- สัปดาห์ก่อน Brent -0.3%WoW, GRM -24%, ถ่านหิน (NEX) -0.4%, ราคาก๊าซ US -1.3%
- กลุ่ม O&G +0.2%WoW, โรงกลั่น +1.2%, ปิโตรเคมี -1.7%, ไฟฟ้า -1.3%, ถ่านหิน 0.0%
- ฝนที่ตกหนักต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงปลาย ส.ค., พายุฤดูร้อนที่คาดจะเข้ามาต่อเนื่อง, ปริมาณน้ำต้นบริเวณต้นแม่น้ำโขง และ La Nina ในช่วงสิ้นปี 2025 จะช่วยยืดฤดูน้ำหลากต่อเนื่องสู่ 4Q25 และหนุนการผลิตไฟฟ้า และในช่วง 3Q25TD สามารถผลิตเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น เก็งกำไร CKP
- โรงกลั่นรัสเซียถูกยูเครนโจมตีต่อเนื่องตั้งแต่ ส.ค. 2025 กระทบกำลังการกลั่นอย่างมีนัยยะฯ ขณะที่ยุโรปเริ่มบริโภคดีเซลมากขึ้นหลังสิ้นสุดวันหยุดฤดูร้อน และเตรียมพร้อมสต็อกสำหรับช่วงฤดูหนาว เก็งกำไรระยะสั้น TOP แต่ติดตามอุปทานเพิ่มเติมจากจีนหลังเห็นการฟื้นตัว
Energy at play - ฤดูน้ำหลากจะต่อเนื่องถึง 4Q25 แนะเก็งกำไร CKP

ลุ้น Upside โรงไฟฟ้าพลังน้ำจากฝนตกชุกและพายุช่วง ก.ย.-ต.ค. และ La Nina ช่วงสิ้นปี
บริเวณจีนตอนใต้ถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เผชิญฝนตกหนักต่อเนื่องในช่วงปลาย ส.ค. - กลาง ก.ย. 2025 จากอิทธิพลของพายุที่พาดผ่านหลายลูก ตั้งแต่พายุไต้ฝุ่นคาจิกิช่วงวันที่ 24-26 ส.ค., พายุหนองฟ้าช่วงวันที่ 30-31 ส.ค. และล่าสุดพายุไต้ฝุ่นตาปะฮ์ช่วงวันที่ 7-8 ก.ย. (ThaiPBS, กรุงเทพธุรกิจ) และคาดว่าช่วงครึ่งหลังของ ก.ย. ถึงช่วงต้น ต.ค. มีความเป็นไปได้ที่จะเผชิญพายุเพิ่มเติมราว 1-2 ลูก โดยล่าสุดคาดว่าพายุโซนร้อนมิแทกจะขึ้นฝั่งจีนตอนใต้ช่วงวันที่ 19-20 ก.ย. (ฐานเศรษฐกิจ) และใน 4Q25 คาดว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเกิดปรากฏการณ์ La Nina มากถึง 71% (Figure 2, NOAA)
มองการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าพลังน้ำบริเวณแม่น้ำโขงอาจมี Upside จากปริมาณน้ำต้นเขื่อนที่มีแนวโน้มเพิ่มตามฝนที่จะตกต่อเนื่อง ซึ่งจะหนุนปริมาณน้ำต้นแม่น้ำโขงในเขื่อน Nuozhadu ที่เดิมอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 5 ปี (Figure 3) ส่วนปริมาณน้ำที่สูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมาได้หนุนให้การผลิตไฟฟ้าในช่วง ก.ค. - ส.ค. 2025 ของเขื่อนน้ำงึม 2 (NN2) และไซยะบุรี (XPCL) สูงขึ้นจากปีก่อน 117% และ 16% ตามลำดับ (Figure 4-5) คาดผลประกอบการ 3Q25F จะเติบโตโดดเด่น เชิงกลยุทธ์ สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ แนะนำเก็งกำไร CKP และมี Upside เพิ่มเติมจากปริมาณน้ำบริเวณต้นแม่น้ำโขงในจีนที่ทำระดับสูงสุดในรอบ 5 ปี ซึ่งจีนอาจพิจารณาทยอยระบายน้ำเพิ่มเติม ทำให้มีความเป็นไปได้ที่ฤดูน้ำหลากจะมีต่อเนื่องถึงใน 4Q25 และการเข้าสู่วัฏจักรดอกเบี้ยขาลงเนื่องจากมีสัดส่วนหนี้สินที่มีภาระผูกพันแบบลอยตัวสูงถึง 70%
โรงกลั่นรัสเซียชะงัก-อุปสงค์ดีเซลฟื้นตัวประคองส่วนต่างดีเซล ติดตามอุปทานเพิ่มเติมจากจีน
ยูเครนโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของรัสเซียอย่างต่อเนื่อง ในสัปดาห์ก่อนยูเครนได้โจมตีโรงกลั่นหลายแห่งในเมือง Ufa และ Volgograde และนับตั้งแต่ ส.ค. 2025 ที่ยูเครนเริ่มโจมตีต่อเนื่องพบว่ากระทบต่อโรงกลั่นอย่างน้อย 10 แห่ง และกำลังการกลั่นราว 1.1MBD หรือราว 17% ของกำลังการกลั่นของรัสเซีย ซึ่งทำให้รัสเซียต้องวางแผนส่งออกน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นหรืออาจพิจารณาลดการผลิตน้ำมันดิบ (Reuters) ขณะที่ความต้องการดีเซลในยุโรปเริ่มฟื้นตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 5 สัปดาห์ หนุนจากการกลับมาเติมสต็อกเตรียมพร้อมสำหรับฤดูหนาวและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัวหลังสิ้นสุดช่วงวันหยุดฤดูร้อน (Argus)
มองส่วนต่างราคาดีเซลจะทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่องจากอุปสงค์ที่เริ่มฟื้นตัวและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามฤดูกาลในฤดูหนาวช่วง 4Q25 ส่วนสต็อกดีเซลอยู่ใกล้ระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปี (Figure 6) และถูกกดดันจากการผลิตในรัสเซียที่ชะงักลง ขณะที่โรงกลั่นในตะวันออกกลางมีแผนปิดซ่อมบำรุงตามฤดูกาลในช่วง 4Q25 เชิงกลยุทธ์ สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ เก็งกำไรระยะสั้น TOP ซึ่งมีสัดส่วนการผลิตดีเซลสูง, มี Upside จากต้นทุนนำเข้าน้ำมันดิบที่ลดลงจากซาอุฯ จะลด OSP สู่เอเชียสำหรับใน ต.ค. 2025 ลง (Reuters) และค่าการกลั่นทรงตัวอยู่ที่ระดับ US$3-4/bbl (Figure 7) อย่างไรก็ตามมีความเสี่ยงจากอุปทานดีเซลเพิ่มเติมจากจีน โดยปริมาณส่งออกดีเซลใน ส.ค. 2025 เพิ่มขึ้น 6.8%YoY และ 14.6%MoM สู่ 9.4 แสนตันหรือ 227kBD (Figure 8) และมีแนวโน้มจะส่งออกเพิ่มขึ้นในระยะต่อไปหลังรัฐบาลจีนได้รายงานตัวเลขเศรษฐกิจสำหรับ ส.ค. 2025 ที่ชะลอลงและต่ำกว่าที่ตลาดคาด สะท้อนอุปสงค์ในประเทศยังไม่เห็นการฟื้นตัวและโรงกลั่นพิจารณาส่งออกเพิ่มขึ้นแทน และล่าสุดรัฐบาลจีนได้ประกาศโควตาส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป (เบนซิน, ดีเซล และน้ำมันอากาศยาน) ครั้งที่สามของปี 2025 ที่ 8.395 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 4.9%YoY (Reuters)
ความเสี่ยง: เศรษฐกิจโลกที่ผันผวน, สถานการณ์ในตะวันออกกลาง, การเมืองในประเทศ, นโยบายพลังงานสหรัฐฯ และไทย, รัสเซีย-ยูเครน, นโยบายการผลิตของ OPEC+
