ถ้าคุณเป็นมนุษย์เงินเดือนที่ถูกหักภาษีทุกเดือน ได้ยินคนรอบตัวพูดถึง RMF หรือ ThaiESG ทุกปลายปี แต่ตัวเองยังไม่เคยซื้อสักครั้ง คุณไม่ได้อยู่คนเดียว และไม่ใช่เพราะคุณไม่สนใจเรื่องเงิน ส่วนใหญ่เป็นเพราะรู้สึกว่าได้คืนนิดเดียว คิดว่าต้องมีเงินก้อน ศัพท์เยอะจนไม่รู้จะเริ่มตรงไหน หรือตั้งใจทุกปีแต่สุดท้ายก็ผ่านเดือนธันวาคมไป

บทความนี้รวบรวมความรู้สึกที่มือใหม่เกือบทุกคนเคยมี พร้อมทางออกของแต่ละข้อ ไปดูกัน

ภาษีถูกหักไปทุกเดือน จนไม่เคยคิดว่าจะลดได้

บรรทัดภาษีหัก ณ ที่จ่ายในสลิปเงินเดือน เป็นบรรทัดที่หลายท่านมองข้ามทุกเดือน เพราะไม่เคยต้องจ่ายเองสักบาท ภาษีจึงไม่ใช่เรื่องที่รู้สึกว่าต้องจัดการ

สิ่งที่ช่วยได้คือมองบรรทัดนี้ให้เป็นเงินของคุณ ตัวเลขในบรรทัดนั้นเสมือนเป็นค่าใช้จ่ายที่คุณจ่ายออกไปทุกเดือน เช่น เงินเดือน 60,000 บาท เราจะเสียภาษีทั้งปีราว 35,000 บาท กองทุนลดหย่อนภาษีคือวิธีดึงเงินภาษีส่วนที่ถูกหักไปก่อนหน้านี้กลับมาแบบถูกกฎหมาย ยิ่งบรรทัดนี้มีตัวเลขสูง ยิ่งดึงกลับมาได้มาก

ได้ภาษีคืนนิดเดียว ฟังดูไม่คุ้ม

ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นเพราะเรามักเทียบภาษีที่ได้คืนกับเงินที่ซื้อ แต่สิ่งที่ควรเทียบคือภาษีที่ได้คืนกับภาษีทั้งปีที่คุณต้องจ่าย

สิ่งที่ช่วยได้คือ ต้องเข้าใจก่อนว่าภาษีคิดเป็นแบบขั้นบันได รายได้ส่วนแรกเสียภาษีน้อย ส่วนที่สูงขึ้นไปเสียภาษีมากขึ้น เงินที่ซื้อกองทุนจะไปลดรายได้ส่วนบนสุดก่อน ซึ่งเป็นส่วนที่เสียภาษีแพงที่สุด

สำหรับคนเงินเดือน 60,000 บาท เงินได้สุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้วจะเหลือ 549,500 บาท โดยรายได้ส่วนบนสุด 49,500 บาทนี้เสียภาษี 15%

เงินที่ซื้อกองทุนในช่วงนี้จึงได้ภาษีคืน 15 บาททุกๆ 100 บาทที่ลงทุนไป

ดังนั้นถ้าแบ่งซื้อเดือนละ 4,000 บาท หรือปีละ 48,000 บาท จะได้ภาษีคืน 7,200 บาท เท่ากับ ภาษีทั้งปีลดลงราว 1 ใน 5 (7,200/34,925)

และถ้าซื้อ ThaiESG เต็มสิทธิ ภาษีทั้งปีจะลดลงเกือบ 70% (ดูวิธีคิดแบบละเอียดได้ท้ายบทความ)

คิดว่าต้องมีเงินก้อนใหญ่ถึงจะเริ่มได้

เห็นเพดาน 300,000 บาท แล้วรู้สึกว่าเป็นเรื่องของคนรายได้สูง หรือคิดว่าต้องรอให้มีเงินเก็บก้อนใหญ่ก่อน

สิ่งที่ช่วยได้คือเริ่มจากยอดรายเดือนที่คุณไหว คุณไม่จำเป็นต้องซื้อเต็มสิทธิ และไม่ต้องรอเงินก้อน แบ่งซื้อทุกเดือนแบบเดียวกับการออมเงิน ตัวอย่างเงินเดือน 60,000 บาท

แบ่งซื้อเดือนละ

ได้ภาษีคืนต่อปี

1,000 บาท

1,800 บาท

2,000 บาท

3,600 บาท

4,000 บาท

7,200 บาท

เริ่มเดือนละ 1,000 บาทก็ได้ภาษีคืนแล้ว และเงินที่ซื้อยังเป็นของคุณ อยู่ในรูปหน่วยลงทุนของกองทุน ใช้เงินส่วนที่ไม่ต้องใช้ใน 5 ปีข้างหน้า แล้วค่อยเพิ่มยอดลงทุนเมื่อคุณคุ้นเคยมากขึ้น

ศัพท์เยอะ กฎเปลี่ยนทุกปี ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน

LTF, SSF, RMF, ThaiESG, ThaiESGX และเงื่อนไขที่เปลี่ยนแทบทุกปี ทำให้การเริ่มต้นดูยากกว่าที่ควรเป็น

สิ่งที่ช่วยได้คือจำเฉพาะสิ่งที่ใช้ในปีนี้ สำหรับปีแรก ThaiESG เป็นจุดเริ่มต้นที่จำง่ายที่สุด เงื่อนไขของปี 2569 มีเพียง 3 ข้อ

• ใช้ลดหย่อนได้ไม่เกิน 30% ของรายได้ทั้งปี และไม่เกิน 300,000 บาท

• ถือให้ครบ 5 ปีเต็ม นับวันชนวัน เช่น ซื้อวันที่ 15 ธ.ค. 2569 ขายได้ตั้งแต่วันที่ 15 ธ.ค. 2574

• ไม่ต้องซื้อทุกปี ปีหน้าจะซื้อหรือไม่ก็ได้

หลังซื้อ สิ่งที่ต้องทำมีเพียงเก็บหนังสือรับรองการซื้อไว้ใช้ยื่นภาษี และถือให้ครบ 5 ปี เพราะถ้าขายก่อนครบเงื่อนไข ต้องคืนภาษีที่เคยได้รับสิทธิ พร้อมจ่ายเงินเพิ่มตามที่กรมสรรพากรกำหนด

ไม่เคยลงทุน กลัวขาดทุน และยังไม่มั่นใจหุ้นไทย

ThaiESG ต้องลงทุนสินทรัพย์ในไทย ขณะที่ข่าวหุ้นไทยช่วงหลังไม่ค่อยสดใส หลายท่านจึงคิดว่าซื้อกองทุนลดหย่อนภาษีเท่ากับต้องเสี่ยงกับหุ้น

สิ่งที่ช่วยได้คือรู้ว่ามีกองที่ไม่ใช่หุ้นให้เลือก ThaiESG มีกองที่ลงทุนในตราสารหนี้ คือพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้ ซึ่งเปรียบเหมือนการให้รัฐหรือบริษัทกู้เงินแล้วรับดอกเบี้ย ราคาจึงขึ้นลงน้อยกว่าหุ้น ตัวอย่างกองทุนได้แก่ K-ESGBF-ThaiESG ที่ลงทุนในตราสารหนี้ไทยยั่งยืน

อีกข้อที่ได้เปรียบคือ เมื่อคุณเริ่มต้นลงทุนกองทุนลดหย่อนภาษี เสมือนว่าคุณได้ส่วนลด จากตัวอย่างเงินเดือน 60,000 บาท ทุกๆ 100 บาทที่ซื้อ ได้ภาษีคืน 15 บาท เสมือนว่าคุณได้ส่วนลดไปแล้ว 15% ตั้งแต่วันแรกที่ลงทุน ก่อนที่กองทุนจะสร้างผลตอบแทนใดๆ

ทั้งนี้ มูลค่ากองทุนยังขึ้นลงได้ตามตลาด และส่วนลดนี้ไม่ใช่การรับประกันผลตอบแทน

ตั้งใจที่จะลงทุนทุกสิ้นปี แต่สุดท้ายก็ผ่านเดือนธันวาคมไป

ธันวาคมเป็นเดือนที่ใช้เงินเยอะ ยังไม่รู้ยอดโบนัส และมีเวลาน้อย พอพลาดก็บอกตัวเองว่าปีหน้าค่อยเริ่ม แล้วก็วนแบบนี้ทุกปี

สิ่งที่ช่วยได้คือตัดสินใจตอนนี้ด้วยขั้นตอนที่สั้นที่สุด คือปี 2569 เป็นปีสุดท้ายที่ ThaiESG ถือเพียง 5 ปี และซื้อได้สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท แต่ตั้งแต่ปี 2570 ต้องถือนานขึ้นเป็น 8 ปี และซื้อเพื่อลดหย่อนได้ไม่เกิน 100,00 บาท

สำหรับปีหน้า ให้ตั้งทยอยซื้อรายเดือนตั้งแต่ต้นปี แล้วค่อยเติมหลังรู้ยอดโบนัส จะได้ไม่ต้องฝากการตัดสินใจไว้กับเดือนธันวาคมอีก

ทุกปีที่ผ่านไปโดยไม่ได้ซื้อ คือภาษีที่จ่ายเต็มโดยไม่ได้อะไรคืน

เริ่มต้นปีนี้ใน 3 ขั้นตอน

1. คำนวณภาษีเบื้องต้นว่าเราเสียภาษีเท่าไร

2. เลือกยอดซื้อรายเดือนที่ไหว

3. เลือกกองตามระดับความเสี่ยงที่รับได้ แล้วซื้อให้ทันวันทำการสุดท้ายของปี

ดูโพยกองทุนลดหย่อนภาษีปีนี้ได้ที่ https://www.innovestx.co.th/th/products/tax-saving-fund

วิธีคิดภาษีแบบละเอียด (ตัวอย่างเงินเดือน 60,000 บาท)

สำหรับผู้ที่อยากเห็นที่มาของตัวเลข

ขั้นตอน

บาท

รายได้ทั้งปี (60,000 x 12)

720,000

หักค่าใช้จ่าย 50% แต่ไม่เกิน 100,000

เหลือ 620,000

หักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 และประกันสังคม 10,500

เหลือ 549,500

549,500 บาทนี้เรียกว่าเงินได้สุทธิ นำไปคิดภาษีแบบขั้นบันได

ช่วงของเงินได้สุทธิ

อัตราภาษี

ภาษีของช่วงนี้ (บาท)

150,000 บาทแรก

ยกเว้น

0

150,001 - 300,000

5%

7,500

300,001 - 500,000

10%

20,000

500,001 - 549,500 (ส่วนบนสุด 49,500 บาท)

15%

7,425

รวมภาษีทั้งปี

34,925

ถ้าซื้อกองทุน 48,000 บาท เงินได้สุทธิจะลดลงเหลือ 501,500 บาท ซึ่งยังอยู่ในช่วง 15% ภาษีจึงลดลง 48,000 x 15% = 7,200 บาท ถ้าซื้อ ThaiESG เต็มสิทธิ 216,000 บาท (30% ของรายได้ทั้งปี) ภาษีจะลดลง 24,075 บาท หรือราว 69% ของภาษีทั้งปี

หมายเหตุ ตัวอย่างการคำนวณภาษีสมมติว่ามีรายได้จากเงินเดือนอย่างเดียว 12 เดือน ไม่มีโบนัส หักค่าใช้จ่าย 50% ไม่เกิน 100,000 บาท ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท และประกันสังคม 10,500 บาท ภาษีที่ลดได้ของแต่ละท่านขึ้นอยู่กับรายได้และค่าลดหย่อนที่ใช้ไปแล้ว และสิทธิประโยชน์ทางภาษีใช้ได้เฉพาะผู้ที่มีภาษีต้องชำระ

คำเตือน: การลงทุนในกองทุนรวมลดหย่อนภาษี ผู้ลงทุนควรศึกษา ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยงและสิทธิประโยชน์ทางภาษีในหนังสือชี้ชวนการลงทุน เพื่อไม่ให้พลาดสิทธิหรือผิดกฎการลดหย่อนภาษีก่อนตัดสินใจลงทุน กองทุนรวมมีลักษณะเฉพาะและความเสี่ยงเฉพาะ ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต ทั้งนี้ บริษัทได้รับค่าตอบแทน (trailer fee) จาก บลจ. ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของค่าธรรมเนียมกองทุนตามที่เปิดเผยในหนังสือชี้ชวนกองทุนรวม ขอรับข้อมูลเพิ่มเติมหรือหนังสือชี้ชวนได้ที่ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์