
การลงนาม MOU ระหว่างไทยและเมียนมาเพื่อขยายเวลาจ้างแรงงานกว่า 4 ล้านคนออกไปอีก 5 ปี และตั้งเป้าหมายผลักดันมูลค่าการค้าให้แตะระดับ 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ ถือเป็นปัจจัยบวกสำคัญที่ช่วยแก้ปัญหาคอขวดเรื่องการขาดแคลนแรงงานของอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น ควบคู่ไปกับการกระตุ้นเศรษฐกิจแนวชายแดนให้กลับมาฟื้นตัว ในเชิงกลยุทธ์จึงแนะนำ "เก็งกำไร" หุ้นรับอานิสงส์ 2 ธีมเทรดดิ้ง ได้แก่ 1) กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากปลดล็อกเรื่องแรงงาน (CK STECON GFPT BTG CPF) และ 2) กลุ่มที่ได้อานิสงส์จากบรรยากาศชายแดนฟื้นตัว ทั้งค้าปลีก เครื่องดื่ม และการแพทย์ (MEGA TNP CBG OSP CHG BCH) อย่างไรก็ตาม ต้องระมัดระวังความเสี่ยงด้าน ESG ในกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ที่มีสัมปทานหรือลงทุนทางตรงกับรัฐบาลทหารเมียนมา ซึ่งอาจเผชิญแรงกดดันจากการถูกลดน้ำหนักลงทุนของกองทุนต่างชาติ
📌 FACT: ลงนาม MOU ฟื้นฟูความสัมพันธ์การค้าและปลดล็อกแรงงานเมียนมา
เมื่อวานนี้ (6 ส.ค.) ในงาน Thailand-Myanmar Business Forum 2026 นายกรัฐมนตรีไทยและผู้นำเมียนมา ได้หารือภายใต้วิสัยทัศน์ “เศรษฐกิจต้องเดินหน้า” โดยมีประเด็นที่มีน้ำหนักต่อตลาด คือ การลงนาม MOU ขยายระยะเวลาจ้างงานแรงงานเมียนมาในไทยกว่า 4 ล้านคน ออกไปอีก 5 ปี เพื่อดึงเข้าสู่ระบบที่ถูกต้องและรับการคุ้มครองผ่านระบบประกันสังคม
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายตั้งเป้าผลักดันมูลค่าการค้าทวิภาคีให้บรรลุ 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (จากเดิมราว 7,400 ล้านดอลลาร์) ผ่านกลไกสำคัญ เช่น การเร่งฟื้นฟูจุดผ่านแดน (สะพานมิตรภาพแม่สอด–เมียวดี), การนำระบบชำระเงินสกุลท้องถิ่น (บาท-จ๊าด) มาใช้อำนวยความสะดวกทางการค้า, และการส่งเสริมเอกชนขยายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ที่ไทยปรับบทบาทเป็นผู้เชื่อมโยงคมนาคมจากกาญจนบุรี (ขณะที่ผู้ลงทุนหลักเปลี่ยนเป็นรัฐบาลทหารเมียนมาและรัสเซีย)
💥 IMPACT: วิเคราะห์ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและมิติความเสี่ยง
InnovestX มองบวกต่อการลงนาม MOU ข้างต้น โดยการยืดอายุ MOU แรงงาน 5 ปี ถือเป็นการปลดล็อกปัญหาคอขวดที่สำคัญที่สุดของภาคอุตสาหกรรมไทยที่ต้องพึ่งพาแรงงานเข้มข้น (Labor-Intensive) ช่วยขจัดความกังวลเรื่องการขาดแคลนแรงงานและการหยุดชะงักของสายการผลิตและการก่อสร้าง ขณะที่การกระตุ้นการค้าชายแดนและระบบชำระเงินท้องถิ่น จะช่วยเร่งตัวยอดขายของกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคให้คึกคักอีกครั้ง
อย่างไรก็ดี มีความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อนขึ้นที่ต้องจับตา สำหรับบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ที่มีสัมปทานหรือลงทุนทางตรงกับรัฐบาลทหารเมียนมา (รวมถึงโครงการทวาย) เนื่องจากมาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตกที่ตัดเมียนมาและรัสเซียออกจากระบบการเงินโลก อาจสร้างความเสี่ยงให้เอกชนไทยโดนคว่ำบาตรเกี่ยวเนื่อง (Secondary Sanctions) ผนวกกับข้อจำกัดด้านนโยบายการลงทุน (Fund Mandate) ของสถาบันต่างชาติที่อิงหลักความยั่งยืน (ESG) ส่งผลให้หุ้นกลุ่มนี้อาจถูกคัดออกจากพอร์ต (Exclusion List) และเผชิญแรงกดดันด้านมูลค่า (De-rating) แม้บริษัทจะมีปัจจัยพื้นฐานที่ดีก็ตาม
🎯 ACTION: เก็งกำไรในหุ้นที่ได้ประโยชน์ MOU ไทย-เมียนมา
ในเชิงกลยุทธ์ลงทุนระยะสั้นแนะนำ "เก็งกำไร" (Trading Buy) ตามปัจจัยข่าว (Event-Driven) สำหรับหุ้นที่จะได้ประโยชน์จากการลงนาม MOU ไทย-เมียนมาในครั้งนี้ แบ่งเป็น 2 ธีมเทรดดิ้ง ได้แก่
1) ธีมหุ้นที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการบริหารจัดการต้นทุนแรงงานที่มีเสถียรภาพมากขึ้นหรือการปลดล็อกปัญหาแรงงาน ได้แก่ กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง (CK STECON) และ กลุ่มอาหาร-การเกษตร (GFPT BTG CPF)
2) ธีมหุ้นที่ได้รับอานิสงส์จากบรรยากาศการค้าชายแดนที่ฟื้นตัว ได้แก่ กลุ่มค้าปลีก (MEGA TNP) และกลุ่มเครื่องดื่ม (CBG OSP) ที่มีสัดส่วนรายได้จากการส่งออกผ่านชายแดนเมียนมา รวมทั้งกลุ่มการแพทย์ (CHG BCH) ที่มีสาขาของ รพ. ในเครืออยู่ใกล้ชายแดนเมียนมา
(ข้อมูลเพิ่มเติม : MEGA มีสัดส่วนรายได้จากเมียนมาสูงถึง 30-35%, CBG และ OSP มีสัดส่วนรายได้จากเมียนมาราว 10%, TNP มีสาขาที่อยู่ใกล้ชายแดนเมียนมาเ ซึ่งสร้างรายได้ราว 5-10%, CHG มี รพ. จุฬารัตน์แม่สอด จ.ตาก คิดเป็น 4% ของรายได้, BCH มี รพ.เกษมราษฎร์แม่สาย คิดเป็น 1-2% ของรายได้)
(หมายเหตุ: สำหรับกลุ่มท่องเที่ยว, ธนาคาร, โรงไฟฟ้า ประเมินมีผลกระทบทางตรงค่อนข้างจำกัดและไม่มีนัยสำคัญต่อประมาณการกำไร)
#InnovestX Investment Strategy & Research
ข้อสงวนสิทธิ์
ข้อมูล ความเห็น บทวิเคราะห์ ราคา การคาดการณ์ และ/หรือ ข้อมูลอื่นใด (“ข้อมูล”) ที่ปรากฏ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยมีที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“INVX”) ไม่รับรองความถูกต้อง ครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นการรับประกันราคาหรือผลตอบแทน คำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือชักชวนให้เสนอซื้อหรือเสนอขายหลักทรัพย์ใด INVX และ/หรือ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของ INVX ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันเป็นผลมาจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลดังกล่าว
INVX และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น INVX และ/หรือ บริษัทในเครือ SCBX อาจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ บนหลักทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ รวมถึงอาจมีการทำธุรกรรมอื่นใดในหลักทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึง อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน อ่านต่อ: > ข้อสงวนสิทธิ์.pdf