ภาษี Section 301 เป็นบวกต่ออินเดีย แต่ยังไม่พอเพิ่มน้ำหนักลงทุน
by INVX Investment Strategy & Research
24 กรกฎาคม 2569
สหรัฐฯ บังคับใช้ภาษี Section 301 ชุดใหม่ในอัตรา 10–12.5% แทนภาษีชั่วคราว Section 122 ที่หมดอายุลงในวันนี้ โดยอินเดียถูกจัดอยู่ในกลุ่ม 10% หลังออกกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ ดีขึ้นจากกลุ่ม 12.5% ที่เคยถูกเสนอไว้เมื่อต้นเดือน มิ.ย. ผลกระทบทางตรงต่อกำไรบริษัทจดทะเบียนมีจำกัด แต่สิ่งที่มีน้ำหนักกว่าคือสัญญาณเชิงนโยบายและตำแหน่งเชิงเปรียบเทียบบน Layer ภาษีที่ถาวรขึ้น อย่างไรก็ดี แรงกดดันหลักของอินเดียเวลานี้คือราคาน้ำมันและวัฏจักรการลงทุนในประเทศ ซึ่งมาตรการนี้ไม่ได้ช่วยบรรเทา
สรุปสถานการณ์
เมื่อวันที่ 23 ก.ค. 2569 สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ประกาศบังคับใช้มาตรการขั้นสุดท้ายภายใต้ Section 301 ของ Trade Act of 1974 เก็บภาษีนำเข้ากับ 60 ประเทศคู่ค้า จากกรณีที่ประเทศเหล่านั้นไม่ได้ออกและบังคับใช้กฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับอย่างมีประสิทธิผล มาตรการมีผลกับสินค้าที่นำเข้าเพื่อการบริโภคตั้งแต่เวลา 00.01 น. ตามเวลาสหรัฐฯ ของวันที่ 24 ก.ค. (ตรงกับ 11.01 น. ตามเวลาประเทศไทย) โดยมีช่วงผ่อนผันสั้นมากสำหรับสินค้าที่อยู่ระหว่างขนส่งก่อนเวลาดังกล่าวและนำเข้าก่อนวันที่ 28 ก.ค. เท่านั้น สาระสำคัญของเรื่องนี้มีดังนี้
1. การเปลี่ยนผ่านของฐานอำนาจทางกฎหมาย: มาตรการนี้ไม่ใช่ภาษีใหม่ที่ซ้อนทับของเดิม แต่เป็นการแทนที่ หลังศาลฎีกาสหรัฐฯ ตัดสินเมื่อ 20 ก.พ. 2569 ในคดี Learning Resources ว่ากฎหมาย IEEPA ไม่ได้ให้อำนาจประธานาธิบดีในการเก็บภาษีนำเข้า ทำเนียบขาวจึงหันไปใช้ Section 122 เก็บ Surcharge อัตราคงที่ 10% เป็นการชั่วคราว ซึ่งมีเพดานตามกฎหมายที่ 150 วันและหมดอายุลงในวันนี้พอดี โดยประธานาธิบดีไม่มีอำนาจต่ออายุเอง มาตรการ Section 301 ชุดนี้จึงถูกออกแบบมาให้เข้ามาแทนที่ในจังหวะเดียวกัน
2. โครงสร้างอัตราภาษีแบ่งเป็น 3 กลุ่ม: กลุ่มแรกเสียภาษี 10% ได้แก่ประเทศที่มีกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าแรงงานบังคับอยู่แล้ว หรือมีข้อผูกพันภายใต้ Agreement on Reciprocal Trade (ART) ประกอบด้วย อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย กัมพูชา บังกลาเทศ ศรีลังกา ปากีสถาน แคนาดา เม็กซิโก อาร์เจนตินา และสหราชอาณาจักร เป็นต้น กลุ่มที่สองเสียภาษี 10% หรือ 12.5% แบบ Net of MFN (คือรวมกับภาษี MFN เดิมแล้วไม่เกินเพดาน) ได้แก่ EU และไต้หวันที่เพดาน 10% และญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สวิตเซอร์แลนด์ ที่เพดาน 12.5% และกลุ่มที่สามเสียภาษี 12.5% เต็มอัตราบวกเพิ่มจาก MFN ได้แก่ประเทศที่เหลือทั้งหมด รวมถึงจีน เวียดนาม ไทย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์
3. อินเดียเลื่อนชั้นจากกลุ่ม 12.5% มาอยู่กลุ่ม 10%: ในร่างข้อเสนอเดิมที่ USTR เผยแพร่เมื่อ 5 มิ.ย. 2569 อินเดียยังอยู่ในกลุ่มที่ถูกเสนอให้เก็บภาษี 12.5% ร่วมกับจีนและเวียดนาม แต่ USTR ระบุชัดเจนในเอกสารฉบับสุดท้ายว่าการปรับลดอัตราของอินเดียเป็นผลจากการที่อินเดียออกกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับภายหลังการเผยแพร่ร่างดังกล่าว กล่าวคืออินเดียใช้เวลาราว 7 สัปดาห์ในการแก้กฎหมายภายในประเทศและได้รับการจัดชั้นใหม่ ประเทศอื่นที่ดำเนินการในลักษณะเดียวกันในช่วงเวลานี้ ได้แก่ กัมพูชา กัวเตมาลา ฮอนดูรัส ศรีลังกา และตรินิแดดและโตเบโก
4. ขอบเขตข้อยกเว้นสินค้า: สินค้าที่ไม่อยู่ภายใต้มาตรการนี้ครอบคลุมสินค้าทุกรายการที่อยู่ภายใต้ภาษี Section 232 อยู่แล้ว (เหล็ก อะลูมิเนียม ทองแดง ยานยนต์ เซมิคอนดักเตอร์) วัตถุดิบที่สหรัฐฯ ผลิตเองไม่ได้หรือมีไม่เพียงพอ สินค้าที่การเก็บภาษีอาจก่อให้เกิดความปั่นป่วนต่อระบบเศรษฐกิจ ยาและวัตถุดิบทางเภสัชกรรม เครื่องจักรผลิตเซมิคอนดักเตอร์ รวมถึงรายการสินค้าเพิ่มเติมอีก 471 รายการที่ USTR เพิ่มเข้ามาหลังรับฟังความเห็นสาธารณะกว่า 1,600 ฉบับ

