
1. ตลาดหุ้นโลก-พันธบัตรร่วง หลังสงครามกดดัน Fed ลดดอกเบี้ยยากขึ้น ด้านนักลงทุนปรับลดความหวังลดดอกเบี้ยปีนี้ลง
2. Fed คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 3.5%-3.75% และ Dot Plot ชี้ลดดอกเบี้ย 1 ครั้งในปีนี้ Powell ชี้เงินเฟ้อยังเสี่ยงจากสงครามและภาษี
3. อิหร่าน-อิสราเอลโจมตีโครงสร้างพลังงานต่อเนื่อง ดันราคาน้ำมันดิบ Brent ใกล้ $111 ความเสี่ยงอุปทานตะวันออกกลางพุ่ง
4. รัฐบาลเกาหลีใต้ประกาศเตรียมห้าม “Double listing” หวังแก้ปัญหา Korea discount ที่กดมูลค่าตลาดหุ้นเกาหลีใต้มานาน
5. Jerome Powell ยืนยันไม่ลาออกจากกรรมการ Fed ระหว่างสอบสวน DOJ พร้อมอยู่ต่อจนกระบวนการสิ้นสุด
6. ศาล รธน. ของไทย มีมติ 6 ต่อ 3 รับคำร้องประเด็น Barcode ส่วนการประชุมสภาผู้แทนฯ เพื่อโหวตนายกฯ ในวันนี้คาดจะดำเนินต่อได้
7. ผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูปไทยเผยได้รับผลกระทบจากสงคราม ทำให้ต้นทุนพุ่งสูงขึ้น มองประเด็นดังกล่าวเป็นสัญญาณลบต่อกำลังซื้อ
Bites for Breakfast
By INVX Investment Products & Strategy
19 March 2026
1. ตลาดการเงินทั่วโลกปรับตัวลง โดยดัชนี S&P 500 ปรับตัว -1.4% (แย่สุดในวันประชุม Fed ตั้งแต่ปี 2024) และ Nasdaq 100 -1.4% ขณะที่พันธบัตรถูกเทขาย ดันอัตราผลตอบแทน 10 ปีสหรัฐฯ +6 bps สู่ 4.26% ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาพลังงาน ราคาน้ำมัน Brent ใกล้ $111/บาร์เรล หลังความขัดแย้งอิหร่าน-อิสราเอลกระทบโครงสร้างพลังงานหลัก ส่งผลให้ความไม่แน่นอนด้านเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น และทำให้ Fed ประเมินทิศทางนโยบายได้ยากขึ้น ด้านตลาดหุ้นเอเชียเช้านี้ปรับตัวลง โดย Nikkei 225 -2.4% และดัชนีภูมิภาคเอเชียลดลงกว่า 1.3% นักลงทุนลดคาดการณ์การลดดอกเบี้ยปีนี้เหลือเพียงราว 15 bps ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า สะท้อนมุมมองว่า Fed จะต้องคงนโยบายการเงินในระดับเข้มงวดนานขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนพลังงาน
2. ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีมติ คงอัตราดอกเบี้ยที่ 3.5%-3.75% ด้วยคะแนน 11-1 และยังคงคาดว่าจะปรับลดดอกเบี้ย 1 ครั้งในปี 2026 ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากสงครามตะวันออกกลาง Jerome Powell ระบุว่าการลดดอกเบี้ยจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเงินเฟ้อชะลอลงอย่างมีนัย โดยเฉพาะฝั่งสินค้า ซึ่งยังได้รับแรงกดดันจากมาตรการภาษี พร้อมย้ำว่า “หากไม่เห็นความคืบหน้า ก็จะไม่ลดดอกเบี้ย” ขณะที่ Fed ปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อปี 2026 เป็น 2.7% จาก 2.4% และปรับเพิ่มมุมมองการเติบโตที่ 2.4% จาก 2.3% และคงอัตราว่างงานที่ 4.4% หลังการประชุมตลาดตอบสนองเชิงลบ สะท้อนความกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อและทิศทางนโยบายที่ยังเข้มงวด
3. อิหร่านและอิสราเอลโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานต่อเนื่อง โดยโรงงาน LNG ใหญ่สุดของโลกที่ Ras Laffan (กาตาร์) ได้รับความเสียหายอย่างมาก หลังการโจมตีของอิหร่าน ขณะที่อิหร่านเตือนโจมตีเป้าหมายพลังงานในอ่าวอาหรับเพิ่มเติ สถานการณ์ยกระดับความเสี่ยงต่ออุปทานพลังงานโลก โดยราคาน้ำมัน Brent เข้าใกล้ $111/บาร์เรล และเพิ่มขึ้นกว่า 40% นับตั้งแต่ปลายก.พ. ความขัดแย้งยังขยายวง โดยอิสราเอลโจมตีแหล่งก๊าซ South Pars ขณะที่อิหร่านตอบโต้หลายประเทศในภูมิภาค ส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานพลังงานในตะวันออกกลางเผชิญความเปราะบาง และเพิ่มแรงกดดันต่อความพยายามของสหรัฐฯ ในการควบคุมราคาพลังงาน
4. รัฐบาลเกาหลีใต้ประกาศมาตรการจำกัดการนำบริษัทย่อยเข้าจดทะเบียน (double listing) ซึ่งถูกมองว่าเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหา “Korea discount” ที่กดมูลค่าหุ้นของตลาดหุ้นเกาหลีใต้มายาวนาน โดยมาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายปกป้องผู้ถือหุ้นและลดการ dilution ของบริษัทแม่ หน่วยงานกำกับดูแลระบุว่าจะ “ห้ามโดยหลักการ” ผ่านการคัดกรองที่เข้มงวด นอกจากนี้มีแรงหนุนเพิ่มเติมมาจากหุ้นเทคโนโลยี โดย Samsung Electronics และ SK Hynix ปรับขึ้นกว่า 7% จากมุมมองเชิงบวกต่อความต้องการ AI ขณะที่นักลงทุนคาดว่าการปฏิรูป governance จะช่วยยกระดับ valuation ของตลาดในระยะยาว
5. ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ Jerome Powell ระบุว่า “ไม่มีความตั้งใจจะลาออก” จากตำแหน่งกรรมการ Fed จนกว่าการสอบสวนของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (DOJ) จะเสร็จสิ้น โดยย้ำถึงความจำเป็นของความโปร่งใสและความชัดเจนของกระบวนการ การแสดงจุดยืนครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ Powell ให้สัญญาณชัดเจนเกี่ยวกับอนาคตของตน ท่ามกลางแรงกดดันทางการเมืองและข้อพิพาทเกี่ยวกับการตั้งอัตราดอกเบี้ย แม้ Powell ยังไม่ตัดสินใจว่าจะดำรงตำแหน่งต่อจนสิ้นสุดวาระในปี 2028 หรือไม่ แต่ระบุว่าจะพิจารณาจากสิ่งที่ดีที่สุดต่อองค์กร ขณะที่การเสนอชื่อ Kevin Warsh เป็นประธาน Fed คนใหม่ยังเผชิญความล่าช้า หลังสมาชิกวุฒิสภาบางส่วนคัดค้านจนกว่าการสอบสวนจะสิ้นสุด
6. ศาล รธน. ของไทย มีมติ 6 ต่อ 3 รับคำร้องประเด็น Barcode/QR Code บนบัตรเลือกตั้งจะทำให้การลงคะแนนเสียงไม่เป็นไปโดยลับหรือไม่ ซึ่งอาจขัดต่อ รธน. และทำให้ผลเลือกตั้งเป็นโมฆะ โดยสั่ง กกต. เข้าชี้แจงใน 15 วัน ประเด็นดังกล่าวสร้างความกังวลทางการเมือง ทำให้ตลาดหุ้นไทยวานนี้เผชิญแรงขายระหว่างวันและปิดบวกลดลง ส่วนการประชุมสภาผู้แทนฯ เพื่อโหวตนายกฯ ในวันนี้คาดจะดำเนินต่อได้
7. นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูปไทยเผยได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง 3 ด้านหลัก คือ โลจิสติก พลังงาน และบรรจุภัณฑ์ ทำให้ต้นทุนพุ่งสูงขึ้นและส่งสัญญาณเตรียมปรับราคาสินค้าขึ้น 10-20% และเสนอภาครัฐเร่งออกมาตรการด้านภาษีเพื่อบรรเทา มองประเด็นดังกล่าวเป็นสัญญาณลบต่อกำลังซื้อ เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นสินค้าจำเป็น
ประเด็นที่ต้องติดตาม: New Home Sales MoM ของสหรัฐฯ เดือนม.ค. คาดว่าจะออกมาที่ -0.9% จากก่อนหน้าที่ -1.7%, BoJ Interest Rate Decision, BoE Interest Rate Decision และ ECB Interest Rate Decision