- กำไรสุทธิ 3Q67: 459 ล้านบาท (-26.3% YoY และ -64.4% QoQ)
- กำไรปกติ: 757 ล้านบาท
- กำไรสุทธิลดลงจากค่าใช้จ่ายภาษีสูง ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน และดอกเบี้ยจ่ายที่เพิ่มขึ้น
- คาดการณ์กำไร 4Q67: ลดลง YoY แต่เพิ่มขึ้น QoQ จากการรับรู้รายได้จาก backlog และกำไรจากการขายสินทรัพย์ให้ WHAIR
- คาดการณ์กำไรสุทธิปี 2567: เติบโต 12.7% สู่ 4.99 พันล้านบาท และเติบโตต่อเนื่อง 16.2% ในปี 2568
- คำแนะนำ: OUTPERFORM
- ราคาเป้าหมายปี 2568: 6.60 บาท (อิง PE เฉลี่ย 7 ปีที่ 17 เท่า)
- การจ่ายเงินปันผล: 0.0669 บาท/หุ้น ขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 21 พ.ย. 2567
WHA - 3Q67: กำไรสุทธิลดลง YoY และ QoQ

WHA รายงานกำไรสุทธิ 3Q67 ที่ 459 ลบ. (-26.3% YoY และ -64.4% QoQ) โดยมีกำไรปกติอยู่ที่ 757 ลบ. กำไรสุทธิที่ลดลงได้รับแรงกดดันจากค่าใช้จ่ายภาษีระดับสูง ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน และดอกเบี้ยจ่ายที่สูงขึ้น เราเชื่อว่ากำไร 4Q67 จะลดลง YoY แต่จะเพิ่มขึ้น QoQ โดยได้แรงหนุนจากการรับรู้รายได้จาก backlog และกำไรจากการขายสินทรัพย์ให้แก่ WHAIR ดังนั้นเราจึงคาดการณ์ว่ากำไรสุทธิปี 2567 จะเติบโต 12.7% สู่ 4.99 พันลบ. และจะเติบโตต่อเนื่องที่ 16.2% ในปี 2568 เรายังคงคำแนะนำ OUTPERFORM สำหรับ WHA โดยให้ราคาเป้าหมายปี 2568 ที่ 6.60 บาท อ้างอิง PE เฉลี่ย 7 ปีที่ 17 เท่า ซึ่งสะท้อนถึงวัฏจักรกำไรของบริษัท WHA ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลที่อัตรา 0.0669 บาท/หุ้น ขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 21 พ.ย. 2567
กำไรสุทธิ 3Q67 ลดลง 26.3% YoY และ 64.4% QoQ WHA รายงานกำไรสุทธิ 3Q67 ที่ 459 ลบ. ต่ำกว่า consensus คาด 34% และต่ำกว่า INVX คาด 37% เพราะได้รับแรงกดดันจากอัตราภาษีที่แท้จริงระดับสูงและดอกเบี้ยจ่ายที่สูงขึ้น รายได้รวมอยู่ที่ 2.04 พันลบ. (-3.1% YoY และ -11.8% QoQ) โดยแบ่งเป็นรายได้ค่าเช่าและค่าบริการ 33% รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ 38% โดยในไตรมาสนี้ WHA มีการโอนที่ดินทั้งหมดจำนวน 370 ไร่ (199 ไร่จาก JV-IER) และรายได้อื่น 29% อัตรากำไรขั้นต้นโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 48.5% ลดลง QoQ แต่เพิ่มขึ้น YoY โดยลดลงเล็กน้อยจากธุรกิจให้เช่าและธุรกิจขายอสังหาริมทรัพย์ อัตราการทกำไรขั้นต้นของกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมอยู่ที่ 51.1% ลดลงจาก 52.2% ใน 3Q66 (ได้รับแรงกดดันจากที่ดิน 2 แปลงที่มีอัตรากำไรขั้นต้นต่ำ) ดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มขึ้น 25.3% YoY และ 28.5% QoQ จากหนี้สินที่สูงขึ้น โดยต้นทุนทางการเงินเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 0.14% มาอยู่ที่ 3.28% อัตราภาษีที่แท้จริงอยู่ที่ 312 ลบ. (+268% YoY และ +1260% QoQ) เนื่องจาก WHA บันทึกภาษีเงินได้จากการปรับโครงสร้างการถือหุ้นของกลุ่มบริษัทจำนวน 213 ลบ. ดังนั้นใน 9M67 WHA จึงมีกำไรสุทธิ 3.11 พันลบ. (+54.7%)
ยอดขายที่ดิน 9M67 คิดเป็น 72% ของเป้าทั้งปี...คาดจะทำได้ตามเป้า ใน 3Q67 WHA ขายที่ดินได้ 750 ไร่ (-24% YoY แต่ +82% QoQ) โดยบริษัทได้ขายที่ดินแปลงใหญ่ราว 400 ไร่ให้กับ Google เพื่อสร้าง data center แห่งแรกในประเทศไทย ส่งผลทำให้ยอดขายที่ดินรวมทั้งหมดใน 9M67 คิดเป็น 72% ของเป้ายอดขายที่ดินที่ WHA วางไว้ในปี 2567 ที่ 2,500 ไร่ (-10% YoY) อย่างไรก็ตาม ด้วยหนังสือแสดงเจตจำนง (LOI) ที่มีอยู่ในมือ ~900 ไร่ เราจึงคาดว่า WHA จะทำยอดขายที่ดินได้ตามเป้าที่บริษัทวางไว้ ประวัติลูกค้าปัจจุบันตั้งแต่ปี 2563 ถึงปัจจุบันมีจีนเป็นอันดับหนึ่งที่ 66% ตามมาด้วยไต้หวันที่ 7% อุตสาหกรรมหลัก คือ สินค้าอุปโภคบริโภค ยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่ง WHA ตั้งเป้าว่าในปี 2568 ทั้งสามกลุ่มอุตสาหกรรมนี้จะยังคงเป็นกลุ่มลูกค้าหลัก อีกทั้งยังจะได้รับประโยชน์จากการลงทุนใน data center ด้วย
คงประมาณการปี 2567-2568...คาดกำไรเติบโต QoQ ใน 4Q67 ปัจจุบัน WHA มียอดขายที่ดินรอโอนกรรมสิทธิ์ (backlog) อยู่ที่ 1,259 ไร่ ซึ่งคาดว่าจะรับรู้เป็นรายได้ภายในปี 2568 ดังนั้นเราจึงคงประมาณการรายได้ปี 2567 ไว้ที่ 1.28 หมื่นลบ. (-13.4%) โดยคาดการณ์ถึงอัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยที่กว้างขึ้นเป็น 53.1% จาก 46.4% ในปี 2566 ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนคาดว่าจะเติบโต 12% สู่ 1.67 พันลบ. โดยได้แรงหนุนจากส่วนแบ่งกำไรที่สูงขึ้นจากโครงการ JV (IER) ดังนั้นเราจึงคาดการณ์กำไรสุทธิที่แข็งแกร่งในปี 2567 ที่ 4.99 พันลบ. (+12.7%) ทั้งนี้ในเดือนธ.ค. WHA จะขายสินทรัพย์มูลค่า 1.06 พันลบ. ให้แก่ WHAIR เราคาดว่ากำไร 4Q67 จะเป็นไตรมาสที่ดีที่สุดของปีนี้ โดยจะเพิ่มขึ้น QoQ ด้วยแรงหนุนจากการโอน backlog ที่ดิน
ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ: ในปี 2568 เราเชื่อว่าประเทศไทยจะยังคงได้รับประโยชน์จากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และการย้ายฐานการลงทุน ด้วยการขยายตัวของธุรกิจที่เป็นคลื่นลูกใหม่ เราคาดว่าแรงงานที่มีทักษะโดดเด่นและระบบสาธารณูปโภคที่มีประสิทธิภาพของประเทศไทยจะช่วยสนับสนุนให้กลุ่ม data center กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่มีมูลค่าสูงขยายธุรกิจเข้ามาในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้เรายังต้องติดตามการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศและการปรับเปลี่ยนนโยบายในประเทศคู่ค้าที่สำคัญ สำหรับธุรกิจสาธารณูปโภค เรายังต้องติดตามความเสี่ยงด้านกฎระเบียบและต้นทุนวัตถุดิบด้วย

