สรุปสาระสำคัญ
SpaceX กำลังขยายจากธุรกิจจรวดและ Starlink ไปสู่โครงสร้างพื้นฐาน AI ในอวกาศผ่านดาวเทียมที่ใช้ชิป Nvidia และ Starship เพื่อลดต้นทุนการส่ง ขณะที่การเลื่อนภารกิจ Chang’e-7 ของจีนช่วยลดแรงกดดันการแข่งขันด้านอวกาศต่อสหรัฐฯ ในระยะสั้น จึงเป็นบวกต่อ SpaceX และ Nvidia ในเชิงกลยุทธ์ระยะกลาง-ยาว
SpaceX ขยายจากจรวดสู่ AI ในอวกาศ ขณะที่จีนชะลอภารกิจดวงจันทร์
SpaceX กำลังยกระดับบทบาทจากผู้ให้บริการจรวดและดาวเทียมสื่อสาร ไปสู่โครงสร้างพื้นฐาน AI ในอวกาศ โดยมี Nvidia เป็นพันธมิตรหลักด้านชิป และ Starship เป็นหัวใจสำคัญในการลดต้นทุนการส่งศูนย์ข้อมูลขึ้นสู่วงโคจร ขณะเดียวกัน การที่จีนเลื่อนภารกิจ Chang’e-7 สำรวจขั้วใต้ดวงจันทร์ออกจากปี 2026 ช่วยลดแรงกดดันด้านการแข่งขันกับสหรัฐฯ ในระยะสั้น ซึ่งเป็นบวกทางอ้อมต่อ SpaceX ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของโครงการอวกาศสหรัฐฯ
- SpaceX กำลังเปลี่ยนจากบริษัทจรวดสู่โครงสร้างพื้นฐาน AI ในอวกาศ
- SpaceX วางแผนส่งดาวเทียม AI รุ่นแรกขึ้นสู่วงโคจรใน 4Q27 และตั้งเป้าขยายในระดับที่มีนัยสำคัญในปี 2028 โดยแนวคิดคือให้ดาวเทียมทำหน้าที่เสมือน ศูนย์ข้อมูล AI บนอวกาศ สามารถประมวลผลข้อมูลในวงโคจรแทนการพึ่งศูนย์ข้อมูลบนโลกทั้งหมด
- ขนาดของความทะเยอทะยานค่อนข้างใหญ่ โดย SpaceX ยื่นขออนุมัติ FCC สำหรับเครือข่ายได้มากถึง 1 ล้านดาวเทียม เพื่อรองรับงานประมวลผล AI สะท้อนว่าบริษัทมองธุรกิจนี้เป็นโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว มากกว่าการทดลองเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว
- หากทำได้สำเร็จ SpaceX จะมีธุรกิจที่เชื่อมโยงกันตั้งแต่ จรวด → ดาวเทียม → การเชื่อมต่อ Starlink → ศูนย์ข้อมูล AI → บริการประมวลผล ทำให้บริษัทสามารถควบคุมห่วงโซ่โครงสร้างพื้นฐานอวกาศได้มากขึ้น
- Nvidia เป็นผู้จัดหาเทคโนโลยีประมวลผลหลักให้ SpaceX
- SpaceX เลือกใช้ Nvidia เป็นพันธมิตรหลักด้านชิปสำหรับโครงสร้างพื้นฐาน AI ในอวกาศ โดยทั้งสองบริษัทร่วมออกแบบระบบ Vera Rubin NVL72 ที่ปรับให้เหมาะกับการใช้งานบนอวกาศ และตั้งเป้าส่งขึ้นวงโคจรในปลายปี 2027
- ก่อนหน้านี้ SpaceX เคยพิจารณาชิปหลายรูปแบบ แต่ภายหลังตัดสินใจใช้เทคโนโลยี Nvidia เป็นหลัก ขณะที่หน่วยประมวลผล Vera จะช่วยจัดการงาน เช่น การประสานการทำงานของ AI การประมวลผลข้อมูล และการรันคำสั่งต่างๆ เพื่อให้ GPU ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น
- นอกจากนี้ Nvidia ระบุว่า Vera สามารถทำงาน AI และประมวลผลข้อมูลบางประเภทได้เร็วกว่า CPU แบบ x86 สูงสุดประมาณ 8 เท่า ทำให้ความร่วมมือนี้เปิดตลาดใหม่ให้ Nvidia จากศูนย์ข้อมูลบนโลกไปสู่ AI Computing in Space
- Starship เป็นหัวใจสำคัญ เพราะศูนย์ข้อมูลบนอวกาศยังมีต้นทุนสูงมาก
- ข้อจำกัดสำคัญของศูนย์ข้อมูลบนวงโคจรยังอยู่ที่ต้นทุน โดยมีการประเมินว่าศูนย์ข้อมูลขนาด 1 GW บนอวกาศอาจมีต้นทุนสูงถึงประมาณ $170bn หรือมากกว่าศูนย์ข้อมูลบนโลกกว่า 3 เท่า ในปัจจุบัน
- ดังนั้น Starship ซึ่งถูกออกแบบให้สามารถใช้ซ้ำและขนส่งสัมภาระขนาดใหญ่ จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญของโมเดลธุรกิจ หาก SpaceX สามารถลดต้นทุนต่อกิโลกรัมในการส่งสัมภาระขึ้นอวกาศได้มาก ต้นทุนของ AI Satellite และศูนย์ข้อมูลบนวงโคจรก็มีโอกาสลดลงตามไปด้วย
- ในระยะสั้นจึงต้องติดตาม Starship Test #14 ซึ่งคาดว่าจะมีเป้าหมายสำคัญในการเข้าสู่วงโคจรโลกอย่างเสถียร ก่อนที่ SpaceX จะเดินหน้าสู่การขนส่งสัมภาระเชิงพาณิชย์และรองรับดาวเทียม AI ในระยะถัดไป
- จีนเลื่อน Chang’e-7 ทำให้การแข่งขันสำรวจขั้วใต้ดวงจันทร์ชะลอลงชั่วคราว
- อีกประเด็นที่เชื่อมโยงกับ SpaceX คือจีนประกาศเลื่อนภารกิจ Chang’e-7 ซึ่งเดิมมีกำหนดส่งขึ้นในปี 2026 เพื่อสำรวจบริเวณขั้วใต้ของดวงจันทร์และค้นหาน้ำแข็ง เนื่องจากภารกิจไม่ผ่านเงื่อนไขสำหรับการปล่อยในช่วงเวลาที่กำหนด
- Chang’e-7 มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เพราะพื้นที่ขั้วใต้ดวงจันทร์ถูกมองว่าเป็นพื้นที่สำคัญสำหรับการตั้งฐานในอนาคต เนื่องจากมีความเป็นไปได้ที่จะพบน้ำแข็งในบริเวณเงามืดถาวร ซึ่งสามารถนำไปใช้ทั้งเป็นน้ำ ออกซิเจน และวัตถุดิบสำหรับเชื้อเพลิงจรวดได้
- การเลื่อนครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจีนเพิ่งประสบเหตุผิดปกติกับจรวด Long March 7A ก่อนหน้าไม่นาน แม้ทางการจีนยังไม่ได้ยืนยันว่าการเลื่อน Chang’e-7 เกี่ยวข้องกับปัญหาทางเทคนิคดังกล่าว และสภาพอากาศที่ฐานปล่อยใน Hainan ก็เป็นอีกปัจจัยที่ถูกตั้งข้อสังเกต
- SpaceX ได้ประโยชน์จากจีนเลื่อนภารกิจอย่างไร? — เป็นบวก “ทางยุทธศาสตร์” มากกว่ารายได้โดยตรง
- การเลื่อน Chang’e-7 ไม่ได้สร้างรายได้เพิ่มให้ SpaceX โดยตรง แต่มีผลบวกทางอ้อม เพราะทำให้การแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ และจีนในการเข้าถึงขั้วใต้ดวงจันทร์ชะลอลงชั่วคราว และเปิดโอกาสให้โครงการของสหรัฐฯ รักษาหรือเพิ่มความได้เปรียบด้านเวลา
- SpaceX มีบทบาทสำคัญในยุทธศาสตร์อวกาศสหรัฐฯ ผ่าน Starship ซึ่งไม่ได้ถูกออกแบบมาเพียงสำหรับธุรกิจดาวเทียมของบริษัท แต่ยังเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานสำหรับภารกิจสำรวจอวกาศระยะไกลในอนาคต
- ดังนั้นหากการแข่งขันกับจีนยังเข้มข้น ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของ จรวดที่ใช้ซ้ำได้และมีความสามารถขนส่งสูง ก็จะเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นจุดแข็งโดยตรงของ SpaceX
- อย่างไรก็ดี ไม่ควรตีความว่าการเลื่อน Chang’e-7 หมายความว่าจีนเสียความสามารถในการแข่งขันระยะยาว เพราะจีนยังคงมีเป้าหมายส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์ก่อนปี 2030 และมีโครงการอวกาศหลายโครงการดำเนินต่อ
- ภาพใหญ่คือ SpaceX กำลังได้แรงหนุนจาก 2 ธีมพร้อมกัน — AI และการแข่งขันด้านอวกาศ
- SpaceX อยู่ในจุดที่ได้ประโยชน์จากสองแนวโน้มใหญ่พร้อมกัน ประการแรกคือ ความต้องการกำลังประมวลผล AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้บริษัทสามารถขยายจากการให้บริการเชื่อมต่อผ่าน Starlink ไปสู่การให้บริการประมวลผลโดยใช้ดาวเทียม AI
- นอกจากนี้ การแข่งขันด้านอวกาศระหว่างสหรัฐฯ และจีน ซึ่งทำให้ความสามารถในการปล่อยจรวดจำนวนมาก ลดต้นทุนการส่งสัมภาระ และพัฒนาจรวดขนาดใหญ่อย่าง Starship มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้น
- SpaceX เองมีความได้เปรียบด้านขนาดการดำเนินงาน โดยในปี 2026 บริษัททำการปล่อยจรวดครบ 100 ครั้ง แล้ว และ Starlink มีสมาชิกประมาณ 12 ล้านราย ณ สิ้น 2Q26 สะท้อนว่าบริษัทมีธุรกิจเชิงพาณิชย์รองรับการลงทุนด้านเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ไม่ได้พึ่งเฉพาะโครงการสำรวจอวกาศ
สิ่งที่ต้องติดตามต่อไป
- Starship Test #14 และความสามารถในการเข้าสู่วงโคจรอย่างเสถียร เพราะเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการลดต้นทุนการส่งดาวเทียม AI จำนวนมาก
- ความคืบหน้าของ Vera Rubin NVL72 สำหรับอวกาศ และกำหนดการส่งดาวเทียม AI ชุดแรกใน 4Q27 เพราะจะเป็นหลักฐานว่าแนวคิดศูนย์ข้อมูลบนวงโคจรเริ่มเปลี่ยนจากแผนงานไปสู่การใช้งานจริง
- ความคืบหน้าของโครงการอวกาศจีน โดยเฉพาะกำหนดการใหม่ของ Chang’e-7 เพราะหากจีนกลับมาดำเนินภารกิจได้อย่างรวดเร็ว ช่องว่างด้านเวลาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันก็อาจปิดลง
มุมมอง InnovestX
- เรามองภาพรวม เป็นบวกต่อ SpaceX และ Nvidia ในระยะกลาง-ยาว โดย SpaceX กำลังสร้างจุดเชื่อมระหว่างจรวด ดาวเทียม และ AI ผ่านแผนศูนย์ข้อมูลบนวงโคจร ขณะที่ Nvidia ได้โอกาสขยายตลาดชิป AI จากศูนย์ข้อมูลบนโลกสู่อวกาศ การเลื่อน Chang’e-7 ของจีนเป็นปัจจัยบวกทางอ้อมต่อ SpaceX ในมิติการแข่งขันด้านอวกาศ เพราะช่วยลดแรงกดดันด้านเวลาให้ฝั่งสหรัฐฯ ชั่วคราว แต่ยังไม่ควรมองว่าเป็นการเปลี่ยนดุลการแข่งขันอย่างถาวร สำหรับ SpaceX ปัจจัยชี้ขาดยังคงเป็น ความสำเร็จของ Starship และความสามารถในการลดต้นทุนการส่งอุปกรณ์ขึ้นวงโคจร เพราะสิ่งนี้จะเป็นตัวกำหนดว่าแนวคิด AI Data Center in Space จะสามารถแข่งขันเชิงเศรษฐศาสตร์กับศูนย์ข้อมูลบนโลกได้จริงหรือไม่.
ข้อสงวนสิทธิ์
ข้อมูล ความเห็น บทวิเคราะห์ ราคา การคาดการณ์ และ/หรือ ข้อมูลอื่นใด (“ข้อมูล”) ที่ปรากฏ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยมีที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“INVX”) ไม่รับรองความถูกต้อง ครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นการรับประกันราคาหรือผลตอบแทน คำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือชักชวนให้เสนอซื้อหรือเสนอขายหลักทรัพย์ใด INVX และ/หรือ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของ INVX ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันเป็นผลมาจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลดังกล่าว
INVX และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น INVX และ/หรือ บริษัทในเครือ SCBX อาจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ บนหลักทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ รวมถึงอาจมีการทำธุรกรรมอื่นใดในหลักทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึง อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน