys และแม่เหล็กสำเร็จรูปอยู่แล้ว
- ขณะเดียวกันบริษัทเปิดตัว Project Swarm เพื่อรวบรวมความต้องการแม่เหล็กจากผู้ผลิตโดรน หุ่นยนต์ และมอเตอร์ในสหรัฐฯ และประเทศพันธมิตร ซึ่งช่วยสร้างความชัดเจนของอุปสงค์ให้โรงงาน 10X ก่อนเพิ่มกำลังผลิตเต็มรูปแบบ
- ด้านกลาโหม บริษัทลงนามสัญญาระยะยาวกับลูกค้าการบินและกลาโหมของสหรัฐฯ สำหรับ Gadolinium ซึ่งผู้บริหารระบุว่ามีมูลค่ารวมระดับหลักร้อยล้านดอลลาร์ตลอดหลายปี ช่วยขยายธุรกิจ Heavy Rare Earth และลดการพึ่งพาลูกค้ารถยนต์เพียงกลุ่มเดียว
- MP ยังร่วมมือกับ Apple ในการรีไซเคิลแม่เหล็ก การผลิตแม่เหล็ก และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกัน ซึ่งช่วยเพิ่มอีกช่องทางหนึ่งในการนำวัสดุกลับเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน
10) ความเสี่ยงยังอยู่ที่การเพิ่มกำลังผลิตและต้นทุน
- แม้ทิศทางระยะยาวเป็นบวก แต่การสร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่ต้องใช้ทั้งเงินทุน เทคโนโลยี และเวลา โดย MP ยังคงอยู่ในช่วงลงทุนหนักสำหรับการเพิ่มกำลังผลิต NdPr, Heavy Rare Earth และแม่เหล็ก
- ความเสี่ยงหลักจึงอยู่ที่ 1) การเพิ่มกำลังผลิตได้ช้ากว่าแผน 2) การรับรองแม่เหล็กจากลูกค้าล่าช้า 3) ต้นทุนของโรงงานใหม่สูงกว่าคาด และ 4) ราคา Rare Earth อ่อนตัว
- ในภาพอุตสาหกรรม สหรัฐฯ ยังเผชิญข้อจำกัดด้านบุคลากรเฉพาะทาง และการเปิดเหมืองหรือโรงงานใหม่ต้องใช้เวลาหลายปี ทำให้การลดการพึ่งพาจีนไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ในระยะสั้น
มุมมอง InnovestX
- เรามองว่า ธีมการสร้างห่วงโซ่แร่สำคัญของสหรัฐฯ ยังเป็นบวกต่อหุ้นในทุกขั้นของห่วงโซ่ แต่ MP Materials มีความโดดเด่นที่สุดจากการครอบคลุมตั้งแต่เหมือง การแยก NdPr และ Heavy Rare Earth การผลิตโลหะและโลหะผสม ไปจนถึงแม่เหล็กถาวร ทำให้บริษัทสามารถรับประโยชน์ทั้งจากเงินสนับสนุนของรัฐบาล การเติบโตของอุปสงค์ และการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ในปลายน้ำ โดยปัจจัยติดตามสำคัญระยะถัดไปคือ การผลิต NdPr เกิน 1,000 ตันใน 3Q26, การเริ่มผลิต Dy/Tb, การส่งมอบแม่เหล็กให้ GM ใน 4Q26 และความคืบหน้าโรงงาน 10X หากดำเนินการได้ตามแผน จะยืนยันว่า MP กำลังเปลี่ยนจากผู้ผลิต Rare Earth ต้นน้ำไปสู่ผู้ผลิตเชิงยุทธศาสตร์แบบครบวงจรของสหรัฐฯ มากขึ้น.
ข้อสงวนสิทธิ์
ข้อมูล ความเห็น บทวิเคราะห์ ราคา การคาดการณ์ และ/หรือ ข้อมูลอื่นใด (“ข้อมูล”) ที่ปรากฏ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยมีที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“INVX”) ไม่รับรองความถูกต้อง ครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นการรับประกันราคาหรือผลตอบแทน คำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือชักชวนให้เสนอซื้อหรือเสนอขายหลักทรัพย์ใด INVX และ/หรือ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของ INVX ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันเป็นผลมาจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลดังกล่าว
INVX และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น INVX และ/หรือ บริษัทในเครือ SCBX อาจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ บนหลักทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ รวมถึงอาจมีการทำธุรกรรมอื่นใดในหลักทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึง อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน