PDF Available  
Macro Making Sense

Core CPI สหรัฐฯ เร่งตัวขึ้น MoM ตามที่ตลาดคาด IMF ระบุนโยบายการเงินไทยควรผ่อนคลายเพิ่มเติม TISA ความสำเร็จจากญี่ปุ่นสู่ไทย

By ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์|16 Feb 26 6:57 AM
สรุปสาระสำคัญ

สรุปประเด็น Core CPI สหรัฐฯ เร่งตัวขึ้น MoM ตามตลาดคาด, IMFระบุนโยบายการเงินไทยควรผ่อนคลายเพิ่มเติม, วิเคราะห์ TISA

  • ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) สหรัฐฯ เดือน ม.ค. เพิ่มขึ้น 0.17%MoM ต่ำกว่าตลาดคาดที่ 0.3% และต่ำกว่า 0.3% เดือนก่อน หรือ เพิ่มขึ้น 2.4%YoY ต่ำกว่าตลาดคาดที่ 2.5% และต่ำกว่า 2.7% เดือนก่อน ด้านดัชนี Core CPI (ไม่รวมอาหารและพลังงาน) เพิ่มขึ้น 0.3%MoM เท่ากับตลาดคาดแต่เร่งจาก 0.23% เดือนก่อน หรือเพิ่มขึ้น 2.5%YoY เท่ากับตลาดคาดและต่ำกว่า 2.6% เดือนก่อน
  • Core goods (ไม่รวมรถมือสอง) เพิ่มขึ้น 0.35%MoM สูงสุดตั้งแต่ต้นปี 2023 อาจสะท้อนการปรับราคาต้นปีและแรงกดดันจากภาษีนำเข้า โดยเฉพาะสินค้า electronics (+2.2%MoM)
  • Core services (ไม่รวม rent, OER และ airfare) เพิ่มขึ้น 0.39%MoM ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปี 2025 ที่ 0.60%MoM สะท้อนแรงกดดันเงินเฟ้อฝั่งบริการเริ่มชะลอ
  • ตลาดไม่ได้ตอบสนองกับตัวเลข CPI ที่ออกมาต่ำกว่าคาดมากนัก โดยมองโอกาสการลดดอกเบี้ยของ Fed ในเดือน มี.ค. ใกล้เคียงก่อนตัวเลขออกที่ราว 8% ทั้งนี้เรายังคงคาดการณ์ว่า Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 1 ครั้งในปี 2026 โดยมีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดขึ้นในการประชุมเดือน มิ.ย. 2026 ตามเหตุผลใน Macro Making Sense (12 Feb)
  • IMF Article IV Consultation Thailand 2025 ชี้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอลง ระบุนโยบายการเงินไทยควรผ่อนคลายเพิ่มเติม โดยรวม รายงานนี้สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ภาวะ low growth, low inflation, tight credit ซึ่งต้องอาศัยทั้ง monetary easing และ fiscal policy ที่มีคุณภาพควบคู่ structural reforms เพื่อหลีกเลี่ยงการชะลอตัวเชิงโครงสร้างในระยะกลาง
  • ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเผยพร้อมจะผลักดัน TISA (Thailand Individual Savings Account) มาช่วยกระส่งเสริมการออมและการลงทุน
  • เรามองว่า TISA จะเข้ามาช่วยปัญหาทางโครงสร้างหลายประการทั้งการสร้างความมั่งคั่งผ่านการย้ายเงินฝากมายัง financial assets , พัฒนาตลาดทุน, รองรับสังคมผู้สูงอายุในการด้านการลดภาระภาครัฐด้านสวัสดิการในอนาคต ทั้งนี้สิทธิประโยชน์ที่คาดว่าจะดึงดูดเงินออมของประชาชนให้มาลงทุนมากขึ้นคือ การหักลดหย่อนภาษีได้ 1.3 เท่า สำหรับผู้มีรายได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาท ทำให้คาดว่าจะมีการย้ายเงินออมของผู้มีรายได้ปานกลางเข้ามาสู่ตลาดหุ้นมากขึ้น และการยกเว้นภาษีเงินปันผลซึ่งจะสร้างความน่าดึงดูดต่อหุ้นที่มีปันผลสูงและมีความผันผวนต่ำ
  • ประกอบกับ ISA เป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จมาแล้วในหลายประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น ที่สามารถเพิ่มผู้ใช้ NISA เพิ่มขึ้นจาก 8.3 ล้านบัญชีในปี 2014 เป็น 25.6 ล้านบัญชีในปี 2024 รวมถึงเพิ่มสัดส่วนประชากรวัย 20s ที่ลงทุนเติบโตขึ้นจาก 13% ในปี 2016 สู่ 36% ในปี 2024
  • แม้ว่าในปัจจุบัน (15/02/2026) ยังไม่ได้ข้อสรุปของนโยบายที่ชัดเจน อย่างไรก็ตามการออกแบบ TISA ในปัจจุบันยังถือว่ามีความท้าทายสำคัญ 3 ด้าน (1) ประเด็นตัวคูณภาษี 0.7 เท่าของผู้มีรายได้เกินกว่า 1.5 ล้านบาท อาจสร้างแรงต้านและลดแรงจูงใจออม รัฐอาจกำหนดสินทรัพย์เป้าหมายที่มีการลดหย่อนพิเศษ (เช่น ESG/โครงสร้างพื้นฐาน) เพื่อจูงใจการลงทุน (2) เงื่อนไขถอนอายุ 55 ปี อาจยาวเกินไปสำหรับวัยเริ่มทำงาน การลดระยะถือครองขั้นต่ำ (~5 ปี แบบ LTF เดิม) จะเพิ่มอัตราการเข้าร่วม (3) แรงจูงใจส่วนใหญ่ครอบคลุมเฉพาะผู้เสีย PIT ปัจจุบันแรงงานเสียภาษีเพียง ~4 ล้านจาก 40 ล้านคน รัฐอาจใช้กลไกสมทบเงิน (matching contribution) แบบ กอช. เพื่อจูงใจแรงงานนอกระบบและเพิ่มการเข้าถึงการออมและการลงทุนระยะยาว
Author
Slide3
ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์

หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ

Most Read
1/5
Related Articles
Most Read
1/5