ข้อมูลสำคัญทางเศรษฐกิจในสัปดาห์ที่ผ่านมา
- เงินเฟ้อสหรัฐพุ่งขึ้นเกินคาดจากราคาอาหารและค่าประกันรถยบต์
- ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับลดลงหลังทรัมป์และปูตินเปิดทางเจรจาเพื่อยุติสงครามในยูเครน
- ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐปรับเพิ่มขึ้นหลังเงินเฟ้อสหรัฐสูงเกินคาด ประธาน Fed ส่งสัญญาณไม่รีบลดดอกเบี้ย และทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีเหล็กและอลูมิเนียม 25%
สรุปภาพรวมการลงทุนสัปดาห์นี้
สัปดาห์นี้ตลาดหุ้นโลกปรับตัวขึ้นได้ แม้คำแถลงต่อสภาของประธานเฟด จะระบุไม่รีบลดดอกเบี้ย ท่ามกลางเศรษฐกิจสหรัฐที่แข็งแกร่ง ความเสี่ยงเงินเฟ้อที่ลงยากมากขึ้น สอดคล้องกับตัวเลขเงินเฟ้อเดือน ม.ค. ของสหรัฐที่ออกมาสูงกว่าคาด ด้านการจ้างงานยังแกร่ง แม้ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรจะออกมาต่ำกว่าคาด แต่อัตราว่างงานยังคงลดลง อย่างไรก็ตามหลัง PPI ออกมาคืนวันพฤหัส แม้จะสูงกว่าคาด แต่ผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปี สหรัฐกลับปรับลดลงแรง เนื่องจากตลาดมองว่าองค์ประกอบที่นำไปสู่การประเมินตัวเลขเงินเฟ้อ PCE คาดว่าจะชะลอตัวลงได้ ซึ่ง PCE เป็นตัวเลขเงินเฟ้อที่เฟดใช้ประกอบการพิจารณาในการวางนโยบายการเงิน ด้านปธน. ทรัมป์ยังเดินหน้าขึ้นภาษีนำเข้า ล่าสุดประกาศขึ้นภาษีเหล็กและอลูมิเนียม 25% กับทุกประเทศ และลงนามภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ประเทศที่เรียกเก็บภาษีสินค้าสหรัฐ แต่ยังไม่มีผลบังคับใช้ทันที คาดจะเป็นการเปิดทางให้มีการเจรจากับประเทศคู่ค้าก่อน ทำให้ตลาดมองบวกในระยะสั้น ด้านตลาดหุ้นจีนพุ่งขึ้นแรง หลังตัวเลขเงินเฟ้อสูงกว่าคาด บ่งชี้ถึงมาตรการกระตุ้นในปีที่ผ่านมา เริ่มทำให้ประชาชนจับจ่ายมากยิ่งขึ้น ขณะที่กลุ่มเทคฯ จีนเพิ่มแรง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเปิดตัวของ DeepSeek ที่คาดจะทำให้การเข้าถึงการใช้งาน AI มากขึ้น ตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวหลังเริ่มมีแรงซื้อกลับจาก valuation ที่ลดลงไปมาก ขณะที่คลังเริ่มออกมาระบุถึงการเตรียมออกมาตรการสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดทุน ปธน. ทรัมป์เผยว่าได้มีการพูดคุยกับ ปธน.ปูตินของรัสเซีย ในประเด็นที่จะมีการเจรจาเพื่อนำไปสู่การยุติสงครามในยูเครน ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับลดลงจากความกังวด้านอุปทานที่ผ่อนคลายลง
ตลาดหุ้นโลก
ตลาดโลกปรับตัวขึ้นต้นสัปดาห์จากตลาดแรงงานสหรัฐที่ชะลอตัว ทำให้ตลาดคาด Fed จะยังคงลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง แต่เริ่มปรับลดลงปลายสัปดาห์จาก เงินเฟ้อสหรัฐสูงเกินคาด ประธาน Fed ส่งสัญญาณไม่รีบลดดอกเบี้ย และทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีเหล็กและอลูมิเนียม 25% อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันเริ่มปรับลดลงหลังจากมีทางออกในสงครามในยูเครนซึ่งอาจผลักดันให้ยกเลิกการคว่ำบาตรพลังงานของรัสเซีย
ตลาดหุ้นไทย
หุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นหลัง (1) รมว.คลัง เผยกำลังพิจารณานโยบายปรับปรุงกองทุน LTF ว่าจัดตั้งใหม่หรือโอนทั้งหมดที่ปัจจุบันมูลค่าประมาณ 1.8 แสนลบ. มาตั้งเป็นกองทุน Thai ESG (2) กองทุนประกันสังคมปรับยุทธศาสตร์พอร์ตลงทุนครั้งใหญ่ เพิ่มลงทุนสินทรัพย์เสี่ยง โดยให้สัดส่วนต่างประเทศเป็น 40% ในไทย 60% (3) ตลท. เสนอแผนกระตุ้นตลาดหุ้นไทย โดยจะปรับเงื่อนไขกองทุนรวม ThaiESG ให้เหมือนกองทุน LTF
ตลาดพันธบัตร
ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ 10 ปี ปรับตัวเพิ่มขึ้นที่ 4.54% ขณะที่ ระยะสั้น 2 ปีเพิ่มขึ้นที่ 4.30% ทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ย 2-10 ปี อยู่ที่ 14 bps
ผลตอบแทนพันธบัตรไทยอายุ 10 ปี เพิ่มขึ้นที่ 2.29% ขณะที่ระยะสั้น อายุ 2 ปี เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.06% ขณะที่นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิที่ 511 ล้านบาท
ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์
ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวลงสู่ 75.02 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากความคาดหวังต่อการเจรจายุติสงครามยูเครนที่สหรัฐฯ ได้เริ่มต้นพูดคุยกับรัสเซีย ด้านราคาทองคำ (Spot) เพิ่มขึ้นที่ 2,927.31 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์
ตลาดอัตราแลกเปลี่ยน
ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ (DXY) อ่อนค่าลงที่ 107.1 จุด ขณะที่ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงที่ 152.8 เยน ด้านค่าเงินยูโรแข็งค่าขึ้นที่ 1.05 ดอลลาร์ต่อยูโร ด้านค่าเงินเอเชีย ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงที่ 33.67 บาท ขณะที่เงินหยวนอ่อนลงที่ระดับ 7.29 หยวน