Offshore Stock Update

ข้อจำกัดของสหรัฐ...ผลลัพธ์คือการพัฒนาเทคโนโลยีของ Hauwei

By สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา|1 Jun 26 5:03 AM
Huawei
สรุปสาระสำคัญ

การคว่ำบาตรของสหรัฐกดดันให้ Huawei ขาดแคลนเทคโนโลยีผลิตชิป จึงต้องพลิกเกมด้วย Tau Scaling Law และสถาปัตยกรรม LogicFolding แทนที่จะย่อขนาดทรานซิสเตอร์ตามกฎของมัวร์ ซึ่งเทคโนโลยีใหม่นี้ใช้วิธีซ้อนทับวงจรเพื่อลดระยะเวลาการส่งสัญญาณ ทำให้ชิปเร็วและประหยัดพลังงานขึ้น โดยเป้าหมายคือผลิตชิปประสิทธิภาพเทียบเท่า 1.4nm ภายในปี 2031 ความสำเร็จนี้จะช่วยลดต้นทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ให้บริษัทจีนอย่างมาก พร้อมทั้งเปลี่ยนภาพห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์โลก โดยเปลี่ยนจุดศูนย์กลางจากการแข่งขันย่อขนาดชิปไปสู่ความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการเชื่อมต่อและบรรจุภัณฑ์ขั้นสูงแทน หากเทคโนโลยีของ Huawei ประสบความสำเร็จจะส่งผลดีกับ SMIC23, ASMPT, JCET, Tongfu, Innolight

ผลที่ไม่ได้คาดคิดเมื่อสหรัฐและประเทศพันธมิตรคว่ำบาตรจีน

  • ช่วงปี 2019-2020 สหรัฐขึ้นบัญชีดำ Huawei และตัดการเข้าถึงชิปชั้นสูงของ TSMC และซอฟต์แวร์ออกแบบชิป นอกจากนั้นยังได้ขยายมาตรการถึงระดับที่ห้ามบริษัทใดในโลกที่ใช้เทคโนโลยีของสหรัฐขายชิปให้ Huawei โดยตรง เพื่อจำกัดขีดความสามารถของ Huawei ในระยะยาว และในปี 2022-2023 บริษัท SMIC ซึ่งเป็นผู้รับจ้างผลิตชิปเซมิคอนดักเตอร์ของจีนถูกจำกัดไม่ให้ซื้อเครื่องพิมพ์ลายวงจรบนแผ่นซิลิคอนเวเฟอร์ที่ใช้แสงยูวีแบบคลื่นสั้น EUV (Extreme Ultraviolet Lithography) จาก ASML ทำให้การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ทำได้ยากหรือทำให้มีต้นทุนสูงและผลผลิตที่ต่ำกว่า
  • เมื่อ Huawei ถูกตัดขาดจาก TSMC, ASML, ARM (บางส่วน), Cadence และ Synopsys บริษัทไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากลงทุนมหาศาลในการสร้างทุกอย่างด้วยตัวเองเพื่อแก้ปัญหาคอขวดเทคโนโลยีระดับ 7nm ซึ่ง Huawei บอกว่าได้มีการพัฒนาชิป 381 รุ่นในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา
  • สิ่งนี้นำไปสู่การสร้างห่วงโซ่อุปทานแบบพึ่งพาตนเองในจีน และมีแนวโน้มที่จะทำให้ภูมิทัศน์เทคโนโลยีโลกถูกแบ่งแยกออกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน โดยฝั่งตะวันตกจะเป็น TSMC-Nvidia-ASML กับฝั่งจีน SMIC-Huawei-JCET-Tongfu แทนที่จะเป็นห่วงโซ่อุปทานเดียวทั้งโลก

 

ปี การดำเนินการของสหรัฐฯ การตอบสนองของ Huawei / จีน
2019 การขึ้นบัญชีดำ Huawei (พ.ค. 2019) เปิดตัว HarmonyOS (ส.ค. 2019)
2020 ขยายมาตรการควบคุมการส่งออกชิปของสหรัฐ (พ.ค. 2020)
เพิ่มความเข้มงวดควบคุมการส่งออกชิปของสหรัฐ (ส.ค. 2020)
ขึ้นบัญชีดำ SMIC (ธ.ค. 2020)
เปิดตัว Mate 40 / Kirin 9000 (ต.ค. 2020)
2021 สหรัฐออกกฎหมาย USICA เพื่อสนับสนุนการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศและแข่งขันเทคโนโลยีกับจีน

ขาดแคลนชิปมือถือ

ปรับทิศทางสู่ระดับองค์กร/คลาวด์/ยานยนต์

2022 กระทรวงพาณิชย์สหรัฐมประกาศควบคุมการส่งออกชิปชั้นสูงของ Nvidia รุ่น A100 และ H100 ไปจีน (ต.ค. 2022)

เร่งการวิจัยและพัฒนาของ Huawei

อยู่ระหว่างพัฒนา Mate 60 Pro

2023 อุดช่องโหว่มาตรการควบคุมการส่งออก
เพิ่มชิป H800 ในการควบคุมการส่งออก
ASML ถูกออกคำสั่งห้ามส่งออกเครื่อง DUV และบางส่วนของ EUV ไปยังจีน (ก.ย. 2023)
Mate 60 Pro ใช้ชิป Kirin 9000S บนสถาปัตยกรรม SMIC N+2 (ส.ค. 2023)
2024 ขยายมาตรการควบคุมการส่งออกชิปของสหรัฐ
เพิ่มจำนวนบริษัทที่ขึ้นบัญชีดำเป็น 140 บริษัท
ควบคุมการส่งออก HBM

Pura 70 (เม.ย. 2024)

Mate XT มือถือพับสามทบ (ก.ย. 2024)

2025 กฎระเบียบ AI Diffusion (ม.ค. 2025)
ระงับการส่งออก H20 (เม.ย. 2025)
เพิ่มรายชื่อในบัญชีดำอีก 23 บริษัท (ก.ย. 2025)
เปิดเผยแผนงาน Ascend 950/960/970 (ก.ย. 2025)
รัฐบาลจีนใช้นโยบายสนับสนุนการผลิตชิปในประเทศ (2Q25)

 

จาก Moore’s Law สู่ Tau (τ) Scaling Law?

  • Moore’s Law คือจำนวนทรานซิสเตอร์ต่อพื้นที่เพิ่มขึ้น 2 เท่าทุกประมาณ 2 ปี ผ่านการย่อขนาดชิปและชิ้นส่วน ทำให้ชิปมีความสามารถในการประมวลผลสูงขึ้นและประหยัดไฟขึ้น แต่ปัจจุบันกฎของ Moore นี้กำลังเผชิญขีดจำกัดทางฟิสิกส์และต้นทุนที่สูงขึ้น เมื่อทรานซิสเตอร์ขนาดเล็กมากแล้วหากจะให้เล็กกว่านี้จะต้องลงทุนสูงมากและจะทำให้ต้นทุนต่อทรานซิสเตอร์ไม่ได้ลดลงชัดเจนเหมือนในอดีต
  • Tau Scaling Law เป็นการนำเสนอหลักการที่เน้นเวลาแทนที่พื้นที่โดยใช้สัญลักษณ์ τ (Tau) ซึ่งหมายถึงค่าความหน่วงในการส่งสัญญาณ โดย Huawei ชี้ว่าเมื่อไม่สามารถทำให้ทรานซิสเตอร์เล็กลงได้อีกแล้วเพราะขีดจำกัดด้านเทคโนโลยี แต่เน้นไปที่ความสามารถในการเพิ่มประสิทธิภาพชิปได้ด้วยการลดระยะเวลาในการส่งสัญญาณระหว่างส่วนต่างๆของชิปให้สั้นลง
  • อธิบายแบบง่าย ถ้า Moore's Law คือ ทำให้รถยนต์เล็กลง 2 เท่าทุก 2 ปีเพื่อให้มีรถยนต์เยอะขึ้นบนถนนที่มีขนาดเท่าเดิม Tau Scaling Law คือ ทำให้รถวิ่งได้เร็วขึ้น โดยการสร้างทางยกระดับซ้อนกันหลายชั้นและสร้างทางลัดเพื่อลดระยะเวลาให้สั้นที่สุด แม้ขนาดถนนและรถจะเท่าเดิมก็ตาม
  • ไม่ว่า Tau Scaling จะเป็นการเปลี่ยนความคิดของอุตสาหกรรมและเปลี่ยนกระบวนทัศน์โลกจริงหรือไม่ บริษัทเหมือนจะเห็นช่องทางในการเปลี่ยนทิศทางของอุตสาหกรรมไปสู่ทิศทางที่เอื้อต่อจุดแข็งของตัวเองบนข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี และในภาพรวมเรามองว่า Tau Scaling Law ไม่ได้ขัดแย้งกับกฎของ Moore แต่เราเป็นส่วนที่เพิ่มประสิทธิภาพซึ่งเราเห็นเรื่องนี้ในภาพคอขวดปัจจุบันในกลุ่มของ High Banwidth Memory ที่เอา DRAM มาต่อเป็นชั้นและวางไว้อยู่ใกล้ระบบประมวลผลและกลุ่ม Optic ที่เน้นการส่งข้อมูลด้วยความเร็วแสง ซึ่งในอนาคตก็อาจจะเห็นการใช้วิธีนี้มาขึ้นก็มีความเป็นไปได้ในฝั่งสหรัฐ

 

LogicFolding และการเปลี่ยนสมการ AI Chip

  • การนำ Tau Scaling Law มาใช้จริงในเชิงวิศวกรรมเรียกว่า LogicFolding ซึ่งเป็นการออกแบบที่ก้าวข้ามข้อจำกัด 2D ไปสู่ 3D โดยวงจรไฟฟ้าที่แบนราบ (2D) หากคุณต้องการเชื่อมจุดซ้ายสุดและขวาสุด สัญญาณจะต้องเดินทางไกล แต่ด้วย LogicFolding จะทำการพับวงจรนั้นซ้อนทับกัน (3D) จากนั้นใช้เทคนิคการเชื่อมต่อชิปเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง (Hybrid Bonding) เพื่อเชื่อมระหว่างชั้นที่ระดับ ~1.5 µm (ตัวเลขที่เล็กกว่าเมื่อเทียบกับ SoIC (System on Integrated Chip) ในตลาดอย่าง TSMC SoIC และ Intel Foveros) สิ่งนี้จะช่วยลดระยะห่างของสายไฟส่งผลให้ความต้านทานลดลง สัญญาณจึงเดินทางได้เร็วขึ้นในเวลาที่สั้นลง
  • TSMC SoIC และ Intel Foveros เป็นเทคโนโลยีการบรรจุชิปขั้นสูงที่วางชิปต่างชนิด (dies) ซ้อนกันในแนวตั้ง เช่น CPU ซ้อนกับ cache หรือ logic chip ซ้อนกับ HBM ซึ่งเป็นกระบวนการวางชิปซ้อนกันในแนวตั้งภายในชิปชุดหรือชิ้นเดียวกัน โดยที่แต่ละชิปแต่ละตัวจะเป็นอิสระสมบูรณ์ในตัวเอง
  • ในขณะที่ LogicFolding คือการนำส่วนประมวลผล (Logic) มาวางซ้อนกันเองหลายชั้นเป็น 3 มิติ ซึ่งมีความละเอียดกว่าการเชื่อม Logic เข้ากับหน่วยความจำแบบเดิม พร้อมทั้งเคลมว่าสามารถสร้างจุดเชื่อมต่อ (Pitch) ได้เล็กกว่าเทคโนโลยี SoIC มาก โดยปัจจุบันเทคโนโลยี SoIC ในตลาดมีขนาดจุดเชื่อมต่ออยู่ที่ 6 µm และตั้งเป้าจะลดลงเหลือ 5 µm ภายในปี 2029
  • จากบททดสอบประสิทธิภาพของชิป Kirin รุ่นใหม่เมื่อเทียบกับดีไซน์ 2D แบบเดิม พบว่า 1) จำนวนทรานซิสเตอร์ที่ติตตั้งอยู่บนพื้นที่บนแผงวงจรรวมเพิ่มขึ้น 55% (จาก 155 MTr/mm² ไปเป็น 238 MTr/mm²) 2) ประสิทธิภาพพลังงานดีขึ้น 41% 3) จังหวะความเร็วในการทำงาน (Clock Speed) เพิ่มขึ้น 13% จากการจัดเรียงวงจร 4) SRAM เร็วขึ้น 40% เพราะสายสัญญาณภายในชิปหน่วยความจำ (Bit/Word Lines) สั้นลง 5) ความยาวสายไฟรวม (Routing Length) ลดลง 30% 6) ตัวทวนจังหวะ (Clock Buffer) ลดลง 50% และ ความคลาดเคลื่อน (Clock Skew) ลดลง 25%
  • ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมาค่อนข้างจะน่าสนใจเพราะทั้งหมดนี้ทำได้ที่ขนาดของกระบวนการผลิตชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์ (Process Node) เดิม ซึ่งการได้ประสิทธิภาพระดับนี้ต้องการเวลา 3 ปีและ Process Node ใหม่ 2 รุ่น
  • จุดสำคัญคือ Huawei กำลังเปลี่ยนมุมมองจากการใช้เครื่อง EUV ที่ละเอียดกว่าในการผลิตชิป ไปเป็น ความสามารถในการทำ Hybrid Bonding, การทำส่วนประมวลผลมาซ้อนกัน, เทคนิคการออกแบบเพื่อจัดการและกระจายความร้อน (ThermalAware Layout) ได้ดีกว่า หรืออาจจะหมายถึง Huawei เน้นการแข่งขันบนสนาม “ระบบ” มากกว่าชิปตัวเดียว

 

Huawei-logicfolding.png

 

เทียบกับ TSMC 2nm และ NVIDIA บน ¾nm: ช่วงว่างจริงอยู่ตรงไหน

  • แม้ว่า Huawei ระบุว่าสามารถสร้างจุดเชื่อมต่อแบบ Hybrid Bonding อยู่ที่ 1.5 ไมครอน ซึ่งต่ำกว่า TSMC SoIC (6 ไมครอน) และ Intel Foveros Direct (9 ไมครอนในรุ่นแรก) ซึ่งเหมือนจะดูดีแต่ในโลกความเป็นจริง Huawei ยังคงใช้การผลิตแบบเดิม (7nm) ในการต่อยอด ซึ่งยังมีความท้าทายเรื่องอัตราผลผลิต (Yield) ที่ต่ำกว่าและความร้อนที่สูงกว่าชิปที่ผลิตด้วยเครื่อง EUV รุ่นใหม่
  • Huawei ประเมินว่าชิป Kirin รุ่นใหม่ที่ใช้ LogicFolding จะมีจำนวนทรานซิสเตอร์ใกล้กับ Intel 18A และตั้งเป้าว่าจะให้มีชิปชั้นสูงภายในปี 2031 ที่มีประสิทธิภาพและจำนวนทรานซิสเตอร์เทียบเท่ากับ 4nm ซึ่งเทียบกับ TSMC, Samsung และ Intel ที่ตั้งเป้า 1.4nm ไว้ในช่วงปี 2028 หมายความว่าจีนลดช่วงว่างของเทคโนโลยีเหลือเพียง 3 ปีจากเดิมที่อยู่ที่ 5-7 ปี
  • อย่างไรก็ดีการมองเรื่องความสามารถเป็นการตีวคามเพียงด้านเดียว สิ่งที่ต้องเรียบเทียบเพิ่มเติมคือ TSMC 2nm มีทั้งความหนาแน่นของทรานซิสเตอร์และค่าประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Performance/Watt) ที่ดีกว่า SMIC 7nm อย่างมีนัยสำคัญ Huawei ไม่ได้เปิดเผยข้อมูลอัตราผลผลิต, อัตราของเสีย, ความร้อน, ต้นทุน ที่สามารถเทียบกับคู่แข่งที่ใช้เทคโนโลยีที่ดีกว่าได้

 

Vendor / Platform Bond Tech Current Production Pitch Production Products
TSMC SoIC Cu-Cu hybrid bonding 6 μm

AMD 3D V-Cache (9 μm gen),

Apple early-stage (6 μm gen)

TSMC SoIC (roadmap) Cu-Cu hybrid bonding 4.5 μm (target) Fujitsu Monaka CPU (planned)
Intel Foveros Direct Gen 1 Cu-Cu hybrid bonding 9 μm Xeon 6+ Clearwater Forest (limited volume)
Intel Foveros Direct Gen 2 Cu-Cu hybrid bonding 3 μm (target) Future products in 2027
SK Hynix HBM3E Microbumps (not hybrid bonding) 10 μm HBM3E for NVIDIA H200, AMD MI300X
SK Hynix / Samsing HBM4E Hybrid bonding  Sub-10 μm (TBD) Not yet in production

Huawei LogicFolding

(Kirin 2026)

Claimed Cu-Cu hybrid bonding 1.5 μm (claimed) Kirin 2026 (scheduled 4Q26)

 

Density.png

 

เป้าหมายของ Huawei Ascend

  • Huawei ได้เปิดเผยแผน 3 ปีสำหรับตระกูลชิป AI "Ascend" เริ่มจาก Ascend 950 (ปี 2026), Ascend 960 (ปี 2027) และ Ascend 970 (ปี 2028) โดยตั้งเป้าประสิทธิภาพของชิปเพิ่ม ~2x ทุกรุ่นที่ออก
  • ด้วยแบนด์วิดท์ระดับ 4 Tbps ของ Ascend 970 ชิปเหล่านี้ถูกนำไปใช้ประมวลผลในโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs) ของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ เช่น DeepSeek หาก LogicFolding ถูกผนวกเข้ากับ SuperPoD ได้สำเร็จภายในปี 2030 นั่นหมายความว่าจีนสามารถชดเชยความล้าหลังของเทคโนโลยีกับสหรัฐได้และสามารถรักษาสถานะการแข่งขันด้าน AI ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาต่างชาติ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทานได้ รวมถึงสร้างอำนาจการต่อรองใหม่

 

Huawei-Kirin.png

 

โอกาสในการลดงบลงทุน AI ของจีน

  • Ascend 910C (12,000 เหรียญสหรัฐ) ถูกใช้เป็นทางเลือกแทน NVIDIA H100 (20,000 เหรียญสหรัฐ) ในจีน โดยมีรายงานราคาถูกกว่าราว 30–40% และถูกใช้ในระบบประมวลผลที่ทำงานเสมือนเป็นเครื่องเดียว (SuperPoD) สำหรับ Hyperscaler ของจีนอย่าง Alibaba, Tencent, Baidu, ByteDance
  • ทำให้บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของจีนเช่น Alibaba, Tencent, Baidu ที่กำลังพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI จนงบลงทุนรวมทั้งกลุ่มอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นเกิน 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อปี หากว่าบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของจีนมีการใช้ SuperPoD บนชิป Ascend จะส่งผลให้ต้นทุนถูกลงด้วยประสิทธิภาพที่ใกล้เคียงกับชิปทางฝั่งสหรัฐ
  • โดยเรามองว่า High Bandwidth Memory (HBM) (หน่วยความจำความเร็วสูงที่ถูกออกแบบมาเพื่อการรับส่งข้อมูลในปริมาณมาก) จะยังเป็น คอขวดสำคัญ CXMT คาดว่าจะผลิต HBM ได้เพียงราว 2 ล้านหน่วยใน 2026 เพียงพอสำหรับ Ascend 910C ราว 250,000–300,000 ตัว เท่านั้น

 

อะไรคือสัญญาณที่ต้องติดตามหากว่า Tau Scaling Law ใช้ได้จริง

เรามองว่าเทคโนโลยีใหม่มีโอกาสที่จะไม่ประสบความสำเร็จเช่นกันหรือทำได้อาจจะไม่ได้ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้เมื่อเข้าสู่กระบวนการผลิตจริง ซึ่งการตั้งเป้าของ Huawei ที่จะมีชิปที่มีประสิทธิภาพเท่ากับ 1.4nm ภายในปี 2031 ก็เป็นเป้าหมายที่ท้าทายมาก เราต้องติดตามว่า Tau Scaling และ LogicFolding เป็นเพียงการตลาดที่มาขู่ขวัญคู่ต่อสู้หรือไม่ เหมือนอย่างที่พัฒนา 5nm กับ SMIC ดังนั้นสิ่งที่ต้องติดตามได้แก่

 

สัญญาณชี้วัด รายละเอียดความคาดหวัง ความท้าทาย
จำนวนทรานซิสเตอร์ ทิศทางความหนาแน่นของทรานซิสเตอร์ (M transistors/mm²) ของ Kirin / Ascend รุ่นใหม่เทียบกับ roadmap 1.4nm ในปี 2031 ถ้าความหนาแน่นของทรานซิสเตอร์หยุดเพิ่มหรือล้มเหลวแปลว่าเจอช้อจำกัดด้านความร้อนและอัตราผลผลิต
ประสิทธิภาพต่อวัตต์ (Performance/Watt) การเปิดตัวสมาร์ทโฟนที่ใช้ชิป Kirin 2026 ในช่วง ก.ย.ถึง พ.ย. ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าเมื่อใช้งานจริง จะสามารถแข่งขันเรื่องการจัดการความร้อนและประสิทธิภาพแบตเตอรี่เทียบชั้นกับผู้นำตลาดอย่าง Apple หรือ Qualcomm ได้หรือไม่
การส่งมอบโครงสร้างพื้นฐาน AI และการออกสินค้าใหม่ ความสามารถในการผลิตและส่งมอบผลิตภัณฑ์จริง ทั้งชิปตระกูล Ascend (ตั้งแต่รุ่น 950 ถึง 970) และระบบ SuperPoD เป็นการทดสอบว่า Huawei สามารถส่งมอบฮาร์ดแวร์ให้ลูกค้าระดับองค์กรและ Hyperscaler ได้ตรงตามแผนที่วางแผนไว้ในช่วงปี 2026-2028 หรือไม่
อัตราผลผลิตและการจัดการความร้อน การเอาชนะความเสี่ยงด้านการผลิตและปัญหาความร้อนสะสมภายในชิป หากประกอบชิป 3 ชั้น โดยแต่ละชั้นมีอัตราการผลิตสำเร็จ 95% อัตราความสำเร็จรวมจะลดลงเหลือเพียง 86% ทันที (ยังไม่รวมความล้มเหลวจากการเชื่อมต่อ) ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตเชิงพาณิชย์
งบลงทุนและต้นทุน (cost/TFLOP) ต้นทุนต่อ TFLOP และงบลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ของบริษัทเทคโนโลยีจีน ว่าต้นทุนต่อการประมวลผลของจีนจะต่ำกว่าสหรัฐ ถ้าบริษัทเทคโนโลยีของจีนจีนสามารถสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ด้วย ต้นทุน/TFLOP ต่ำกว่าหรือใกล้เคียงบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐ ทั้งที่ใช้การผลิตชิปรุ่นเก่า 
การตรวจสอบยืนยันจากภายนอก การพิสูจน์ทราบผ่านการพิสูจน์โดยหน่วยงานวิเคราะห์อิสระ (เช่น TechInsights) และผลการทดสอบเมื่อเทียบค่ามาตรฐาน เป็นสิ่งเดียวที่จะช่วยยืนยันและลบข้อกังขาของอุตสาหกรรมว่า สถาปัตยกรรมใหม่นี้สามารถให้ประสิทธิภาพเทียบเท่าโหนด 1.4nm ได้จริงในทางปฏิบัติ

 

 

ใครได้ ใครเสีย เมื่อ Tau Scaling Law เปลี่ยนสมการ

การมองว่าใครเป็นผู้ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์จากกรณีนี้อยู่บนสมมุติฐานที่เชื่อว่า Tau Scaling Law และการพัฒนาเทคโนโลยีของจีนและ Huawei ประสบความสำเร็จ ซึ่งเราให้โอกาสอยู่ที่ 60-70%

 

บริษัทที่มีแนวโน้มได้ประโยชน์

  • ผู้รับจ้างผลิตชิป (Foundry) อย่าง SMIC (SMIC23) และ Hua Hong (HUAHONG23) จะถูกปรับความคาดหวังให้มีมูลค่าสูงขึ้น เพราะสถาปัตยกรรมใหม่ช่วยยืดอายุความน่าใช้ของเทคโนโลยีเดิมและเป็นผู้เล่นสำคัญในเชิงกลยุทธ์ในการทำ AI 3D stacking
  • Advanced Packaging & OSATs - บริษัทรับจ้างแพ็กเกจชิปของจีน เช่น JCET (600584 CH), Tongfu (002156 CH), SJ Semiconductor (688820 CH) จะได้อานิสงค์ค่อนข้างมากจากการเพิ่มจำนวนชั้นและประสิทธิภาพเชื่อมต่อ
  • อุปกรณ์ Hybrid Bonding - บริษัทระดับโลกอย่าง Besi, ASMPT (522 HK), และ AMAT จะมีความต้องการเครื่องจักรเพิ่มสูงขึ้น
  • อุปกรณ์การผลิตและการเชื่อมต่อในจีน ได้แก่ NAURA (NUARA23), AMEC (688012 CH), ACM Research (688082 CH), Piotech (688072 CH) ที่จะดูแลเรื่องการลอกและสลักลายและกัดผิว (Etch), กระบวนการสร้างชั้นฟิล์ม (Deposition), และการทำความสะอาดเวเฟอร์
  • ผู้ผลิตหน่วยความจำของจีน - ผู้ผลิตหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูง เช่น CXMT และ YMTC ซึ่งกำลังทำ IPO ถ้า Ascend ทำได้ตามแผน ความต้องการสำหรับ HBM ในประเทศจีนจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก
  • บริษัทจีนที่ทำ Electronic Design Automation (EDA) หรือการรับออกแบบและจำลองวงจรอิเล็กทรอนิกส์ อย่าง Empyrean Technology (301269 CH) และ Primarius Technologies (688206 CH)
  • บริษัทที่ทำอุปกรณ์แปลงสัญญาณเป็นสัญญาณแสงที่ใช้ในระบบเครือข่าย (Optical transceiver) อย่างเช่น Innolight (300308 CH), Eoptolink (300502 CH), Accelink Techologies (002281 CH)

 

บริษัทที่มีแนวโน้มเสียประโยชน์

  • ASML - ถ้า Tau Scaling พิสูจน์ว่าใช้การได้โดยไม่ต้องการเครื่อง EUV ของ ASML ลดลง แต่การผูกขาดของ ASML ในตลาด EUV ยังคงอยู่ แต่ ขนาดของตลาดรวมทั้งหมดอาจถูกจำกัดให้เล็กลงในตลาดจีน
  • TSMC - ถ้าทำได้จริงในระดับนี้อาจจะเปลี่ยนภาพการแข่งขันในกลุ่มบรรจุภัณฑ์ชิปขั้นสูงที่จะเจอการแข่งขันด้านราคามากขึ้น
  • Samsung HBM - SMIC สามารถผลิตชิ้นส่วนได้มากกว่า 1 ล้านชิป Ascend ต่อปี แต่อุปทานหน่วยความจำในประเทศจีนมีข้อจำกัดด้านการผลิตไว้ที่ต่ำกว่า 300,000 ตัวโดยไม่มี HBM ต่างชาติ ถ้า CXMT สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้สำเร็จ Samsung ก็สูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาดในตลาดจีน
  • Nvidia และลบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของสหรัฐ - ถ้า Tau Scaling ทำให้บริษัทเทคโนโลยีของจีนประมวลผลบน Ascend+SuperPoD มีต้นทุนใกล้เคียงหรือดีกว่าทางอ้อม ความต้องการชิปของ NVIDIA ในจีนจะลดลงในระยะยาว และบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในสหรัฐแบบ Amazon, Meta, Microsoft จะต้องคิดใหม่เรื่องงบลงทุน
  • บริษัททำ Electronic Design Automation (EDA) หรือการรับออกแบบและจำลองวงจรอิเล็กทรอนิกส์ อย่าง Synopsys, Cadence, Ansys ที่อาจจะเสียส่วนแบ่งทางการตลาดในจีน และต้องปรับตัวและเพิ่มงบลงทุนเพื่อรองรับการทำงานแบบ 3D logic, การจัดการความร้อน (Thermal) และกระบวนการปรับแต่งและแก้ไขวงจรรวม (IC) ซ้ำๆ เพื่อให้สัญญาณข้อมูลเดินทางถึงจุดหมายปลายทางได้ทันตามเวลาที่กำหนด (Timing closure) บนสถาปัตยกรรมซ้อนทับ

 

มุมมองของ INVX

  • การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ของ Huawei จะใช้เวลาในการพิสูจน์ระดับหนึ่งในช่วง 2H26-1H27 ซึ่งดูเหมือนว่าจะมีแนวทางในการไปกับเทคโนโลยีโลกในราคาที่ต่ำกว่า เหมือนกับที่ DeepSeek ทำกับ Agentic AI
  • ช่วงนี้เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของเทคโนโลยีจีน สิ่งที่ Huawei ทำอาจจะเป็นทางเลือกต่อระบบที่สหรัฐและประเทศพันธมิตรสร้างขึ้น ถ้าสำเร็จการแยกออกเป็นสองทางจะไม่ใช่แค่มุมของห่วงโซ่อุปทานแต่จะเป็นกรอบความคิดทางเทคโนโลยีที่แยกออกจากกัน
  • ปัญหาใหญ่ที่สุดที่จีนยังแก้ไม่ได้คือเครื่องในการออกแบบชิป (EDA) ถ้า LogicFolding ต้องการ EDA ที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับ 3D แต่จีนยังพึ่ง Cadence และ Synopsys (ที่ถูกควบคุมการส่งออก) อยู่ เรามองว่านี่คือจุดที่สหรัฐสามารถกดดันได้ต่อ
  • เมื่อต้นทุนที่ต่ำกว่ารวมกับห่วงโซ่อุปทานที่มีความเสี่ยงน้อยลง จะช่วยกดแรงกดดันต่อกระแสเงินสดสุทธิและทำให้อัตราการทำกำไรระยะกลางฟื้นจาก ~6–8% ขึ้นไปถึงประมาณ 12%-15% หลังปี 2029 หากการหารายได้จาก AI ทำได้ตามแผน
  • เมื่องบลงทุนที่ต้องการใช้ต่อหน่วยการประมวลผลลดลง จะทำให้อัตราผลตอบแทนจากเงินลงทุนของบริษัทเทคโนโลยีของจีนมีแนวโน้มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับสถานการณ์ที่ต้องซื้อชิปจาก Nvidia ที่ราคาสูงกว่าและความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทานสูงกว่า
  • นอกจากนั้นประเด็นนี้จะช่วยลดการรับรู้ความเสี่ยงจากห่วงโซ่อุปทานที่มีปัญหาจากนโยบายที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้ ซึ่งมีความสำคัญต่ออัตราคิดลดและการประเมินมูลค่าหุ้นของหุ้นเทคโนโลยีของจีน
  • จากภาพนี้เรามองเป็นบวกต่ออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์จีนในภาพรวม โดยมองไปที่ CNSEMI23
  • ในส่วนของ Semiconductor จีนที่ได้ประโยชน์จากมาตรการสนับสนุนและการพึ่งพาตัวเองของจีน เรามีมุมมองเชิงบวกต่อ SMIC23, HUAHONG23, BIREN23, NAURA23, GIGA23, Cambricon, AMEC
  • หากมองจากประเด็นของ Huawei เรามองว่าเหมาะสำหรับคนที่รับความเสี่ยงได้สูงเน้นไปที่บริษัทที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของ Huawei และมีสินค้าที่ได้ประโยชน์จากเทคนิคการผลิตใหม่อย่าง SMIC23, ASMPT, JCET, Tongfu, Innolight
  • นอกจากนั้นการที่ชิปของ Huawei มีประสิทธิภาพมากขึ้นจะช่วยบริษัทที่ทำ AI อย่าง TENCENT23, BABA23, BIDU23, ZAI23, Minimax สามารถคงความสามารถในการแข่งขันได้แม้ว่าจะเผชิญข้อจำกัดด้านการส่งออกชิปและเครื่องมือของสหรัฐและประเทศพันธมิตร
Author
Slide4
สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา

นักกลยุทธ์อาวุโสตลาดหุ้นไทยและต่างประเทศ

Most Read
1/5
Related Articles
Most Read
1/5