สรุปสาระสำคัญ
ภาพรวมงบกลุ่มยา 2Q26 ออกมาค่อนข้างแข็งแกร่ง โดย Amgen, Merck และ Pfizer รายงานรายได้ดีกว่าคาดและปรับเพิ่มประมาณการยอดขายทั้งปีจากแรงหนุนของยาหลักและยาใหม่ ขณะที่ BioNTech สวนทางจากรายได้วัคซีนโควิดที่อ่อนแอกว่าคาด ทำให้ภาพการลงทุนยังเป็นบวกแบบเลือกหุ้น โดยต้องให้น้ำหนักกับบริษัทที่สามารถรักษาการเติบโตและสร้างรายได้ใหม่มาชดเชย Patent Cliff ได้ชัดเจน
กลุ่มยา 2Q26: งบส่วนใหญ่ดีกว่าคาด แต่คุณภาพการเติบโตและ Patent Cliff แตกต่างกัน
1) ผลประกอบการของแต่ละบริษัท
|
บริษัท
|
ผลประกอบการ 2Q26
|
เทียบคาด
|
ประเด็นสำคัญ
|
|
Amgen
|
รายได้ 10.05 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 9.5% YoY; กำไรต่อหุ้นปรับปรุงแล้ว 6.29 ดอลลาร์
|
ดีกว่าคาดชัดเจน รายได้สูงกว่าคาดราว 6% และกำไรต่อหุ้นสูงกว่าคาดราว 12%
|
ยอดขายเติบโตค่อนข้างกว้าง โดยมีผลิตภัณฑ์ 22 รายการเติบโตระดับสองหลัก
|
|
Merck
|
รายได้ 16.61 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 5.1% YoY; ขาดทุนปรับปรุงแล้ว 0.13 ดอลลาร์ต่อหุ้น
|
ดีกว่าคาด ทั้งรายได้และผลขาดทุนที่น้อยกว่าคาด
|
กำไรถูกกระทบจากค่าใช้จ่ายซื้อกิจการ Terns แต่ธุรกิจพื้นฐานยังแข็งแกร่ง
|
|
Pfizer
|
รายได้ 15.03 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นประมาณ 3% YoY; กำไรต่อหุ้นปรับปรุงแล้ว 0.77 ดอลลาร์
|
ดีกว่าคาด รายได้สูงกว่าคาดราว 4% และกำไรสูงกว่าคาดราว 13%
|
การเติบโตมาจากยารุ่นเดิมมากกว่ายาใหม่ ขณะที่รายได้ผลิตภัณฑ์โควิดลดลงมาก
|
|
BioNTech
|
รายได้ 105.6 ล้านยูโร ลดลง 60% YoY; ขาดทุนปรับปรุงแล้ว 2.22 ยูโรต่อหุ้น
|
ต่ำกว่าคาด ทั้งรายได้และผลขาดทุน
|
ความต้องการวัคซีนโควิดอ่อนแอกว่าคาด และรายได้บางส่วนถูกเลื่อนไปหลังปี 2026
|
- Amgen มีรายได้และกำไรสูงกว่าคาด โดยรายได้จาก Repatha เพิ่มขึ้น 37%, Evenity เพิ่มขึ้น 38%, Tezspire เพิ่มขึ้น 42% และ Uplizna เพิ่มขึ้น 90% ช่วยชดเชย Prolia และผลิตภัณฑ์เก่าบางรายการที่ลดลง
- Merck มีรายได้ 16.61 พันล้านดอลลาร์ สูงกว่าคาด 16.35 พันล้านดอลลาร์ โดย Keytruda สร้างยอดขาย 8.37 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ Keytruda Qlex และ Winrevair มีรายได้ 463 ล้านดอลลาร์และ 588 ล้านดอลลาร์ตามลำดับ
- Pfizer มีรายได้ 15.03 พันล้านดอลลาร์ สูงกว่าคาด 14.41 พันล้านดอลลาร์ โดย Eliquis เพิ่มขึ้น 21% เป็น 2.43 พันล้านดอลลาร์ และ Vyndaqel เพิ่มขึ้น 9.1% เป็น 1.76 พันล้านดอลลาร์
- BioNTech มีรายได้เพียง 105.6 ล้านยูโร ลดลง 60% และต่ำกว่าคาด 153.9 ล้านยูโร ขณะที่ผลขาดทุนจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นเป็น 948.1 ล้านยูโร
2) แรงสนับสนุนมาจากอะไร
2.1 Amgen
แรงสนับสนุนมาจากการเติบโตเชิงปริมาณและการกระจายตัวของผลิตภัณฑ์ โดยกลุ่มยาหลัก 6 รายการเติบโตรวม 26% และคิดเป็นเกือบ 70% ของยอดขายผลิตภัณฑ์ ทั้ง Repatha, Evenity, Tezspire, Uplizna, Imdelltra และผลิตภัณฑ์จาก Horizon ช่วยลดการพึ่งพายารุ่นเก่า นอกจากนี้กระแสเงินสดอิสระเพิ่มขึ้นเป็น 3.5 พันล้านดอลลาร์ จาก 1.9 พันล้านดอลลาร์ในปีก่อน
2.2 Merck
แรงสนับสนุนมาจาก Keytruda ที่ยังเติบโต รวมถึงยาใหม่ที่เริ่มมีขนาดรายได้มากขึ้น โดยเฉพาะ Winrevair, Keytruda Qlex, Ohtuvayre และ Capvaxive ธุรกิจ Animal Health ยังเติบโตประมาณ 8% ช่วยเพิ่มความหลากหลายของรายได้ ขณะที่ยอดขายที่ไม่รวม Keytruda โดยรวมดีกว่าคาด
2.3 Pfizer
แรงสนับสนุนหลักมาจากยารุ่นเดิม ได้แก่ Eliquis และ Vyndaqel รวมถึงยามะเร็งบางรายการ เช่น Padcev, Inlyta และ Lobrena ตลอดจนการควบคุมค่าใช้จ่ายและอัตราภาษีที่ต่ำกว่าคาด อย่างไรก็ตาม Comirnaty ลดลง 34% และ Paxlovid ลดลง 95% สะท้อนว่าบริษัทอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากรายได้โควิดอย่างเต็มรูปแบบ
2.4 BioNTech
ยังไม่มีแรงสนับสนุนจากธุรกิจเชิงพาณิชย์ใหม่เพียงพอที่จะชดเชยวัคซีนโควิด จุดบวกอยู่ที่ฐานะเงินสดและการลงทุนในมะเร็ง โดยมีโครงการระยะสำคัญ 14 โครงการ และมีผลการศึกษาระยะท้ายหลายรายการรอประกาศ แต่ปัจจุบันยังเป็นเรื่องของมูลค่าในอนาคตมากกว่ารายได้ระยะสั้น
3) แนวโน้มและประเด็นจาก Earnings Call
Amgen: ปรับเพิ่มประมาณการจากยอดขายที่แข็งแกร่ง
- บริษัทปรับเพิ่มคาดการณ์รายได้ปี 2026 เป็น 38.2–39.4 พันล้านดอลลาร์ จากเดิม 37.1–38.5 พันล้านดอลลาร์ และเพิ่มประมาณการกำไรต่อหุ้นปรับปรุงแล้วเป็น 22.30–23.50 ดอลลาร์ ฝ่ายบริหารมองว่าผลิตภัณฑ์หลักและการขยายข้อบ่งใช้จะสนับสนุนการเติบโตได้ต่อเนื่อง
- ประเด็นสำคัญจาก Earnings Call คือ MariTide ยังคงเป็นโครงการหลักในตลาดโรคอ้วน โดยอยู่ในการศึกษาระยะที่ 3 และอาจมีจุดเด่นจากความถี่ในการฉีดเพียง 4–6 ครั้งต่อปี แต่บริษัทหยุดพัฒนา AMG 513 ทำให้พอร์ตโรคอ้วนกระจุกตัวอยู่กับ MariTide มากขึ้น
Merck: เพิ่มประมาณการรายได้ แต่กำไรถูกกดดันจากดีล
- บริษัทเพิ่มคาดการณ์รายได้ปี 2026 เป็น 66.3–67.3 พันล้านดอลลาร์ แต่ลดประมาณการกำไรต่อหุ้นปรับปรุงแล้วเหลือ 2.66–2.76 ดอลลาร์ เนื่องจากค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการซื้อ Terns และ Cidara มากกว่าการอ่อนแอของธุรกิจพื้นฐาน
- ผู้บริหารมีความเชื่อมั่นมากขึ้นต่อการสร้างการเติบโตหลัง Keytruda โดยเน้น Winrevair, Lipfendra, Keytruda Qlex และโครงการยาระยะท้ายหลายรายการ รวมถึงยังเปิดรับการซื้อกิจการขนาดประมาณ 1–15 พันล้านดอลลาร์เพื่อเสริมพอร์ตยา
Pfizer: เพิ่มกรอบล่างรายได้และเร่งลดต้นทุน
- Pfizer เพิ่มคาดการณ์รายได้เป็น 60.5–62.5 พันล้านดอลลาร์ จากเดิม 59.5–62.5 พันล้านดอลลาร์ และคงประมาณการกำไรต่อหุ้นที่ 2.80–3.00 ดอลลาร์ พร้อมขยายโครงการเพิ่มประสิทธิภาพ โดยตั้งเป้าประหยัดต้นทุนเพิ่มเติมผ่านปี 2029
- ฝ่ายบริหารให้น้ำหนักกับการดำเนินงานตามแผนจากสินทรัพย์ที่ซื้อมาแล้ว มากกว่าการทำดีลขนาดใหญ่อีกครั้งในระยะใกล้ และชี้ว่ามีผลการศึกษาสำคัญจากพอร์ตมะเร็งและโรคอ้วนในช่วง 12 เดือนข้างหน้า อย่างไรก็ตาม ตลาดยังต้องการหลักฐานเพิ่มเติมว่ายาใหม่จะสร้างยอดขายเพียงพอ
BioNTech: ลดประมาณการและจัดลำดับโครงการวิจัยใหม่
- บริษัทลดคาดการณ์รายได้ปี 2026 เหลือ 1.6–1.9 พันล้านยูโร จาก 2.0–2.3 พันล้านยูโร และลดงบวิจัยและพัฒนาเป็น 2.0–2.3 พันล้านยูโร เนื่องจากวัคซีนโควิดอ่อนแอกว่าคาด สินค้าคงคลังในเยอรมนียังเหลือ และรายได้จากความสำเร็จบางรายการถูกเลื่อนออกไป
- Earnings Call เน้นการจัดลำดับเงินลงทุนไปยังโครงการมะเร็งที่อยู่ในระยะก้าวหน้ามากที่สุด โดยเฉพาะ pumitamig และยากลุ่ม ADC แต่การลดงบวิจัยกลางปีอาจสะท้อนว่าการทดลองบางรายการจะเริ่มช้ากว่าเดิม นอกจากนี้ การเปลี่ยนผู้บริหารสูงสุดในต้นปี 2027 เพิ่มความเสี่ยงด้านการส่งต่อกลยุทธ์
4) ความเสี่ยงสำคัญ
|
บริษัท
|
ความเสี่ยงหลัก
|
|
Amgen
|
ยารุ่นเก่าลดลงเร็วกว่าคาด, ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของ Tavneos, MariTide มีผลข้างเคียงหรือประสิทธิผลด้อยกว่าคู่แข่ง, พอร์ตโรคอ้วนกระจุกตัว
|
|
Merck
|
การพึ่งพา Keytruda สูง, ยาใหม่หลายรายการต้องประสบความสำเร็จพร้อมกัน, ความเสี่ยงจากการซื้อกิจการและค่าใช้จ่ายวิจัย, การเปลี่ยนผู้ป่วยไปใช้ Qlex อาจไม่เร็วพอ
|
|
Pfizer
|
Patent Cliff ขนาดใหญ่, พอร์ตยาใหม่ยังไม่พิสูจน์ศักยภาพ, ความเสี่ยงจากการซื้อ Seagen, รายได้โควิดลดลง, การลดต้นทุนไม่สามารถทดแทนการหดตัวของรายได้
|
|
BioNTech
|
รายได้วัคซีนโควิดลดเร็วกว่าคาด, ยังไม่มีผลิตภัณฑ์มะเร็งวางตลาด, ความเสี่ยงการทดลองทางคลินิก, การเปลี่ยนผู้บริหาร และการใช้เงินสดต่อเนื่อง
|
Amgen ยังเผชิญกรณี Tavneos หลังงานวิจัยสำคัญถูกถอน และหน่วยงานกำกับดูแลสหรัฐฯ กับยุโรปเสนอให้ถอนยาออกจากตลาด แม้บริษัทยังคัดค้านข้อเสนอดังกล่าว
5) ประเด็น Patent Cliff
Patent Cliff คือช่วงที่สิทธิบัตรยาหลักหมดอายุและเปิดทางให้ยาสามัญหรือยาชีววัตถุคล้ายคลึงเข้ามาแข่งขัน จนยอดขายและราคาของยาต้นแบบลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ได้ชัดเจน
Merck: ความเสี่ยงสูงและเป็นประเด็นหลักที่สุด
- Keytruda สร้างรายได้ประมาณครึ่งหนึ่งของบริษัท และสิทธิบัตรหลักเริ่มหมดอายุตั้งแต่ปี 2028 ทำให้ Merck ต้องสร้างรายได้ทดแทนจากยาหลายตัวพร้อมกัน กลยุทธ์สำคัญคือการเปลี่ยนผู้ป่วยไปใช้ Keytruda Qlex ซึ่งเป็นยาฉีดใต้ผิวหนัง ใช้เวลาบริหารยาน้อยกว่า และมีสิทธิบัตรแยกต่างหาก ช่วยยืดวงจรรายได้บางส่วนหลัง Keytruda แบบเดิมเผชิญยาชีววัตถุคล้ายคลึง
- อย่างไรก็ตาม Qlex เป็นเพียงเครื่องมือบรรเทาผลกระทบ ไม่สามารถขจัด Patent Cliff ได้ทั้งหมด โดย Merck ยังต้องอาศัย Winrevair, Lipfendra, Ohtuvayre และพอร์ตมะเร็งรุ่นใหม่เพื่อให้การลดลงของกำไรหลังปี 2028 อยู่ในระดับจำกัด
Pfizer: Patent Cliff ใหญ่และทัศนวิสัยการทดแทนยังต่ำ
- Pfizer ประเมินว่ารายได้ประมาณ 35 พันล้านดอลลาร์มีความเสี่ยงจากการหมดสิทธิบัตรภายในสิ้นทศวรรษ โดยครอบคลุมยาสำคัญ เช่น Eliquis, Ibrance และ Vyndaqel ปัญหาคือผลประกอบการรอบนี้ยังได้รับแรงขับเคลื่อนจากยาเหล่านี้ จึงไม่ได้ลดความกังวลเรื่องรายได้ในอนาคต
- บริษัทต้องอาศัยพอร์ตมะเร็งจาก Seagen ยาโรคอ้วน และผลิตภัณฑ์ใหม่หลายรายการ แต่ความล้มเหลวของยามะเร็งบางโครงการและการตั้งด้อยค่า 3.8 พันล้านดอลลาร์ ทำให้ตลาดยังไม่ให้มูลค่ากับเป้าหมายการเติบโตระดับสูงของบริษัท
Amgen: อยู่ระหว่างเปลี่ยนผ่านจากยารุ่นเก่า
- Prolia, Enbrel, Neulasta และยารุ่นเก่าหลายรายการกำลังเผชิญการแข่งขันหรือการหมดสิทธิบัตร โดย Prolia ลดลง 32% และ Xgeva ลดลง 34% ในไตรมาสนี้ อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงถูกกระจายมากกว่า Merck และ Pfizer เนื่องจาก Amgen มีผลิตภัณฑ์ใหม่หลายรายการที่กำลังเติบโตพร้อมกัน
BioNTech: ไม่ใช่ Patent Cliff แบบดั้งเดิม
- BioNTech ไม่ได้เผชิญ Patent Cliff จากยาหลักในลักษณะเดียวกับบริษัทขนาดใหญ่ แต่เผชิญ Demand Cliff จากวัคซีนโควิด ซึ่งรายได้ลดลงก่อนที่จะมียามะเร็งเข้ามาทดแทน ประเด็นสำคัญจึงเป็นความเร็วในการเปลี่ยนจากบริษัทวัคซีนไปสู่บริษัทมะเร็ง มากกว่าการหมดอายุสิทธิบัตรของผลิตภัณฑ์
6) มุมมองของ InnovestX
- ภาพรวมผลประกอบการกลุ่มยา 2Q26 ค่อนข้างแข็งแกร่ง โดย Amgen, Merck และ Pfizer รายงานรายได้ดีกว่าคาดและปรับเพิ่มประมาณการยอดขายทั้งปี สะท้อนว่าความต้องการยาหลักและยาใหม่ยังเติบโต อย่างไรก็ตาม คุณภาพของผลประกอบการแตกต่างกัน โดย Amgen และ Merck มีแรงสนับสนุนจากผลิตภัณฑ์ใหม่ที่กระจายตัวมากกว่า ขณะที่ Pfizer ยังพึ่งพายารุ่นเดิม ส่วน BioNTech ยังคงถูกกดดันจากรายได้วัคซีนโควิดที่ลดลงเร็วกว่าคาด
- ประเด็นสำคัญของอุตสาหกรรมในระยะถัดไปจึงไม่ใช่เพียงการเติบโตของกำไรระยะสั้น แต่เป็นความสามารถในการสร้างรายได้ใหม่เพื่อชดเชย Patent Cliff โดยเฉพาะ Merck และ Pfizer ที่มีรายได้จำนวนมากเสี่ยงลดลงจากการหมดสิทธิบัตร ขณะที่ Amgen เริ่มเห็นยาใหม่ช่วยชดเชยผลิตภัณฑ์เดิมได้ชัดเจนกว่า ส่วน BioNTech ต้องพิสูจน์ว่าสามารถเปลี่ยนจากรายได้วัคซีนไปสู่ธุรกิจมะเร็งได้ตามแผน
- ในเชิงกลยุทธ์ เรายังมองว่ากลุ่มยามีความน่าสนใจในฐานะกลุ่มเชิงรับ เนื่องจากรายได้มีความผันผวนตามเศรษฐกิจค่อนข้างต่ำและมีปัจจัยเฉพาะจากการเปิดตัวยาใหม่ แต่การฟื้นตัวของหุ้นมีแนวโน้มแตกต่างกันรายบริษัท จึงควรเลือกลงทุนในบริษัทที่มียาใหม่เริ่มสร้างยอดขายจริง มีผลการทดลองระยะท้ายรองรับ และมีความสามารถชดเชยรายได้จากยาที่ใกล้หมดสิทธิบัตร มากกว่าการให้น้ำหนักกับหุ้นที่ดูราคาถูกหรืออาศัยการลดต้นทุนเพียงอย่างเดียว
- จากปัจจัยดังกล่าว เรามอง Amgen และ Merck เด่นกว่ากลุ่ม จากโครงสร้างรายได้และผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เริ่มมีบทบาทมากขึ้น ขณะที่ Pfizer ยังต้องรอหลักฐานจากพอร์ตมะเร็งและโรคอ้วน ส่วน BioNTech เหมาะกับการลงทุนตามเหตุการณ์จากผลการทดลองมากกว่าการลงทุนจากแนวโน้มกำไรระยะสั้น.
ข้อสงวนสิทธิ์
ข้อมูล ความเห็น บทวิเคราะห์ ราคา การคาดการณ์ และ/หรือ ข้อมูลอื่นใด (“ข้อมูล”) ที่ปรากฏ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยมีที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“INVX”) ไม่รับรองความถูกต้อง ครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นการรับประกันราคาหรือผลตอบแทน คำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือชักชวนให้เสนอซื้อหรือเสนอขายหลักทรัพย์ใด INVX และ/หรือ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของ INVX ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันเป็นผลมาจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลดังกล่าว
INVX และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น INVX และ/หรือ บริษัทในเครือ SCBX อาจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ บนหลักทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ รวมถึงอาจมีการทำธุรกรรมอื่นใดในหลักทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึง อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน