
Update ทรัมป์ระงับโจมตีอิหร่าน 2 สัปดาห์ เปิดทางเจรจาหยุดยิงและเปิด Hormuz ส่งสัญญาณคลี่คลาย วางกลยุทธ์ลงทุนเชิง selective risk-on
by INVX Investment Products & Strategy
8 เมษายน 2569
สรุปสถานการณ์
ประธานาธิบดี Donald Trump ตัดสินใจระงับการโจมตีอิหร่านเป็นเวลา 2 สัปดาห์ เพื่อเปิดทางสู่การเจรจาหยุดยิง โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือการเปิด Strait of Hormuz อย่างสมบูรณ์ สะท้อนสัญญาณ de-escalation ที่มีนัยสำคัญต่อความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์โลก
เราประเมินว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะเป็น turning point สำคัญที่ทำให้ตลาดมองว่า tail risk ด้านภูมิรัฐศาสตร์มีโอกาสผ่านจุดสูงสุด (peak risk) แล้ว ส่งผลให้ราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับลดลงจากระดับสูง และแรงกดดันเงินเฟ้อเริ่มคลี่คลาย
Implications
เราประเมินว่าสถานการณ์ที่เริ่มคลี่คลาย นำไปสู่การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ที่มีโอกาสบรรลุข้อตกลงได้สำเร็จ ในกรณีนี้ตลาดจะตีความว่า tail risk ด้านภูมิรัฐศาสตร์ได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว (peak risk) ส่งผลให้ราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับลดลงจากระดับสูง ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อเริ่มคลี่คลาย และเปิดทางให้ธนาคารกลาง โดยเฉพาะ Fed กลับมาดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายได้เหมือนเดิมในช่วง 2H26
ในกรณีนี้ เราคาดว่าเศรษฐกิจโลกจะยังคงขยายตัวในระดับชะลอลง แต่ไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย ขณะที่ bond yield มีแนวโน้มปรับลดลงตามเงินเฟ้อที่จะผ่อนคลายลงในระยะถัดไป และ Fed ที่มีโอกาสลดความเข้มงวดของนโยบายการเงินลง ส่งผลให้ financial conditions เริ่มผ่อนคลาย อีกครั้ง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการ re-rate ของสินทรัพย์เสี่ยง
Investment Strategy
🔵 Core Allocation (ถือระยะยาว – รับ de-escalation)
ในเชิงกลยุทธ์ เราแนะนำให้ปรับพอร์ตเข้าสู่ selective risk-on โดยให้น้ำหนักกับตลาดหุ้นกลุ่ม DM มากกว่า EM เนื่องจากยังมีความได้เปรียบด้าน earnings resilience และค่าเงินดอลลาร์ที่มีโอกาสแข็งค่าขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับค่าเงินของกลุ่ม EM โดยเน้นลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ (กองทุน K-US500X-A(A)) และตลาดหุ้นญี่ปุ่น (กองทุน KT-JAPANALL-A) ที่ได้รับแรงหนุนจากการบริโภคภายในประเทศ (domestic demand) ที่แข็งแกร่ง และนโยบายภาครัฐ ขณะที่กลุ่มหุ้นที่ควรเน้นคือที่มี Quality / Earnings resilience สูง
🟢 Satellite Port (ถือระยะสั้นถึงกลาง - รับ Risk on sentiment และ Yield ลดลง)
แม้สถานการณ์ยังไม่ fully resolved แต่สัญญาณ de-escalation ช่วยหนุน risk sentiment และเปิด downside ต่อ bond yield เราจึงแนะนำ tactical positioning ในสินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์จาก yield ที่เริ่มปรับลดลง ได้แก่ REITs (กองทุน MGPROP-AC และ MPDIVMF) และหุ้นขนาดเล็กในสหรัฐฯ (กองทุน SCBRS2000(A)) มีแนวโน้มได้รับแรงหนุนจาก Bond Yield ที่ลดลงในระยะสั้นเป็นอย่างน้อย ขณะที่สัญญาณ Risk-on มากขึ้น ส่งผลให้สินทรัพย์เสี่ยงมีโอกาสฟื้นตัว โดยเฉพาะกลุ่ม Software ที่ถูกกดดันก่อนหน้า (กองทุน MEGA10CYBER-A)
ด้านตราสารหนี้ นักลงทุนอาจพิจารณาลงทุนใน short-to-medium duration โดยยังคงแนะให้ลงทุนในตราสารหนี้อายุไม่เกิน 5 ปี เพื่อรับประโยชน์จาก bond yield ที่มีแนวโน้มลดลง พร้อมเน้นกลุ่มที่มีอันดับความน่าเชื่อถือสูง (quality credit) หรือพันธบัตร เป็นหลัก (กองทุน SCBTMFPLUS-I และ K-GSF(UH)) ขณะที่ทองคำ (กองทุน K-GOLD-A(A)) ได้แรงหนุนจาก bond yield ปรับลดลงและยังคงมีบทบาทเป็น portfolio hedge แม้แรงหนุนระยะสั้นจาก War premium ลดลงจาก risk sentiment ที่ดีขึ้น
🟠 Structural Theme (ทยอยสะสม)
อีกหนึ่งธีมสำคัญที่ยังคงน่าสนใจ (Long-term opportunity) คือ Energy Transition โดยความผันผวนของราคาน้ำมันในช่วงที่ผ่านมาเป็นตัวเร่งให้หลายประเทศเร่งลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล โดยเรามองว่า Theme Energy Transition จะยังคงเป็น structural trend ที่สำคัญ ส่งผลให้การลงทุนใน Renewable Energy (กองทุน MRENEW-A), Nuclear (กองทุน LHNUKZ-A และ กองทุน PRINCIPAL GCLEAN-A) และ Energy Infrastructure เช่น กลุ่ม GRID (กองทุน A-GRID) มีแนวโน้มเร่งตัวต่อเนื่องในระยะกลางถึงยาว