Special Report - Thai Stocks

⚽World Cup 2026 Strategy: สถิติและจังหวะทำกำไรรับอานิสงส์ฟุตบอลโลก

By ณัฏฐ์วริน ไตรภพสกุล|14 May 26 4:12 PM
cffdb0c7-f392-4958-8c9b-e7b51c631d7e
สรุปสาระสำคัญ

ในช่วงมหกรรมฟุตบอลโลก 2569 มองเป็นโอกาสเข้าเก็งกำไรหุ้น Domestic Play เนื่องจากจะมีแรงขับเคลื่อนหลักจากเม็ดเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจผ่านกลุ่มพาณิชย์ อาหาร เครื่องดื่ม สื่อสารและสื่อบันเทิง ซึ่งมักจะสร้างผลตอบแทนได้โดดเด่นกว่า SET อย่างมีนัยสำคัญ สำหรับกลยุทธ์ลงทุนที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่าความเสี่ยงที่สุด คือ การลงทุนแบบ Early Bird Play โดยเข้าสะสมหุ้นเป้าหมายล่วงหน้าประมาณ 2 สัปดาห์ถึง 1 เดือนก่อนเริ่มการแข่งขัน ซึ่งตามสถิติมีโอกาสสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึง 3.7-5.0% และมี Win Rate สูงกว่า 60%  ขณะที่ควรพิจารณาขายทำกำไรในลักษณะ Sell on Fact ในช่วงมีการแข่งขัน ส่วนนักลงทุนสายเก็งกำไรที่เน้น Momentum Play ในช่วงแข่งขันควรเน้นการเข้าออกที่รวดเร็ว เพราะตามสถิติให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเพียง 1% เท่านั้น

📌มหกรรมฟุตบอลโลก 2569 (World Cup 2026) ที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 11 มิ.ย.-19 ก.ค. 69  ถือเป็น Seasonal Event ที่มีผลเชิงจิตวิทยาการลงทุนต่อตลาดหุ้นไทย เพราะสามารถสร้างแรงบวกจูงใจให้เกิดการเก็งกำไรให้กับกลุ่ม Domestic Play ของไทยได้อย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนได้จากสถิติย้อนหลัง 4 รอบล่าสุด (ปี 2565, 2561, 2557, 2553) พบว่า SET มักให้ผลตอบแทนเป็นบวกในช่วงที่มีการแข่งขันเฉลี่ยราว 1.5% ด้วย Win Rate 75% (ชนะ 3 ใน 4 ครั้ง โดยมีเพียงปี 2561 ที่ผลตอบแทนติดลบ -4.1% จากผลกระทบของสงครามการค้าที่ฉุดความเชื่อมั่นโลก) อย่างไรก็ดี ประเด็นที่น่าสนใจ คือ กลุ่มหุ้นที่รับอานิสงส์โดยตรงจากฟุตบอลโลกมักจะให้ผลตอบแทนและ Win Rate ที่โดดเด่นกว่าเมื่อเทียบกับ SET ได้แก่

  1. กลุ่มพาณิชย์ : ได้ประโยชน์จากการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น ขนม เครื่องดื่ม และอาหาร เพื่อใช้ในการรับชมถ่ายทอดสดจะสูงขึ้น
  2. กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม : ได้ประโยชน์จากยอดขายเครื่องดื่ม รวมถึงยอดสั่งอาหารเพื่อสังสรรค์ดูบอลจะสูงขึ้น
  3. กลุ่มสื่อสารและสื่อบันเทิง : ได้ประโยชน์จากความต้องการใช้ Data ที่สูงขึ้นสำหรับดูผลบอลสดหรือสตรีมมิ่ง รวมทั้งการใช้เม็ดเงินโฆษณาที่เพิ่มขึ้นจากแบรนด์สินค้าต่างๆ ที่เข้ามาเป็น Sponsor

 

🎯มุมมองกลยุทธ์ลงทุน : เมื่ออิงจากสถิติ World Cup 4 ครั้งล่าสุด ซึ่งคาดจะมีเม็ดเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจจากการใช้จ่ายด้านบริโภคในประเทศเพื่อรับชมการถ่ายทอดสด และจะเป็นปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นราคาหุ้น Event Play ที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น INVX จึงแบ่งกลยุทธ์ลงทุนตามช่วงเวลา เพื่อหาจังหวะทำกำไร ดังนี้

  1. Early Bird Play : จากสถิติการเข้าซื้อล่วงหน้า 2 สัปดาห์-1 เดือนก่อนเริ่มแข่งขันจะให้ Risk/Reward ดีสุด ด้วย Win Rate > 60% โดยหากซื้อเพื่อไปขายทำกำไรก่อนแข่งขันวันแรกจะได้ผลตอบแทนเฉลี่ยราว 3.7%-4.0% (หรือ หากซื้อเพื่อไปขายทำกำไรวันสุดท้ายของการแข่งขันจะได้ผลตอบแทนเฉลี่ยราว 7%-5.0%) ซึ่งมองมีสาเหตุเกิดจากราคาหุ้นยังไม่ได้สะท้อนข่าวไปทั้งหมดและเพิ่งจะเริ่มมีการนำเสนอประเด็นบอลโลกอย่างต่อเนื่อง จึงมองเป็นโอกาส “Selective Buy” ในหุ้นที่คาดจะมีแรงซื้อเก็งกำไรเข้ามา อาทิ CPALL CPAXT CENTEL MINT ADVANC TRUE PLANB CBG HTC ICHI ขณะที่แนะนำหาจังหวะขายทำกำไรในช่วงที่มีแข่งขัน เพราะมักเกิด "Sell on Fact" หลังการแข่งขันเริ่มแล้ว
  2. Momentum Play: จากสถิติหากซื้อในช่วงมีการแข่งขัน โดยซื้อวันแข่งแรกและไปขายวันสุดท้ายของการแข่งขันจะได้ผลตอบแทนเฉลี่ยเพียงราว 1% และมี Win Rate ต่ำกว่า 60% แต่ยังเป็นโอกาสสำหรับสายเก็งกำไรระยะสั้น จึงมองเป็นโอกาส “Trading Buy” เน้นเข้าเร็วออกเร็ว โดยอาศัยกระแสข่าวที่กำลังพุ่งสู่จุดสูงสุด ซึ่งจากสถิติเดิมหุ้นที่คาดจะมีการปรับขึ้นได้ดีในช่วงแข่งขัน อาทิ CENTEL MINT CPAXT CPALL  

Screenshot-2026-05-14-161709.jpg


#InnovestXResearch

Author
Slide2
ณัฏฐ์วริน ไตรภพสกุล

นักกลยุทธ์การลงทุนและนักวิเคราะห์อาวุโสกลุ่มหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก

Most Read
1/5
Related Articles
Most Read
1/5