ตัวอย่างในช่วงเริ่มต้นของสถาณการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครน จะเห็นได้ว่าสินทรัพย์ที่ตอบรับและปรับตัวสูงขึ้นในทันที คือ ทองคำ และ น้ำมัน ในขณะที่สินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้นกลับราคาตกลงฮวบ เพราะนักลงทุนเลือกที่จะเทขายเพื่อปิดความเสี่ยงจากสถานการณ์ดังกล่าว ดังนั้น หากพอร์ตการลงทุนของเราถือครองแต่หุ้นเพียงอย่างเดียว เมื่อเจอสถานการณ์ผันผวน ก็อาจทำพอร์ตการลงทุนเราย่ำแย่ได้
เข้าใจ Asset Allocation ที่ใช่ มีหลักการง่ายๆ ยังไงบ้าง?

❤หัวใจของการทำ Asset Allocation หรือ การจัดสรรสินทรัพย์ คืออะไร? ทำไมต้องทำด้วย?... ก็เพราะ นักลงทุนอย่างเรา ๆ รู้ดีว่า สินทรัพย์แต่ละประเภทสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้แตกกต่างกันไปในแต่ละสถานการณ์และช่วงเวลา
🎯ดังนั้นการทำ Asset Allocation โดยกระจายความเสี่ยงการลงทุนไปในหลายสินทรัพย์ จะช่วยลดความผันผวนของพอร์ตลงทุนและสร้างความสม่ำเสมอของผลตอบแทนได้ในระยะยาว
ยกตัวอย่างในช่วงเริ่มต้นของสถาณการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครน จะเห็นได้ว่าสินทรัพย์ที่ตอบรับและปรับตัวสูงขึ้นในทันที คือ ทองคำ และ น้ำมัน ในขณะที่สินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้นกลับราคาตกลงฮวบ เพราะนักลงทุนเลือกที่จะเทขายเพื่อปิดความเสี่ยงจากสถานการณ์ดังกล่าว ดังนั้น หากพอร์ตการลงทุนของเราถือครองแต่หุ้นเพียงอย่างเดียว เมื่อเจอสถานการณ์ผันผวน ก็อาจทำพอร์ตการลงทุนเราย่ำแย่ได้
📌แล้วการทำ Asset Allocation จัดบ้านการลงทุนของเราที่ดี ต้องมีหลักการอย่างไรบ้าง?
1. ต้องรู้ว่าการทำ Asset Allocation ขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ระยะเวลาลงทุน และผลตอบแทนที่คาดหวังของนักลงทุนเอง ที่สำคัญต้องรู้ว่าสินทรัพย์แต่ละประเภทมีความเสี่ยงอยู่มากน้อยแค่ไหน เพื่อจะเลือกจัดสรรน้ำหนักการลงทุนให้เหมาะสมแก่พอร์ตการลงทุนได้
2. เลือกกระจายการลงทุนแต่ละสินทรัพย์ให้เหมาะสม และที่สำคัญคือไม่เลือกลงทุนในสินทรัพย์ประเภทเดียวกันหรือหมวดหมู่ใกล้เคียงกันหลาย ๆ ตัว ซึ่งพอร์ตการลงทุนมีการกระจายตัวมากหรือน้อย ขึ้นอยู่ความสัมพันธ์ของสินทรัพย์ที่ทำการลงทุนด้วย เช่น หากลงทุนในหุ้นจีนและหุ้นเอเชียในสัดส่วนสูง มีความสัมพันธ์ด้านราคาก็อาจเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพราะตลาดเอเชียมีน้ำหนักของจีนอยู่ค่อนข้างเยอะ ดังนั้น จึงอาจเลือกลงทุนในหุ้นภูมิภาคหรือกลุ่มอุตสาหกรรมอื่น ๆ รวมถึงสินทรัพย์ทางเลือกเพิ่มเติม เพื่อช่วยลดความเสี่ยงดังกล่าว
3. เลือกสัดส่วนที่เหมาะสมให้กับสินทรัพย์ที่เรากระจายการลงทุนไป กล่าวคือหากนักลงทุนยอมรับความเสี่ยงได้ไม่มาก สัดส่วนของสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงอาจลงทุนคิดเป็นสัดส่วนที่ไม่สูงจนเกินไป เช่น การลงทุนในหุ้นรายอุตสาหกรรมหรือธีมการลงทุนเฉพาะ อาจให้น้ำหนักที่เหมาะสมอยู่ที่ 5-10% ของพอร์ตลงทุนทั้งหมด เป็นต้น
4. ปรับพอร์ตการลงทุน (Rebalancing) อยู่เสมอ เป็นสิ่งที่นักลงทุนมักมองข้ามในการปัดฝุ่นให้กับบ้านการลงทุนของตน การปรับพอร์ตถือเป็นการและบริหารความเสี่ยงของพอร์ตลงทุน รวมถึงให้ผลตอบแทนที่คาดหวังยังเป็นไปตามเป้าหมายการลงทุนที่เราวางไว้
ยิ่งถ้าใครไม่ได้ปัดฝุ่นพอร์ตลงทุนของตัวเองมานานแล้ว สามารถอัปเดตสถานการณ์ตลาดและการลงทุนประจำเดือนเมษายนได้เลย คลิก
คำเตือน การลงทุนมีความเสี่ยงผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้าเงื่อนไขผลตอบแทนความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
