PDF Available  
Macro Making Sense

สรุปสัมมนาประจำปีการนิคมฯ I-EA-T Fair 2026, ทิศทางการใช้จ่าย พรก. 4 แสนล้านบาท, บัญชีทรัมป์ (Trump Accounts) เปรียบเทียบกับ TISA

By ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์|13 Jul 26 6:24 AM
สรุปสาระสำคัญ
  • งานสัมมนา I-EA-T Fair 2026 ภายใต้แนวคิด "One Mind, One I-EA-T Powering Global Industry" ซึ่งจัดโดยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) โดยงานสัมมนาส่งสัญญาณว่าไทยกำลังเผชิญ "ภูมิทัศน์โลกใหม่" ที่ถูกกำหนดด้วยแรงขับสามด้าน ได้แก่ ภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ การพลิกผันของปัญญาประดิษฐ์ และกระแสความยั่งยืน โดยช่วงแรกฉายภาพเชิงนโยบาย ผ่านสภาพัฒน์ฯ BOI EEC และ กนอ. ซึ่งย้ำว่าอาเซียนและไทยคือ "จุดสว่าง" ของการลงทุนโลกท่ามกลางยุทธศาสตร์ China+1 และปัจจัยชี้ขาดยุคใหม่มิใช่เพียงต้นทุน แต่คือความมั่นคง ปลอดภัย และยืดหยุ่น ช่วงที่สองสะท้อนมุมมองภาคเอกชนระดับโลก จาก Delta, Murata และ BCG ที่ชี้ว่าอุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนจากแรงงานเข้มข้นสู่ทุนเข้มข้น โดยไทยต้องเร่งพัฒนาบุคลากรและไต่ระดับสู่การผลิตขั้นสูงอย่างการบรรจุภัณฑ์ขั้นสูงและโฟโตนิกส์ ส่วนช่วงสุดท้ายวางกรอบว่าการเปลี่ยนผ่านสีเขียว มิใช่ต้นทุนแต่คือเงื่อนไขการอยู่รอด ผ่านมุมมองของธนาคารโลก บพท. และ NFC ที่เน้นการให้เงินทุนแก่ "ระบบนิเวศ" เพื่อลดต้นทุนเงินทุนและรับมือมาตรการ CBAM ในส่วนของประเด็นศูนย์ข้อมูล (Data Center) ซึ่งมีข้อสังเกตจากบางภาคส่วนว่าอาจไม่คุ้มค่าเนื่องจากจ้างงานต่ำ ใช้พลังงานสูง เกิดการรั่วไหลผ่านการนำเข้า InnovestX ประเมินว่าข้อสังเกตดังกล่าวมองข้ามประโยชน์เชิงโครงสร้าง เนื่องจากการมีโครงสร้างพื้นฐานประมวลผลในประเทศจะลดทั้งความหน่วง ต้นทุน และอุปสรรคด้านอธิปไตยทางข้อมูล อีกทั้งยังเกื้อหนุนกับยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติและโครงการ Siam Silica ซึ่งหากสำเร็จจะยกระดับศักยภาพการเติบโตราว +0.15 ถึง +0.50 จุด และช่วย "เปลี่ยนเส้นทาง" การเติบโตของไทยจากภาวะไหลลงต่ำกว่า 2% ให้กลับมายืนเหนือระดับดังกล่าวได้ โดยสรุป INVX มองว่าไทยยังมีจุดแข็งพื้นฐานและความเชื่อมั่นจากนักลงทุนโลก แต่อนาคตขึ้นอยู่กับสามเสาหลักที่ต้องเดินไปพร้อมกัน คือ โครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต การพัฒนาบุคลากรและระบบนิเวศเทคโนโลยีขั้นสูง และการเปลี่ยนผ่านสีเขียวที่แข่งขันได้
  • ทิศทางการใช้จ่าย พรก. 4 แสนล้านบาท ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พรก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาทไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ฝ่ายบริหารได้เริ่มเสนอโครงการสำหรับวงเงินก้อนหลัง 2 แสนล้านบาท อาทิ การอุดหนุนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป การเปลี่ยนรถสาธารณะเป็นยานยนต์ไฟฟ้า และโครงการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดย INVX ประเมินว่าเม็ดเงินจะไหลไปสู่โครงการที่ให้ผลเร็ว (quick-win) มากกว่าการลงทุนเชิงโครงสร้าง เพราะติดเงื่อนไขต้องเบิกจ่ายให้เสร็จภายในกันยายนปีงบประมาณ 2027 ทำให้สัดส่วนการอุดหนุนสูง และมีค่าตัวคูณต่ำแต่ยังเพียงพอหนุน GDP ตามกรอบประมาณการ ซึ่ง INVX มองว่าแรงหนุนต่อเศรษฐกิจจะค่อยเป็นค่อยไป (gradual) และทยอยปรากฏในไตรมาส 4/2026 ถึงปี 2027 โดยกลุ่มที่ได้ประโยชน์ชัดที่สุดคือห่วงโซ่พลังงานสะอาด ผู้ติดตั้งโซลาร์ และผู้ให้บริการยานยนต์ไฟฟ้าและสถานีชาร์จ
  • บัญชีทรัมป์ (Trump Accounts) ที่รัฐบาลสหรัฐฯ เริ่มดำเนินการตั้งแต่ 4 กรกฎาคม 2026 จัดสรรเงินตั้งต้น 1,000 ดอลลาร์เข้าบัญชีลงทุนหลักทรัพย์อเมริกันให้เด็กที่เกิดระหว่างปี 2025–2028 พร้อมเงินสมทบจากภาคเอกชนและมหาเศรษฐี แม้จะถูกวิพากษ์ว่าเอื้อพวกพ้องและใช้เงินกู้เป็นแหล่งทุน แต่ก็ได้รับคำชมว่าเป็นการมอบ "หุ้นส่วนในระบบเศรษฐกิจ" ตั้งแต่แรกเกิดและเป็นเครื่องมือรองรับความเสี่ยงจากปัญญาประดิษฐ์ ทั้งนี้ ประโยชน์ทางภาษีที่แท้จริงมิใช่การลดหย่อน หากแต่เป็น "การเลื่อนภาษี" (tax deferral) โดยมีสถานะเป็นบัญชีเพื่อการเกษียณ (IRA) สำหรับเด็ก เมื่อ InnovestX เปรียบเทียบกับบัญชี TISA ของไทย พบว่าทั้งสองเป็นบัญชีที่ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อขยายฐานผู้ถือครองหลักทรัพย์และดึงเงินครัวเรือนเข้าสู่ตลาดทุน แต่ต่างกันตรงที่ TISA ให้ประโยชน์ "ขาเข้า" ผ่านสิทธิลดหย่อนภาษีสูงสุด 800,000 บาทต่อปีแก่ผู้ออมวัยทำงาน ขณะที่บัญชีทรัมป์เป็นการที่ภาครัฐจัดสรรเงินตั้งต้นแก่เด็กแรกเกิดโดยตรง โดยสรุป บัญชีทรัมป์เปรียบเสมือนการ "แจกทุน" เพื่อรับมือยุคปัญญาประดิษฐ์และดึงคนรุ่นใหม่คืนสู่ตลาดเสรี ส่วน TISA เป็นการ "จูงใจให้ออม" เพื่อรองรับสังคมสูงวัยและฟื้นฟูตลาดทุนไทย
Author
Slide3
ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์

หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ

Most Read
1/5
Related Articles
Most Read
1/5