เราปรับประมาณการกำไรของ THRE เพิ่มขึ้น 9% สำหรับปี 2026F และ 24% สำหรับปี 2027F เพื่อสะท้อนอัพไซด์ที่จะเกิดขึ้นจากโครงการประกันภัยพิบัติแห่งชาติ ขณะที่การปรับโครงสร้างเป็นบริษัทโฮลดิ้งจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน เราคาดว่า THRE จะกลับมามีกำไรปกติ 295 ลบ. ในปี 2026F จากขาดทุนในปี 2025 โดยได้รับแรงหนุนจาก combined ratio ที่ลดลง และคาดว่ากำไรจะเติบโตต่ออีก 10% ในปี 2027F จากการฟื้นตัวของรายได้จากการประกันภัย เราคงคำแนะนำ OUTPERFORM สำหรับ THRE และปรับราคาเป้าหมายกลางปี 2027 เพิ่มขึ้นจาก 0.50 บาท เป็น 0.75 บาท เพื่อสะท้อนกำไรที่มีแนวโน้มเติบโตแข็งแกร่ง อัพไซด์จากโครงการประกันภัยพิบัติแห่งชาติ และอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ 6.4% สำหรับปี 2026F
THRE – กำไรมีแนวโน้มเติบโตแข็งแกร่งและมีอัพไซด์

อัพไซด์จากโครงการประกันภัยพิบัติแห่งชาติ THRE จะได้รับประโยชน์จากโครงการประกันภัยพิบัติแห่งชาติ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากวงเงินค่าเบี้ยประกันภัยที่รัฐบาลอุดหนุนรวม 1.55 หมื่นลบ. ครอบคลุม 30 ล้านครัวเรือน ให้ความคุ้มครอง 3 ภัยพิบัติหลัก คือ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2026 ในฐานะบริษัทรับประกันภัยต่อในประเทศเพียงรายเดียวของไทย THRE จึงมีโอกาสได้รับเบี้ยประกันภัยและรายได้ค่าธรรมเนียมจากโครงการนี้ โดยวงเงินค่าเบี้ยประกันภัยรวม 1.55 หมื่นลบ. คิดเป็นประมาณ 3 เท่าของเบี้ยประกันภัยรับรวมของ THRE ในปี 2025 อย่างไรก็ตาม เราเชื่อว่า THRE ไม่น่าจะรับความเสี่ยงส่วนใหญ่จากโครงการนี้ไว้เอง เนื่องจากบริษัทมุ่งเน้นไปที่ผลิตภัณฑ์ประกันภัยรายย่อยเป็นหลัก ทั้งนี้เพื่อสะท้อนประโยชน์ที่จะได้รับจากโครงการดังกล่าว เราจึงปรับประมาณการอัตราการเติบโตของรายได้จากการประกันภัยของ THRE เพิ่มขึ้นจาก -1% เป็น 0% สำหรับปี 2026F และจาก 3% เป็น 6% สำหรับปี 2027F เราจะปรับประมาณการอีกครั้งเมื่อได้รับข้อมูลที่ชัดเจนจากบริษัท ซึ่งอาจมีอัพไซด์เพิ่มเติม นอกจากนี้ THRE ยังมีแผนที่จะลดสัดส่วนการรับประกันสุขภาพในปี 2026 เพื่อรับมือกับภาวะเงินเฟ้อทางการแพทย์ที่ปรับตัวสูงขึ้น
ปรับโครงสร้างเป็นบริษัทโฮลดิ้ง THRE กำลังดำเนินการปรับโครงสร้างเป็นบริษัทโฮลดิ้งผ่านกระบวนการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ด้วยความสมัครใจโดยบริษัทโฮลดิ้งที่จัดตั้งขึ้นใหม่ (THREH) ผ่านการแลกหุ้นในอัตราส่วน 1:1 โดยไม่มีการชำระเป็นเงินสด ตั้งแต่วันที่ 23 ก.ย. ถึง 20 พ.ย. 2026 ทั้งนี้ THRE จะถูกเพิกถอนออกจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และแทนที่ด้วย THREH ในฐานะบริษัทแม่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ การปรับโครงสร้างครั้งนี้จะช่วยให้บริษัทมีความยืดหยุ่นในการดำเนินงานและความคล่องตัวมากขึ้นสำหรับการขยายธุรกิจในอนาคต
ปรับประมาณการกำไรเพิ่มขึ้น เราปรับประมาณการกำไรของ THRE เพิ่มขึ้น 9% สำหรับปี 2026F และ 24% สำหรับปี 2027F ปัจจุบันเราคาดว่า THRE จะกลับมามีกำไรปกติ 295 ลบ. ในปี 2026F จากขาดทุนปกติ 3 ลบ. ในปี 2025 หลักๆ ได้รับแรงหนุนจาก combined ratio ที่ปรับตัวดีขึ้น (ไม่มีการเคลมค่าสินไหมจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวและอุทกภัยเกิดขึ้นซ้ำอีก) และ ROI ที่ดีขึ้น ทั้งนี้ THRE มีการบันทึกรายได้พิเศษจากการชนะคดีข้อพิพาทในปี 2026 สำหรับปี 2027F เราคาดว่ากำไรปกติจะเพิ่มขึ้น 10% หลักๆ ได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของรายได้จากการประกันภัย
คาดอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลดี THRE จะกลับมาจ่ายเงินปันผลที่อัตราไม่ต่ำกว่า 40% ของกำไรสุทธิในปี 2026 หลังจากงดจ่ายในปี 2025 เราคาดการณ์ DPS ปี 2026F ที่ 0.04 บาท (อัตราการจ่ายเงินปันผล 50%) ซึ่งคิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่น่าสนใจในระดับ 6.4%
คงคำแนะนำ OUTPERFORM และปรับราคาเป้าหมายเพิ่มขึ้น เราคงคำแนะนำ OUTPERFORM สำหรับ THRE และปรับราคาเป้าหมายกลางปี 2027 เพิ่มขึ้นจาก 0.50 บาท เป็น 0.75 บาท (อิง PBV ที่ 0.75 เท่า) โดยได้รับแรงหนุนจากกำไรที่มีแนวโน้มเติบโตแข็งแกร่งในปี 2026 และ 2027 อัพไซด์จากโครงการประกันภัยพิบัติแห่งชาติ และอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่น่าสนใจระดับ 6.4% สำหรับปี 2026F
ปัจจัยเสี่ยง ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ ได้แก่: 1) การเคลมสินไหมสูงกว่าคาด 2) เบี้ยประกันภัยเติบโตช้ากว่าคาด 3) ความเสี่ยง ESG จากการให้บริการลูกค้าอย่างเป็นธรรม (market conduct)

