สรุปสาระสำคัญ
ผลประกอบการ S&P 500 ใน 2Q26 ดีกว่าคาดทั้งกำไร รายได้ และอัตรากำไร โดยการเติบโตกระจายตัวไปยังพลังงาน การเงิน และอุตสาหกรรมมากขึ้น ไม่ได้พึ่งหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม ตลาดให้ความสำคัญกับแนวโน้มในอนาคตมากกว่าตัวเลขย้อนหลัง ทำให้บริษัทที่งบดีกว่าคาดเล็กน้อยอาจไม่ได้รับการตอบรับเชิงบวกมากนัก ขณะที่บริษัทที่ต่ำกว่าคาดมีความเสี่ยงถูกขายแรงกว่าเดิม
S&P 500 2Q26: กำไรเติบโตแข็งแกร่งและกระจายตัวกว้างขึ้น แต่ตลาดต้องการมากกว่าแค่งบดีกว่าคาด
1) ภาพรวมผลประกอบการ
- ผลประกอบการของบริษัทในดัชนี S&P 500 ไตรมาส 2/2026 ออกมาแข็งแกร่งกว่าที่ตลาดประเมินไว้ ทั้งในด้านกำไร รายได้ และอัตรากำไร โดย ณ ช่วงต้นเดือนสิงหาคม บริษัทที่รายงานผลประกอบการแล้วคิดเป็นมากกว่า 65% ของมูลค่าตลาดรวม ทำให้ภาพรวมของฤดูกาลงบเริ่มมีความชัดเจนค่อนข้างมาก
- กำไรต่อหุ้นของ S&P 500 เติบโตประมาณ 29% YoY สูงกว่าประมาณการก่อนเริ่มฤดูกาลงบราว 5.8 จุด ขณะที่เมื่อไม่รวม Magnificent Seven กำไรยังเติบโตสูงถึง 27.3% แสดงให้เห็นว่าการเติบโตไม่ได้พึ่งพาบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่งเหมือนในหลายไตรมาสก่อนหน้า
- อย่างไรก็ตาม ตัวเลขกำไรพาดหัวได้รับแรงหนุนจากกำไรจากเงินลงทุนของ Alphabet, Amazon และ Microsoft หากรวมรายการดังกล่าว กำไรของดัชนีเติบโตประมาณ 45% YoY แต่เมื่อตัดรายการที่ไม่ใช่กำไรจากธุรกิจหลักออก การเติบโตยังอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ประมาณ 26% YoY ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2021 และเร่งตัวจากไตรมาสก่อน
|
ตัวชี้วัด
|
ผล 2Q26
|
เทียบประมาณการ/อดีต
|
|
กำไรต่อหุ้นรวม
|
+29% YoY
|
สูงกว่าคาดก่อนเริ่มฤดูกาลงบ 5.8 จุด
|
|
กำไรต่อหุ้นหลังตัดกำไรจากเงินลงทุน
|
+26% YoY
|
เร่งขึ้นจาก 1Q26
|
|
กำไรต่อหุ้นของบริษัทค่ากลาง
|
+12% YoY
|
สูงกว่าคาดเดิมที่ +9%
|
|
รายได้รวม
|
+14.1% YoY
|
สูงกว่าคาด 1.98 จุด
|
|
อัตรากำไรสุทธิ
|
15.42%
|
สูงกว่าคาด 0.54 จุด และเพิ่มขึ้น 1.88 จุด YoY
|
|
บริษัทที่กำไรดีกว่าคาด
|
85.9%
|
สูงกว่าค่าเฉลี่ยหลังโควิดที่ 78.3%
|
|
บริษัทที่รายได้ดีกว่าคาด
|
67.9%
|
สูงกว่าค่าเฉลี่ยหลังโควิดที่ 62.1%
|
- รายได้รวมเติบโต 1% YoY ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดนับตั้งแต่ 4Q21 และเป็นการเร่งตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 ขณะที่ทุกอุตสาหกรรมมีรายได้เติบโตเป็นบวก สะท้อนว่าการเติบโตของกำไรไม่ได้เกิดจากการลดต้นทุนเพียงอย่างเดียว แต่มีแรงสนับสนุนจากยอดขายด้วย
- ด้านความสามารถในการทำกำไร อัตรากำไรสุทธิรวมอยู่ที่ 42% สูงกว่าที่ตลาดคาดและเพิ่มขึ้นจากปีก่อน แม้ลดลงเล็กน้อยจากระดับสูงสุดที่ 15.64% ใน 1Q26 โดย 10 จาก 11 อุตสาหกรรมมีอัตรากำไรดีกว่าคาด แสดงให้เห็นว่าบริษัทส่วนใหญ่ยังสามารถบริหารต้นทุนท่ามกลางภาวะการดำเนินงานที่ท้าทายได้ดี
2) ผลประกอบการรายอุตสาหกรรม
จุดเด่นสำคัญของไตรมาสนี้คือการเติบโตของกำไรและรายได้เริ่มกระจายออกจากหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มพลังงาน การเงิน และอุตสาหกรรม ซึ่งมีบทบาทต่อการเติบโตของดัชนีมากขึ้น
|
อุตสาหกรรม
|
รายได้เติบโต YoY
|
อัตรากำไรสุทธิ 2Q26
|
ประเด็นสำคัญ
|
|
เทคโนโลยีสารสนเทศ
|
35.6%
|
32.15%
|
ได้แรงหนุนจาก AI เซมิคอนดักเตอร์ และการลงทุนคลาวด์
|
|
พลังงาน
|
32.7%
|
13.39%
|
กลับมาเป็นแรงขับเคลื่อนกำไรของดัชนีอย่างมีนัยสำคัญ
|
|
บริการสื่อสาร
|
12.9%
|
22.72%
|
รายได้โฆษณา ดิจิทัล และคลาวด์แข็งแกร่ง
|
|
การเงิน
|
12.1%
|
22.05%
|
อัตรากำไรดีกว่าคาดเด่นจากตลาดทุนและกิจกรรมทางการเงิน
|
|
อุตสาหกรรม
|
11.0%
|
11.02%
|
ได้แรงหนุนจากโครงสร้างพื้นฐาน การบิน และการลงทุนภาคธุรกิจ
|
|
อสังหาริมทรัพย์
|
10.9%
|
32.70%
|
รายได้เติบโต แต่อัตรากำไรหดตัวจากปีก่อน
|
|
สินค้าฟุ่มเฟือย
|
9.3%
|
9.64%
|
ภาพรวมยังเติบโต แต่ความแตกต่างระหว่างบริษัทสูง
|
|
วัตถุดิบ
|
9.3%
|
13.63%
|
ได้แรงหนุนจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์และกิจกรรมเศรษฐกิจ
|
|
สาธารณูปโภค
|
8.6%
|
13.88%
|
รายได้เติบโต แต่เป็นกลุ่มเดียวที่ยังต่ำกว่าคาด
|
|
สินค้าจำเป็น
|
8.0%
|
6.66%
|
ยอดขายเพิ่มขึ้น แต่ต้นทุนและกำลังซื้อกดดันอัตรากำไร
|
|
สาธารณสุข
|
6.2%
|
6.60%
|
ถูกกดดันจากค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการควบรวมกิจการ
|
2.1 เทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน AI ยังเป็นผู้นำ
- กลุ่มเทคโนโลยียังคงมีอัตราการเติบโตของรายได้สูงที่สุดที่ประมาณ 6% YoY และมีอัตรากำไรสุทธิสูงกว่า 32% โดยได้แรงสนับสนุนจากความต้องการชิป AI การขยายตัวของคลาวด์ และการลงทุนศูนย์ข้อมูล
- หุ้นที่มีบทบาทต่อการเติบโตของกำไรในกลุ่มนี้ ได้แก่ Nvidia, Broadcom, Micron, Microsoft, Alphabet และ Amazon โดยหุ้นที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐาน AI คิดเป็นเกือบ 1 ใน 3 ของการเติบโตกำไร S&P 500 ในไตรมาสนี้
2.2 พลังงานกลับมาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ
- กลุ่มพลังงานมีรายได้เติบโตประมาณ 7% YoY และมีอัตรากำไรเพิ่มขึ้นจากปีก่อนอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้กลุ่มพลังงานกลับมามีส่วนสนับสนุนการเติบโตของกำไรดัชนีเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ 1Q23
- ตัวอย่างหุ้นสำคัญ ได้แก่ Exxon Mobil และ Chevron ซึ่งเริ่มกลับมามีส่วนเพิ่มต่อกำไรของ S&P 500 หลังจากเคยเป็นแรงกดดันในช่วงก่อนหน้า
2.3 การเงินได้แรงหนุนจากอัตรากำไรและตลาดทุน
- กลุ่มการเงินมีอัตรากำไรสุทธิประมาณ 05% และมีอัตรากำไรสูงกว่าคาดมากที่สุดในบรรดาอุตสาหกรรมทั้งหมด โดยมีผลต่างเชิงบวกจากคาดประมาณ 1.63 จุด
- ธนาคารขนาดใหญ่ เช่น JPMorgan, Goldman Sachs และ Morgan Stanley ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของกิจกรรมตลาดทุน การซื้อขายหลักทรัพย์ และวาณิชธนกิจ จึงมีแนวโน้มได้เปรียบธนาคารภูมิภาคที่ยังเผชิญความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์และต้นทุนเงินฝาก
2.4 สาธารณสุขและอสังหาริมทรัพย์มีแรงกดดันด้านอัตรากำไร
- สาธารณสุขและอสังหาริมทรัพย์เป็นเพียงสองกลุ่มที่อัตรากำไรลดลงจากปีก่อน โดยลดลง 47 จุดและ 2.13 จุดตามลำดับ อย่างไรก็ตาม การหดตัวของกลุ่มสาธารณสุขส่วนใหญ่เกิดจากค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการควบรวมกิจการ หากตัดรายการดังกล่าวออก อัตรากำไรของกลุ่มจะยังขยายตัวเล็กน้อย
3) แนวโน้มและ Guidance
- แนวโน้มกำไรของ S&P 500 ยังคงเป็นบวก โดยผลประกอบการไตรมาส 2 ทำให้นักวิเคราะห์ทยอยปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2027 ประมาณ 1% นับตั้งแต่เริ่มต้นไตรมาส 3 และมีการปรับเพิ่มประมาณการในอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ นำโดยพลังงาน การเงิน เทคโนโลยี และอุตสาหกรรม
- Goldman Sachs ประเมินกำไรต่อหุ้น S&P 500 ที่ 340 ดอลลาร์ในปี 2026 เพิ่มขึ้น 24% YoY และ 385 ดอลลาร์ในปี 2027 เพิ่มขึ้นอีก 13% ขณะที่เป้าหมายดัชนีปลายปี 2026 อยู่ที่ 8,000 จุด
3.1 AI และคลาวด์ยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก
- รายได้คลาวด์ของ Amazon, Alphabet และ Microsoft เติบโตรวมประมาณ 48% YoY ใน 2Q26 เร่งขึ้นจาก 39% ในไตรมาสก่อนและสูงกว่าที่ตลาดคาด ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นว่าการลงทุน AI เริ่มแปลงเป็นรายได้จริงมากขึ้น
- หุ้นโครงสร้างพื้นฐาน AI ถูกคาดว่าจะมีส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของการเติบโตกำไร S&P 500 ในช่วงที่เหลือของปี 2026 และในปี 2027 ทำให้ Nvidia, Broadcom, Micron และบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเครือข่าย ระบบไฟฟ้า และศูนย์ข้อมูลยังมีแนวโน้มเติบโตสูงกว่าตลาด
3.2 การลงทุนของ Hyperscaler ยังเพิ่มขึ้น
- ประมาณการรายจ่ายลงทุนของ Hyperscaler ในปี 2027 ถูกปรับเพิ่มจาก 929 พันล้านดอลลาร์เป็นมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ หรือเติบโตประมาณ 33% YoY โดยการลงทุนครอบคลุมเซิร์ฟเวอร์ ชิป เครือข่าย ระบบไฟฟ้า และการก่อสร้างศูนย์ข้อมูล
- แนวโน้มดังกล่าวเป็นบวกต่อหุ้นในห่วงโซ่ AI Infrastructure เช่น NVDA, AVGO, MU, ANET, VRT, ETN และ GEV แต่ตลาดจะให้ความสำคัญมากขึ้นกับความสามารถของบริษัทในการเปลี่ยนเงินลงทุนเป็นรายได้และกระแสเงินสด
3.3 Guidance มีความสำคัญมากกว่าตัวเลขย้อนหลัง
- แม้ผลประกอบการโดยรวมออกมาดีกว่าคาด แต่ตลาดเริ่มให้ความสำคัญกับ Guidance มากกว่าการเติบโตในไตรมาสที่ผ่านมา บริษัทที่รายงานงบดีแต่ส่งสัญญาณว่ารายได้ อัตรากำไร หรือคำสั่งซื้อจะชะลอลง อาจเผชิญแรงขายได้ทันที
- ดังนั้น หุ้นที่มีโอกาสได้รับการตอบรับที่ดีต้องมีทั้งผลประกอบการดีกว่าคาด การปรับเพิ่ม Guidance และความชัดเจนว่าการเติบโตสามารถดำเนินต่อไปได้ในปี 2027
4) ความเสี่ยง
4.1 กำไรบางส่วนมาจากรายการที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก
- ตัวเลขกำไร S&P 500 ที่เติบโต 45% YoY รวมกำไรจากเงินลงทุนของ Alphabet, Amazon และ Microsoft โดย Alphabet และ Amazon มีกำไรจากรายการดังกล่าวรวมประมาณ 151 พันล้านดอลลาร์ หากไม่รวมรายการเหล่านี้ การเติบโตของกำไรจะลดลงเหลือ 26% YoY
- แม้อัตราการเติบโตหลังปรับรายการยังแข็งแกร่ง แต่การใช้ตัวเลขพาดหัวเพียงอย่างเดียวอาจทำให้ประเมินโมเมนตัมกำไรสูงเกินจริง
4.2 Capex ของ Hyperscaler สูงกว่ากระแสเงินสด
- Hyperscaler รายงานรายจ่ายลงทุนรวม 182 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาส 2 ขณะที่มีกระแสเงินสดอิสระรวมเพียง 5 พันล้านดอลลาร์ ส่งผลให้บริษัทต้องระดมทุนผ่านหนี้และทุนรวมประมาณ 101 พันล้านดอลลาร์
- ประมาณการระบุว่ารายจ่ายลงทุนอาจสูงกว่ากระแสเงินสดจากการดำเนินงานต่อเนื่องระหว่างปี 2026–2028 ทำให้ความเสี่ยงด้านงบดุล ต้นทุนทางการเงิน และการลดลงของกระแสเงินสดอิสระเพิ่มขึ้น หากผลตอบแทนจาก AI ไม่เกิดขึ้นเร็วตามที่ตลาดคาด
4.3 แรงกดดันด้านต้นทุนและอัตรากำไร
ต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน ค่าแรง ภาษีนำเข้า และค่าใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานยังเป็นความเสี่ยงต่อความสามารถในการทำกำไร แม้อัตรากำไรของดัชนีโดยรวมยังอยู่ในระดับสูง แต่นักวิเคราะห์เริ่มปรับลดประมาณการอัตรากำไรไตรมาส 3 ของบริษัทหลายแห่ง โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภค
4.4 ความคาดหวังและมูลค่าหุ้นอยู่ในระดับสูง
การเติบโตของกำไรที่แข็งแกร่งถูกสะท้อนเข้าไปในราคาหุ้นบางส่วนแล้ว โดยเฉพาะหุ้น AI และเทคโนโลยีที่มีมูลค่าการซื้อขายสูง หากการเติบโตต่ำกว่าคาดเพียงเล็กน้อยหรือ Guidance ไม่เพิ่มขึ้น ราคาหุ้นอาจปรับตัวลงได้มากกว่าปกติ
5) ปฏิกิริยาตลาด
แม้สัดส่วนบริษัทที่รายงานกำไรดีกว่าคาดจะอยู่ในระดับสูง แต่ผลตอบแทนของหุ้นหลังประกาศงบกลับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต สะท้อนว่าตลาดตั้งมาตรฐานสำหรับผลประกอบการไว้สูงขึ้น
|
ผลประกอบการ
|
ผลตอบแทนส่วนเกินเฉลี่ยในวันประกาศงบ
|
|
กำไรดีกว่าคาด
|
+0.05%
|
|
รายได้ดีกว่าคาด
|
+0.67%
|
|
กำไรและรายได้ดีกว่าคาด
|
+1.10%
|
|
กำไรต่ำกว่าคาด
|
-2.61%
|
|
รายได้ต่ำกว่าคาด
|
-2.19%
|
- บริษัทที่รายงานทั้งกำไรและรายได้ดีกว่าคาดมีผลตอบแทนส่วนเกินเฉลี่ยเพียง 1.10% ซึ่งยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยหลังปี 2017 ขณะที่บริษัทที่กำไรหรือรายได้ต่ำกว่าคาดถูกขายมากกว่าในอดีต
- แรงตอบรับต่อหุ้นเทคโนโลยียิ่งจำกัดกว่าอุตสาหกรรมอื่น โดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี สื่อ และโทรคมนาคมที่กำไรดีกว่าคาดกลับให้ผลตอบแทนต่ำกว่าดัชนีเฉลี่ยประมาณ 1.92% ในวันถัดจากการประกาศงบ ขณะที่หุ้นนอกกลุ่มดังกล่าวให้ผลตอบแทนสูงกว่าดัชนีประมาณ 0.75%
- ภาพดังกล่าวสะท้อนว่าตลาดกำลังเปลี่ยนจากการให้รางวัลกับการ “ดีกว่าคาด” ไปสู่การพิจารณาว่า บริษัทสามารถทำได้ดีกว่าคาดมากเพียงใด และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องเพียงใด
6) มุมมองการลงทุน
6.1 ภาพรวมยังเป็นบวกต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ
- การเติบโตของกำไรที่แข็งแกร่งและกระจายไปยังหลายอุตสาหกรรมสนับสนุนแนวโน้มเชิงบวกของ S&P 500 โดยเฉพาะเมื่อกำไรของบริษัทนอก Magnificent Seven ยังเติบโตมากกว่า 27% YoY แสดงให้เห็นว่าพื้นฐานของตลาดไม่ได้ขึ้นอยู่กับหุ้นขนาดใหญ่เพียงไม่กี่ตัว
- อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์ลงทุนควรเปลี่ยนจากการซื้อหุ้นตามทิศทางดัชนีไปสู่การคัดเลือกหุ้นรายบริษัทมากขึ้น เพราะตลาดตอบสนองเชิงบวกกับบริษัทที่สามารถทำผลประกอบการและ Guidance ได้ดีกว่าคาดอย่างชัดเจนเท่านั้น
6.2 มองบวกต่อ AI Infrastructure แต่ต้องเน้นคุณภาพ
หุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI ยังเป็นแกนหลักของการเติบโตกำไร แต่ควรเน้นบริษัทที่มีคำสั่งซื้อ รายได้ และกระแสเงินสดรองรับ ได้แก่
- ชิปและอุปกรณ์ประมวลผล: Nvidia, Broadcom และ Micron
- คลาวด์และแพลตฟอร์ม: Microsoft, Alphabet และ Amazon
- เครือข่ายศูนย์ข้อมูล: Arista Networks
- ระบบไฟฟ้าและการทำความเย็น: Vertiv, Eaton และ GE Vernova
ความเสี่ยงหลักคือมูลค่าหุ้นสูงและการลงทุนที่เพิ่มขึ้นเร็วกว่ากระแสเงินสด จึงควรหลีกเลี่ยงบริษัทที่พึ่งพาความคาดหวังในระยะยาว แต่ยังไม่มีรายได้หรือผลตอบแทนจากการลงทุนที่ชัดเจน
6.3 มองบวกการเงินและพลังงานเพื่อกระจายพอร์ต
- กลุ่มการเงินและพลังงานมีแนวโน้มกำไรดีขึ้นและถูกปรับเพิ่มประมาณการปี 2027 จึงสามารถใช้เป็นส่วนกระจายความเสี่ยงจากหุ้นเทคโนโลยีได้
- ในกลุ่มการเงิน เน้นธนาคารขนาดใหญ่ที่มีรายได้จากตลาดทุน เช่น JPMorgan, Goldman Sachs และ Morgan Stanley ขณะที่กลุ่มพลังงานเน้นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีงบดุลและกระแสเงินสดแข็งแกร่ง เช่น Exxon Mobil และ Chevron
6.4 เน้นหุ้นที่มีทั้งงบดีกว่าคาดและ Guidance ปรับขึ้น
- ในภาวะที่ตลาดมีความคาดหวังสูง การรายงานกำไรดีกว่าคาดเพียงเล็กน้อยอาจไม่เพียงพอต่อการผลักดันราคาหุ้น นักลงทุนควรให้ความสำคัญกับบริษัทที่มีองค์ประกอบครบ ได้แก่ รายได้และกำไรดีกว่าคาด อัตรากำไรขยายตัว Guidance ปรับขึ้น และกระแสเงินสดแข็งแกร่ง
- เรายังคงมองบวกต่อหุ้นสหรัฐฯ จากการเติบโตของกำไรที่แข็งแกร่งและกระจายตัวกว้างขึ้น แต่แนะ Selective โดยมองบวกต่อกลุ่มผู้นำ AI Infrastructure ที่มีรายได้รองรับ ควบคู่กับกลุ่มการเงิน พลังงาน และอุตสาหกรรมที่เริ่มมีส่วนสนับสนุนกำไรของดัชนีมากขึ้น พร้อมเลี่ยงการไล่ราคาหุ้นที่มูลค่าสูงแต่ Guidance ไม่สามารถตอบสนองความคาดหวังของตลาดได้
ข้อสงวนสิทธิ์
ข้อมูล ความเห็น บทวิเคราะห์ ราคา การคาดการณ์ และ/หรือ ข้อมูลอื่นใด (“ข้อมูล”) ที่ปรากฏ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยมีที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“INVX”) ไม่รับรองความถูกต้อง ครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นการรับประกันราคาหรือผลตอบแทน คำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือชักชวนให้เสนอซื้อหรือเสนอขายหลักทรัพย์ใด INVX และ/หรือ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของ INVX ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันเป็นผลมาจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลดังกล่าว
INVX และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น INVX และ/หรือ บริษัทในเครือ SCBX อาจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ บนหลักทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ รวมถึงอาจมีการทำธุรกรรมอื่นใดในหลักทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึง อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน