Café Invest
Markets

หุ้นเอเชียเผชิญแรงขายหลายด้าน ทั้งความกังวล AI จีนใกล้เข้าสู่ Bear Market และน้ำมันพุ่ง ยังไม่ใช่จังหวะช้อน แนะเลือกลงทุนธีมที่พื้นฐานแข็งแกร่ง

หุ้นเอเชียเผชิญแรงขายหลายด้าน ทั้งความกังวล AI จีนใกล้เข้าสู่ Bear Market และน้ำมันพุ่ง ยังไม่ใช่จังหวะช้อน แนะเลือกลงทุนธีมที่พื้นฐานแข็งแกร่ง

หุ้นเอเชียเผชิญแรงขายหลายด้าน ทั้งความกังวล AI จีนใกล้เข้าสู่ Bear Market และน้ำมันพุ่ง ยังไม่ใช่จังหวะช้อน แนะเลือกลงทุนธีมที่พื้นฐานแข็งแกร่ง

by INVX Investment Strategy & Research
22 ตุลาคม 2026

ตลาดหุ้นเอเชียปรับลงเกือบทั้งภูมิภาควันนี้ KOSPI ร่วง 3.3% Hang Seng ลดลงราว 3% Nikkei 225 ลดลง 2% และ CSI 300 ของจีนเข้าสู่ Bear Market หลังลดลง 20% จากจุดสูงสุดในเดือน มิ.ย. แม้จะร่วงพร้อมกัน แต่แรงขายมาจาก 3 ปัจจัยที่แยกกัน 1) เกาหลีและญี่ปุ่นยังเป็นความกังวลเรื่อง AI ชุดเดิมที่ทำให้การรีบาวด์เมื่อวานไปต่อไม่ได้ 2) จีนและฮ่องกงเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างในประเทศ 3) รายงานแผนโจมตีอิหร่านรอบใหม่ดัน Brent กลับขึ้นเหนือ 110 ดอลลาร์ เรายังแนะนำหลีกเลี่ยงการช้อนซื้อหุ้นเอเชียแบบวงกว้าง รอหลักฐานการฟื้นตัวของกำไรและแรงซื้อกลับ ขณะที่ยังเลือกสะสม AI สหรัฐฯ และ GRID อย่างมีวินัย พร้อมถือ Healthcare และตราสารหนี้ระยะสั้น-กลางเพื่อลดความผันผวนของพอร์ต

Fact

ช่วง 11.30 น. ตามเวลาประเทศไทย KOSPI ร่วง 3.31% Hang Seng ลดลง 2.99% Nikkei 225 ลดลง 2.04% มาอยู่ที่ 63,302.50 จุด ขณะที่ TOPIX ลดลงเพียง 0.76% สะท้อนว่าแรงขายในญี่ปุ่นกระจุกในหุ้นขนาดใหญ่กลุ่ม AI ด้าน CSI 300 ลดลง 1.26% และ Nifty 50 ของอินเดียลดลง 0.81% ในทางกลับกัน SET บวก 0.34% และ VN30 บวก 0.48%

แรงขายเกิดขึ้นแม้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เมื่อคืนปิดบวก โดย S&P 500 เพิ่มขึ้น 0.58% และ Nasdaq เพิ่มขึ้น 1.05% และผลประกอบการของ Meta ออกมาดีกว่าคาดทั้งรายได้และกำไร และ Tesla ขึ้นไปทำจุดสูงสุดในรอบ 3 เดือน ซึ่งสามารถสรุปสาเหตุได้ดังนี้

  1. เกาหลีและญี่ปุ่น - ฟื้นไม่ต่อเนื่องจากความกังวล AI ชุดเดิม: KOSPI เพิ่งพุ่ง 3.29% เมื่อวานนี้ นำโดย Samsung Electronics (+5.67%) และ SK hynix (+5.81%) วันนี้จึงเป็นแรงขายทำกำไรเป็นหลัก ไม่มีข่าวลบใหม่ด้าน AI แต่ความกังวลเรื่องความเสี่ยงด้าน Credit และความสามารถในการทำกำไรของการลงทุน AI ยังจำกัดแรงรีบาวด์ของหุ้นชิป นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นใน KOSPI รวม 18.1 ล้านล้านวอนระหว่างวันที่ 1–20 ต.ค. โดยเกือบ 10 ล้านล้านวอนเป็นการขาย SK hynix ด้าน BOK คงดอกเบี้ยที่ 3.00% ตามคาด หลังขึ้นดอกเบี้ยติดต่อกันในเดือน ก.ค. และ ส.ค. ส่วนในญี่ปุ่น หุ้นกลุ่มอุปกรณ์ AI อย่าง Tokyo Electron และ Kioxia ปรับลง
  2. จีนและฮ่องกง - ปัญหาเชิงโครงสร้างในประเทศ: CSI 300 ลดลงติดต่อกัน 10 สัปดาห์และใกล้เข้าสู่ Bear Market ปัจจัยหลักคือความหวังต่อมาตรการกระตุ้นที่เลือนลาง ผลประกอบการที่น่าผิดหวัง และสงครามราคาที่กัดกร่อน Margin กำไรภาคอุตสาหกรรมเดือน ก.ย. เติบโตต่ำสุดของปี ตัวจุดชนวนคือ CATL ที่ร่วง 11.4% ในฮ่องกงและ 12.0% ในเซินเจิ้นเมื่อวานนี้ หลังกำไรไตรมาส 3 ชะลอตัวเกินคาด ขณะที่จีนคงอัตรา LPR ทั้ง 1 ปีที่ 3.00% และ 5 ปีคงไว้ที่ 3.50% เป็นเดือนที่ 17 ติดต่อกัน ในฮ่องกง Hang Seng Tech ดิ่ง 4.63% ต่ำสุดในรอบ 2 ปี นำโดย Alibaba (-6%) ที่หลุด 100 ดอลลาร์ฮ่องกง, Tencent (-3.5%) และ Lenovo (-8.9%)
  3. ความเสี่ยงอิหร่านรอบใหม่ดันราคาน้ำมัน: New York Times รายงานว่ากองทัพสหรัฐฯ และอิสราเอลได้วางแผนโจมตีอิหร่านรอบใหม่หลังการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ วันที่ 3 พ.ย. ขณะที่สหรัฐฯ สั่งถอนเจ้าหน้าที่ที่ไม่จำเป็นออกจากซาอุดีอาระเบีย หลังกลุ่มฮูตีโจมตีสนามบินและแหล่งน้ำมัน Brent จึงกลับขึ้นเหนือ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อย่างไรก็ดี ยังไม่มีการประกาศตัดสินใจกลับมาโจมตี

Impact

แรงขายหุ้นเอเชียรอบนี้สะท้อนความเสี่ยงที่แตกต่างกันในแต่ละตลาด แต่มีจุดร่วมคือ นักลงทุนเริ่มให้ความสำคัญกับความยั่งยืนของกำไร ต้นทุนเงินทุน และปัจจัยกระตุ้นเศรษฐกิจ มากกว่าการเข้าซื้อหุ้นเพียงเพราะราคาปรับลงแรง ทำให้การฟื้นตัวของตลาดเอเชียอาจยังไม่ต่อเนื่อง แม้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะเริ่มฟื้นตัว โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้

  1. เกาหลีและญี่ปุ่น – แรงรีบาวด์ยังขาดความเชื่อมั่น แต่พื้นฐานชิปยังไม่เสียหาย: การที่ KOSPI ปรับลงแรงหลังรีบาวด์เพียงวันเดียว สะท้อนว่านักลงทุนยังใช้จังหวะราคาฟื้นตัวเพื่อลดความเสี่ยง ขณะที่แรงขายจากนักลงทุนต่างชาติยังเป็นปัจจัยกดดัน แม้ประมาณการกำไรของผู้ผลิตชิปยังไม่ได้ถูกปรับลดอย่างมีนัยสำคัญ แต่ความกังวลด้านการแข่งขันในตลาด Memory และความคุ้มค่าของ AI Capex ทำให้ Valuation ยังมีโอกาสถูกกดดันต่อ จึงมองว่าแรงขายรอบนี้ยังเป็นเรื่อง Sentiment และ Valuation มากกว่าการเปลี่ยนทิศทางของ Earnings Cycle แต่ยังเร็วเกินไปที่จะกลับเข้าไปเพิ่มน้ำหนักจนกว่าแรงขายจะเริ่มมีเสถียรภาพ
  2. หุ้นชิปสหรัฐฯ ยังมีโอกาส แต่ต้องแยกผู้ได้ประโยชน์จาก AI Demand กับผู้รับความเสี่ยงด้าน Financing: แม้ความกังวล AI Funding จะกระทบ Sentiment ของหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก แต่ผู้ผลิตชิปสหรัฐฯ ที่มีอำนาจกำหนดราคาและคำสั่งซื้อรองรับยังมีแนวโน้มรักษาการเติบโตของกำไรได้ดีกว่าบริษัทที่พึ่งพาเงินทุนภายนอกสูง อย่างไรก็ดี หากต้นทุนเงินทุนที่สูงขึ้นนำไปสู่การชะลอ AI Capex ในอนาคต ทั้ง GPU และ Memory ก็มีความเสี่ยงถูกปรับลดประมาณการกำไรเช่นกัน จึงควรเลือกลงทุนตามคุณภาพกำไรและ Valuation มากกว่ามองว่าหุ้นชิปทั้งกลุ่มจะฟื้นตัวพร้อมกัน
  3. จีน – Valuation ที่ถูกลงยังไม่เพียงพอ หากไม่มี Catalyst ฟื้นกำไร: การปรับลงของหุ้นจีนสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างจากอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอ กำลังการผลิตส่วนเกิน และการแข่งขันด้านราคาที่กดดัน Margin แม้หุ้นบางกลุ่มเริ่มมี Valuation น่าสนใจ แต่การขาดมาตรการกระตุ้นการคลังและสัญญาณฟื้นตัวของกำไร ทำให้ตลาดยังเสี่ยงต่อการถูกปรับลดประมาณการต่อเนื่อง จึงมองว่าการเข้าซื้อเพียงเพราะราคาปรับลงแรงยังมีความเสี่ยง Value Trap และควรรอหลักฐานการฟื้นตัวของ Earnings Revision หรือมาตรการกระตุ้นที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจจริงก่อน
  4. น้ำมัน – ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์อาจซ้ำเติมทั้งกำไรบริษัทและ Equity Valuation: Brent ที่กลับมายืนเหนือ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจเอเชียที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงาน โดยเฉพาะญี่ปุ่น เกาหลี และอินเดีย ผ่านต้นทุนการผลิต เงินเฟ้อ และดุลการค้า ขณะเดียวกัน หากราคาน้ำมันทรงตัวสูงต่อเนื่อง อาจทำให้ตลาดปรับลดความคาดหวังการผ่อนคลายนโยบายการเงินและกดดัน Bond Yield ให้อยู่ในระดับสูง ซึ่งจะซ้ำเติม Valuation ของหุ้น Growth และ AI ที่ยังซื้อขายบนความคาดหวังกำไรในอนาคต อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อ Bond Yield ยังขึ้นอยู่กับความรุนแรงของแรงกดดันเงินเฟ้อเทียบกับความเสี่ยงเศรษฐกิจชะลอตัวจากน้ำมันแพง

Action

InnovestX แนะนำ Selective Buy มากกว่าการเข้าซื้อหุ้นเอเชียจากแรงขายระยะสั้น เนื่องจากความเสี่ยงด้าน AI Valuation เศรษฐกิจจีน และราคาพลังงานยังไม่มีสัญญาณคลี่คลายชัดเจน โดยมองว่าแรงขายรอบนี้เป็นโอกาสปรับโครงสร้างพอร์ตเพื่อลดการกระจุกตัว มากกว่าการเพิ่มน้ำหนักสินทรัพย์เสี่ยงในวงกว้าง

ด้านหุ้น Semiconductor ยังไม่แนะนำเพิ่มน้ำหนักหุ้นชิปเกาหลีและญี่ปุ่น แม้ราคาปรับลงแรง เนื่องจากการฟื้นตัวยังขาดแรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติและความกังวลด้าน Memory Cycle ยังไม่คลาย อย่างไรก็ดี สำหรับผู้ที่ถืออยู่ยังไม่แนะนำ Panic Sell ตราบใดที่แนวโน้มกำไรยังไม่ถูกปรับลดอย่างมีนัยสำคัญ โดยควรรอให้แรงขายต่างชาติชะลอลง ราคาสร้างฐานได้ และผลประกอบการยืนยันแนวโน้มการเติบโตของกำไรก่อนกลับเข้าไปเพิ่มน้ำหนัก ในทางกลับกัน ยังมองว่าหุ้นชิปสหรัฐฯ ที่ได้ประโยชน์จาก AI Demand และมีฐานะการเงินแข็งแกร่งสามารถทยอยสะสมตามจังหวะราคาที่เหมาะสมได้ แต่ไม่แนะนำไล่ซื้อในช่วงที่ความผันผวนยังสูง

ด้านหุ้นจีนและฮ่องกง ยังไม่แนะนำช้อนซื้อหรือถัวเฉลี่ยขาลง เนื่องจาก Valuation ที่ถูกลงยังขาดปัจจัยสนับสนุนการฟื้นตัวของกำไร สำหรับผู้ถือเดิมแนะนำใช้จังหวะรีบาวด์ทยอยลดน้ำหนักในส่วนที่เกินเป้าหมาย โดยเฉพาะหุ้นที่เผชิญการแข่งขันด้านราคาสูงหรือแนวโน้มกำไรถูกปรับลด ขณะที่การกลับเข้าไปลงทุนใหม่ควรรอมาตรการกระตุ้นการคลังที่ชัดเจน และสัญญาณว่ากำไรบริษัทเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น

ด้านการจัดพอร์ตการลงทุน แนะนำกระจายการลงทุนไปยังกลุ่ม Healthcare เพื่อช่วยลดความผันผวนจาก AI และเศรษฐกิจจีน ขณะที่ยังเลือกลงทุนในธีม Grid Infrastructure (GRID) ซึ่งได้รับประโยชน์จากความต้องการลงทุนระบบไฟฟ้าและ Data Center ในระยะยาว และมีแหล่งรายได้ที่หลากหลายกว่าบริษัท AI ที่พึ่งพาการระดมทุนสูง อย่างไรก็ตาม GRID ยังมีความอ่อนไหวต่อ Bond Yield และ AI Capex จึงควรทยอยสะสมอย่างมีวินัยด้านราคา ไม่เพิ่มน้ำหนักโดยอัตโนมัติทุกครั้งที่ตลาดปรับลง

ด้านตราสารหนี้ ยังคงแนะนำพันธบัตรคุณภาพดีระยะสั้น-กลาง เพื่อรับผลตอบแทน Carry ขณะที่จำกัด Duration Risk เนื่องจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและความเสี่ยงเงินเฟ้อยังอาจกดดัน Bond Yield ระยะยาวให้ทรงตัวสูงต่อไป จึงยังไม่เร่งเพิ่ม Duration จนกว่าจะเห็นสัญญาณเงินเฟ้อและ Term Premium เริ่มคลายตัวชัดเจน

ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ 1) ผลประกอบการและแนวโน้มกำไรของ SK hynix และ Samsung สัปดาห์หน้า เพื่อประเมินว่าแรงขายหุ้นชิปเป็นเพียงการปรับ Valuation หรือเริ่มกระทบพื้นฐาน 2) มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจีนและทิศทาง Earnings Revision 3) ความคืบหน้าความตึงเครียดอิหร่านและทิศทางราคาน้ำมัน โดยเฉพาะช่วงการเลือกตั้งอิสราเอลวันที่ 27 ต.ค. และการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ วันที่ 3 พ.ย. และ 4) การประชุม FOMC วันที่ 27–28 ต.ค. ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทาง Bond Yield และ Valuation ของสินทรัพย์เสี่ยงในระยะถัดไป