เราคาดว่าไม่มีแรงคัดค้านที่มีนัยสำคัญต่อร่างแผน PDP2026 ในช่วงที่เปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ ส่งผลให้เราคาดว่า กพช.และ ครม. จะอนุมัติแผน PDP2026 ภายในปลายปี 2026 ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการ re-rating หุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคไทยในระยะสั้น โดยแผน PDP2026 ระยะที่ 1 (ปี 2026-2037) จะช่วยปลดล็อกอัพไซด์ให้กับกำไรของกลุ่มสาธารณูปโภคได้ราว 45% จากประมาณการปี 2027 นำโดย BGRIM (83%) GPSC (76%) และ GUNKUL (61%) ขณะที่งบดุลที่แข็งแกร่งจะเปิดโอกาสให้ลงทุนเพิ่มเติมได้อีกมาก GULF ยังคงเป็นหุ้นเด่นของกลุ่มจากศักยภาพในการรองรับการขยายกำลังการผลิตขนาดใหญ่เนื่องจากยังมีโอกาสในการก่อหนี้เพิ่ม (debt headroom) ได้อีกมาก ส่วน GUNKUL เป็นหุ้นม้ามืด (wildcard play) ที่น่าสนใจจากโอกาสรับรู้รายได้งาน EPC ที่มีความชัดเจนสูงจากโครงการพัฒนาโครงข่ายระบบส่งไฟฟ้า ขณะที่ GPSC และ BGRIM เป็นตัวเลือกอันดับรองลงมาที่ยังมีอัพไซด์ที่น่าสนใจในระยะกลางถึงระยะยาว
กลุ่มสาธารณูปโภค – PDP2026 เดินหน้าตามแผน คาดไม่มีแรงคัดค้าน

คาดไม่มีแรงคัดค้านที่มีนัยสำคัญจากการเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อร่างแผน PDP2026 สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ได้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP2026) เมื่อวันอังคารที่ 8 ก.ย. 2026 โดยในภาพรวม เราคาดว่าไม่มีแรงคัดค้านที่มีนัยสำคัญในกระบวนการดังกล่าว ส่งผลให้เราคาดว่าแผน PDP2026 จะได้รับอนุมัติจาก กพช. ภายในเดือนต.ค. 2026 และ ครม. ภายในสิ้นปี 2026 ตามกำหนด
แนวโน้มอัพไซด์ของกำไรจากแผน PDP2026 ระยะที่ 1 (ปี 2026-2037) กำลังการผลิตใหม่ทั้งหมดที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากแผนดังกล่าวคิดเป็นอัพไซด์ราว 45% เมื่อเทียบกับประมาณการกำไรปี 2027 ของกลุ่มสาธารณูปโภค โดยกำไรของ BGRIM และ GPSC มีอัพไซด์สูงที่สุดเมื่อเทียบกับประมาณการปี 2027 ที่ประมาณ 83% และ 76% ตามลำดับ ขณะที่ GUNKUL มีอัพไซด์ราว 61% และ WHAUP ราว 39% สำหรับ GULF ซึ่งเป็นผู้นำตลาด คาดว่าจะมีกำไรเพิ่มคิดเป็นสัดส่วนราว 37% ของประมาณการปี 2027 ส่วนผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนเดิมอย่าง RATCH และ EGCO จะมีอัพไซด์ราว 43% และ 34% ตามลำดับ ขณะที่ BCPG จะมีอัพไซด์ ค่อนข้างจำกัดที่ราว 1%
ความเพียงพอของเงินทุนและศักยภาพลงทุนของกลุ่มสาธารณูปโภค ผู้ประกอบการสาธารณูปโภครายใหญ่มีความพร้อมด้านฐานะการเงินและศักยภาพการลงทุนสูงเพื่อรองรับโอกาสเติบโตจากแผน PDP2026 นำโดย GULF ซึ่งมีศักยภาพลงทุนมากถึง 7.29 แสนลบ. ภายใต้อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนที่ 1.4 เท่า ขณะที่ GPSC มีศักยภาพลงทุนเพิ่มเติม 1.79 แสนลบ. ภายใต้อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนที่ 0.8 เท่า นอกจากนี้ ผู้ประกอบการรายใหญ่ดั้งเดิมอย่าง EGCO และ RATCH ยังมีศักยภาพลงทุนอยู่ที่ 1.31 แสนลบ. และ 1.30 แสนลบ. ตามลำดับ ในกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลาง GUNKUL ยังคงมีความสามารถในการจัดหาเงินทุนที่ยืดหยุ่น โดยมีศักยภาพลงทุนเพิ่มได้ราว 3.2 หมื่นลบ. ขณะที่ BCPG มีศักยภาพลงทุน 6.1 หมื่นลบ. (ขึ้นอยู่กับแผน asset recycling) และ WHAUP มีศักยภาพการลงทุนประมาณ 1.7 หมื่นลบ. ในขณะที่ BGRIM เผชิญข้อจำกัดทางการเงินมากกว่าบริษัทอื่นในกลุ่ม โดยมีศักยภาพลงทุนอยู่ที่เพียง 3.1 หมื่นลบ. เนื่องจากมีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนอยู่ในระดับสูงที่ 2.1 เท่า
กลยุทธ์และคำแนะนำ ในระยะสั้น เรามองว่าแผน PDP2026 จะเป็นปัจจัยกระตุ้นการ re-rating หุ้นกลุ่มสาธารณูปโภค โดยอ้างอิงจากสถิติในอดีตที่หุ้นกลุ่มนี้มักให้ผลตอบแทนดีกว่าตลาดภายหลังการประกาศแผน PDP ขณะที่อัพไซด์ระยะยาวจากการประมูลโครงการตามแผน PDP2026 ยังคงถูกมองข้าม GULF ยังคงเป็นหุ้นเด่นของกลุ่ม เนื่องจากมีความสามารถในการเข้าชิงส่วนแบ่งตลาดในโครงการขยายกำลังการผลิตขนาดใหญ่ตามที่ระบุไว้ในแผน PDP2026 ได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อฐานะทางการเงิน นอกจากนี้ เรายังคงเลือก GUNKUL เป็นหุ้นม้ามืด (wildcard pick) จากโอกาสในการได้รับรายได้จากงาน EPC ที่มีความชัดเจนสูงจากโครงการพัฒนาโครงข่ายระบบส่งไฟฟ้าของประเทศและการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนภายใต้แผน PDP2026 ส่วนตัวเลือกอันดับรองลงมาคือ GPSC และ BGRIM แม้ว่าธุรกิจ SPP ของทั้งสองบริษัทจะได้รับผลกระทบในระยะสั้นจากต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่สูงขึ้น แต่ทั้งสองบริษัทยังมีอัพไซด์ของกำไรในระยะกลางถึงระยะยาวจากแผน PDP2026 ฉบับใหม่ที่กำลังจะออกมา
ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ ต้นทุนก๊าซสูงกว่าคาด ปัจจัยเสี่ยงด้าน ESG ที่สำคัญ คือ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล การบริหารจัดการพลังงาน การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง และผลกระทบต่อชุมชนใกล้เคียง

