Café Invest
Markets

ประเมินโครงสร้าง TISA ใหม่: เปิดกว้างอิสระการลงทุน มอง "หุ้นปันผลสูง" คือ ผู้ชนะที่แท้จริงในตลาดทุน

ประเมินโครงสร้าง TISA ใหม่: เปิดกว้างอิสระการลงทุน มอง "หุ้นปันผลสูง" คือ ผู้ชนะที่แท้จริงในตลาดทุน

กระทรวงการคลังเผยมาตรการ TISA ชัดเจนแล้วกว่า 90% โดยอยู่ระหว่างสรุปเงื่อนไขกับตลาดทุน ก่อนเสนอ ครม. ภายในปีนี้และคาดเริ่มใช้สิทธิในปี 2570 โดยให้สิทธิประโยชน์รวม 8 แสนบาท (ไม่รวมประกัน) แบ่งเป็น 6 แสนบาทแรกที่ใช้ลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งถือว่าสิทธิลดหย่อนภาษียังเท่าเดิม (เนื่องจากในปี 2570 วงเงิน Thai ESG จะกลับมาที่ 1 แสนบาท รวมกับกลุ่มกองทุนเกษียณเดิม 5 แสนบาท) พร้อมปลดล็อกให้ลงทุนตรงในหุ้น ตราสารหนี้ หรือกองทุนได้อิสระ ส่วนอีก 2 แสนบาทใช้ลดหย่อนไม่ได้แต่ได้รับยกเว้นภาษี Capital Gain และเงินปันผล ทั้งนี้ InnovestX ประเมินว่า แม้เพดานวงเงินลดหย่อนภาษีเท่าเดิมจะช่วยรักษาสมดุลด้านรายได้ภาษีของรัฐบาลได้ แต่รายละเอียดและเงื่อนไขเชิงลึกของ TISA ยังต้องรอติดตามความชัดเจนหลังการหารือกับภาคตลาดทุนก่อน ด้านตลาดหุ้นไทยอาจไม่ได้เม็ดเงินใหม่เพิ่มขึ้นชัดเจน เพราะนักลงทุนสามารถกระจายเงินไปพักในตราสารหนี้ได้ แต่เชิงกลยุทธ์มองผู้ชนะเพียงกลุ่มเดียวจากมาตรการนี้ คือ หุ้นปันผลสูง จึงแนะนำเก็บหุ้นปันผลคุณภาพดี ได้แก่ BBL KTB KKP HMPRO AP SCCC PTT FTREIT และ LHSC เพื่อใช้ประโยชน์จากวงเงิน 2 แสนบาทหลังรับสิทธิเว้นภาษีปันผลและสร้างกระแสเงินสดระยะยาวให้คุ้มค่าสูงสุด

🔸FACT: คลังเผยมาตรการ TISA ให้วงเงินสิทธิประโยชน์สูงสุด 8 แสนบาท เตรียมรอหารือตลาดทุน
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เผยว่า หลักเกณฑ์ของโครงการบัญชีการออมการลงทุนส่วนบุคคล (TISA) มีความชัดเจนแล้วกว่า 90% โดยเหลือเพียงการหารือรายละเอียดด้านสิทธิประโยชน์ทางภาษีและเงื่อนไขบางส่วนกับภาคตลาดทุน คาดว่าจะเสนอให้ ครม. พิจารณาได้ภายในปีนี้ เพื่อให้ทันเริ่มลงทุนในปี 2570 และยื่นภาษีในต้นปี 2571 โดยสาระสำคัญ คือ การรวบรวมการออมและการลงทุนไว้ในบัญชีเดียว ซึ่งจะให้วงเงินสิทธิประโยชน์รวมสูงสุดอยู่ที่ 8 แสนบาท (แยกวงเงินประกันชีวิต/สุขภาพ 1 แสนบาทออกไปต่างหากเพื่อไม่ให้กระทบสิทธิเดิม) แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ

  1. วงเงินหักลดหย่อนภาษีตามปกติ 6 แสนบาท (คงเพดานสูงสุดไม่เกิน 15% ของรายได้ และยกเลิกเงื่อนไขตัวคูณลดหย่อนเพื่อให้เกิดความเท่าเทียม) โดยปลดล็อกให้ผู้ลงทุนสามารถจัดสรรเงินลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภทได้อย่างอิสระ ทั้งหุ้นไทย ตราสารหนี้ และกองทุนรวม โดยไม่ต้องยึดติดกับกองทุนรวมเพียงอย่างเดียว รวมทั้งยกเลิกจำกัดวงเงินแยกตามประเภทสินทรัพย์
  2. วงเงินพิเศษ 2 แสนบาท สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ตามที่ ก.ล.ต.กำหนด ซึ่งไม่สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ แต่จะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีจากกำไร (Capital Gain) และเงินปันผลหากถือครองครบตามเงื่อนไข

📌IMPACT: วงเงินลดหย่อนภาษีเท่าเดิม การลงทุนมีอิสระมากขึ้น แต่ยังจับตาเงื่อนไขที่ชัดเจนอีกครั้ง
InnovestX ประเมินว่า หากมาตรการ TISA ข้างต้นถูกบังคับใช้ในปี 2570 จะทำให้เพดานการหักลดหย่อนภาษีสุทธิของผู้เสียภาษีอยู่ที่ 6 แสนบาทเท่าเดิม (เนื่องจากในปี 2570 วงเงินลดหย่อนของ Thai ESG จะกลับมาที่ฐานเดิม 1 แสนบาท ถือครอง 8 ปี หลังมาตรการพิเศษกระตุ้นตลาดทุนวงเงิน 3 แสนบาท ถือครอง 5 ปี จะหมดอายุลงในปี 2569 เมื่อรวมกับ กลุ่มกองทุนเกษียณ RMF/PVD/SSF 5 แสนบาท จะเท่ากับ 6 แสนบาทพอดี)

อย่างไรก็ดี รายละเอียดและเงื่อนไขของมาตรการ TISA ยังไม่มีความแน่นอนและต้องรอความชัดเจนจากภาครัฐ โดยเบื้องต้นหากมีการเปลี่ยนโครงสร้างมาเป็น TISA ข้างต้นคาดจะส่งผลกระทบใน 4 มิติหลัก ได้แก่

  1. มิติด้านการคลังของรัฐบาล : เป็นการรักษาสมดุลระหว่างเป้าหมายการควบคุมรายได้จากการจัดเก็บภาษี (Tax Expenditure) ให้อยู่ในกรอบ 6 แสนบาทเดิม ควบคู่ไปกับการใช้เครื่องมือทางภาษี (การงดเว้นภาษีปันผลในวงเงิน 2 แสนบาท) เพื่อเป็นกลไกจูงใจให้ประชาชนนำเงินออมเข้าสู่ระบบการลงทุนระยะยาว เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับสังคมสูงอายุ
  2. มิติด้านผู้เสียภาษี : จะได้รับความยืดหยุ่นและมีทางเลือกในการบริหารพอร์ตลงทุนที่หลากหลายขึ้น ทั้งจากการจัดสรรเงินในวงเงิน 6 แสนบาทแรก และวงเงินพิเศษ 2 แสนบาทเพื่อรับสิทธิงดเว้นภาษีปันผล 10% อย่างไรก็ดี ผลกระทบที่แท้จริงต่อผู้เสียภาษีแต่ละกลุ่ม ยังคงต้องรอติดตามความชัดเจนของเงื่อนไขเพดานการลดหย่อน (เช่น เกณฑ์ใหม่ TISA กำหนดเพดานการซื้อสูงสุดไว้ที่ไม่เกิน 15% ของรายได้ แต่เกณฑ์เดิมกำหนดไว้ไม่เกิน 30% ของรายได้) ว่าจะส่งผลต่อการวางแผนภาษีเดิมมากน้อยเพียงใด
  3. มิติของบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) : โครงสร้าง TISA เปิดโอกาสให้ บล. มีบทบาทมากขึ้นในฐานะตัวกลางให้บริการบัญชีลงทุนแบบเบ็ดเสร็จ ซึ่งอาจช่วยหนุนปริมาณการซื้อขาย (Trading Volume) จากกลุ่มนักลงทุนที่เลือกประหยัดค่าธรรมเนียมด้วยการลงทุนตรงด้วยตนเอง ตลอดจนเป็นโอกาสในการยกระดับบริการแพลตฟอร์มบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management Platform)
  4. มิติของอุตสาหกรรมกองทุนรวม (บลจ.) : การแข่งขันจะเปลี่ยนผ่านไปสู่ตลาดที่เปิดกว้างขึ้น (Open Market) เมื่อนักลงทุนมีอิสระในการจัดสรรสินทรัพย์นอกเหนือจากการซื้อกองทุน จะทำให้อุตสาหกรรม บลจ. จำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ แข่งขันด้านผลตอบแทน และพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีความโดดเด่นเฉพาะตัวมากขึ้น เพื่อดึงดูดเม็ดเงิน (AUM) ในยุคที่ข้อจำกัดการซื้อเพื่อลดหย่อนภาษีมีความยืดหยุ่นสูงขึ้น

🎯ACTION:  กลยุทธ์รับมือ TISA เน้น "หุ้นปันผลสูง" คือ ผู้ชนะที่แท้จริงเบื้องต้นจากข่าวดังกล่าว InnovestX มองว่า มาตรการ TISA ข้างต้น อาจไม่ได้สร้างแรงผลักดันต่อสภาพคล่องของตลาดหุ้นไทยอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากภาพรวมเม็ดเงิน (Net Inflow) ในปี 2570 อาจกระจายตัวมากขึ้น เพราะการให้อิสระในการจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) ทำให้นักลงทุนสามารถโยกเงินไปพักในตราสารหนี้ได้ในยามที่ตลาดหุ้นผันผวน

อย่างไรก็ดี หากมาตรการนี้บังคับใช้จริง ผู้ชนะเพียงกลุ่มเดียวในตลาดหุ้นไทย คือ หุ้นปันผลสูง (High Dividend Yield) นักลงทุนควรปรับกลยุทธ์นำวงเงินส่วน 6 แสนบาทแรก กระจายลงทุนตามความเสี่ยงด้วยตนเองเพื่อประหยัดค่าธรรมเนียมกองทุน ขณะที่วงเงิน 2 แสนบาทหลัง ควรเน้นไปที่หุ้นพื้นฐานแกร่งที่จ่ายปันผลสูงสม่ำเสมอ เพื่อดึงสิทธิประโยชน์จากการงดเว้นภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% ของเงินปันผลกลับมาให้ได้มากที่สุด และสร้างกระแสเงินสด (Passive Income) ระยะยาว ทั้งนี้ InnovestX แนะนำ 9 หุ้นปันผลคุณภาพดีสำหรับการลงทุนระยะยาว ได้แก่ BBL KTB KKP HMPRO AP SCCC PTT FTREIT และ LHSC

ข้อสงวนสิทธิ์
ข้อมูล ความเห็น บทวิเคราะห์ ราคา การคาดการณ์ และ/หรือ ข้อมูลอื่นใด (“ข้อมูล”) ที่ปรากฏ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยมีที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“INVX”) ไม่รับรองความถูกต้อง ครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นการรับประกันราคาหรือผลตอบแทน คำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือชักชวนให้เสนอซื้อหรือเสนอขายหลักทรัพย์ใด INVX และ/หรือ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของ INVX ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันเป็นผลมาจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลดังกล่าว

INVX และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น INVX และ/หรือ บริษัทในเครือ SCBX อาจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ บนหลักทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ รวมถึงอาจมีการทำธุรกรรมอื่นใดในหลักทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึง อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน อ่านต่อ: > ข้อสงวนสิทธิ์.pdf