Café Invest
Markets

SpaceX เร่งขยายจากอวกาศสู่กลาโหมและ AI

SpaceX เร่งขยายจากอวกาศสู่กลาโหมและ AI

SpaceX กำลังเปลี่ยนจากบริษัทจรวดไปสู่แพลตฟอร์มโครงสร้างพื้นฐานครบวงจรที่เชื่อมอวกาศ การสื่อสาร กลาโหม และ AI โดยมี Starship เป็นแกนลดต้นทุน ขณะที่ Golden Dome และการขยาย Colossus ช่วยเพิ่มทั้งรายได้ภาครัฐและความต้องการโครงสร้างพื้นฐาน AI อย่างต่อเนื่อง

1. Starship เตรียมทดสอบครั้งสำคัญ เป้าหมายเข้าสู่วงโคจรเต็มรูปแบบ

SpaceX เตรียมทดสอบ Starship ครั้งที่ 14 โดยความแตกต่างสำคัญจากเที่ยวบินก่อนหน้าคือ หากเป็นไปตามแผน Starship จะเข้าสู่วงโคจรรอบโลกเป็นครั้งแรก จากเดิมที่การทดสอบที่ผ่านมาเป็นเพียงเที่ยวบินแบบขึ้นสู่อวกาศแล้วกลับลงมา โดยเที่ยวบินครั้งนี้คาดว่าจะทำความเร็วประมาณ 18,000 ไมล์ต่อชั่วโมง และโคจรรอบโลกหลายรอบ

การทดสอบนี้มีความสำคัญต่อแผนธุรกิจของ SpaceX เพราะจะมีการปล่อย ดาวเทียม Starlink รุ่น V3 ที่ใช้งานจริง ซึ่งมีขนาดใหญ่และความสามารถสูงกว่ารุ่นเดิม ช่วยรองรับการขยายบริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมไปสู่การเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือโดยตรง ปัจจุบัน Starlink มีดาวเทียมมากกว่า 11,000 ดวง และมีลูกค้ากว่า 12 ล้านราย

2. Starship เป็นกุญแจลดต้นทุน และเปิดทางสร้างศูนย์ประมวลผล AI ในอวกาศ

ในระยะถัดไป SpaceX วางแผนใช้ Starship ปล่อยดาวเทียมประมวลผล AI ภายใต้โครงการ Starmind เพื่อสร้างศูนย์ประมวลผล AI ขนาดใหญ่ในวงโคจร โดยใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ และอาศัยสภาพแวดล้อมในอวกาศเพื่อลดข้อจำกัดด้านไฟฟ้า ระบบระบายความร้อน และการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลบนโลก

หัวใจสำคัญคือความสามารถในการนำทั้งจรวดส่วนล่างและยานส่วนบนกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการส่งอุปกรณ์ขึ้นสู่วงโคจรอย่างมีนัยสำคัญ หากทำได้สำเร็จ SpaceX อาจเริ่มส่งดาวเทียม Starmind ตั้งแต่ปลายปี 2027 และเพิ่มขนาดเครือข่ายมากขึ้นในปี 2028 ทำให้ Starship ไม่ได้เป็นเพียงโครงการด้านอวกาศ แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญต่อยุทธศาสตร์ AI ของบริษัท

3. ฝั่งกลาโหม SpaceX กลายเป็นผู้รับงานหลักของโครงการ Golden Dome

ขณะเดียวกัน SpaceX กำลังมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างมากในโครงการป้องกันขีปนาวุธ Golden Dome ของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ โดยบริษัทได้รับสัญญาราว $2bn สำหรับเครือข่ายดาวเทียมด้านการสื่อสารและส่งข้อมูล รวมถึงอีกประมาณ $4bnสำหรับดาวเทียมตรวจจับเครื่องบินและขีปนาวุธ

นอกจากนี้ SpaceX ยังมีส่วนในระบบติดตามขีปนาวุธ ระบบสกัดกั้นจากอวกาศ และซอฟต์แวร์ของ Golden Dome ขณะที่สัญญาปล่อยดาวเทียมด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ ในช่วง 5 ปีข้างหน้ามีมูลค่าได้สูงสุดถึง $5.9bn สะท้อนว่า SpaceX กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของระบบความมั่นคงสหรัฐฯ

4. ความได้เปรียบมาจากต้นทุนต่ำและกำลังผลิต แต่คู่แข่งถูกกดดัน

เหตุผลที่ SpaceX ได้เปรียบคู่แข่งคือ Falcon 9 สามารถลดต้นทุนการส่งดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจร ขณะที่บริษัทผลิตชิ้นส่วนจำนวนมากเองและสามารถผลิตดาวเทียมจำนวนมากได้รวดเร็ว ทำให้ตอบโจทย์ของกระทรวงกลาโหมที่ต้องการเร่งระบบ Golden Dome ให้พร้อมใช้งานภายในปี 2028

อย่างไรก็ตาม การกระจุกตัวของสัญญาที่ SpaceX ทำให้คู่แข่งอย่าง York Space Systems และรายอื่นได้รับงานในขนาดเล็กกว่ามาก โดย York ได้สัญญาเริ่มต้นเพียงประมาณ $12mn และต้องลดประมาณการรายได้ทั้งปีลง 32% หลังการให้สัญญาภาครัฐล่าช้า ราคาหุ้นลดลงมากกว่า 70% จากราคาเสนอขายครั้งแรก สะท้อนความเสี่ยงที่ผู้เล่นรายเล็กจะถูกกดดันหากรัฐบาลยังให้ความสำคัญกับขนาดและความเร็วเป็นหลัก

5. อีกด้านหนึ่ง xAI เร่งขยาย Colossus 2 ดันความต้องการชิป Nvidia

ฝั่ง AI ของเครือบริษัท Elon Musk ก็เร่งขยายกำลังประมวลผลอย่างมาก โดย Colossus 2 ปัจจุบันมี Nvidia GB200 ราว 110,000 ตัว และ GB300 ราว 440,000 ตัว และมีแผนนำ GB300 เพิ่มอีก 220,000 ตัวในระยะใกล้ อีก 220,000 ตัวในเดือนพฤศจิกายน และอาจเพิ่มอีก 220,000 ตัวภายในปลายเดือนธันวาคม

หากแผนทั้งหมดสำเร็จ Colossus 2 อาจมี GB200 และ GB300 รวมประมาณ 1.21 ล้านตัว ขณะที่เมื่อรวม Colossus 1 แล้ว จำนวนชิป Nvidia ทั้งระบบอาจเข้าใกล้ 1.4 ล้านตัวภายในสิ้นปี สะท้อนว่าความต้องการชิป AI ระดับสูงยังแข็งแรง และเป็นปัจจัยสนับสนุนต่อ Nvidia โดยตรง

6. คอขวดกำลังเปลี่ยนจากชิปไปสู่ไฟฟ้า ระบบเครือข่าย และการระบายความร้อน

การเพิ่มชิปจำนวนมากทำให้ข้อจำกัดสำคัญไม่ได้อยู่ที่การจัดหาชิปเพียงอย่างเดียว แต่ขยายไปสู่ระบบไฟฟ้า หม้อแปลง ระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว และเครือข่ายเชื่อมต่อภายในศูนย์ข้อมูล โดย Nvidia ระบุว่า GB300 NVL72 หนึ่งตู้สามารถใช้ไฟฟ้าได้สูงถึงประมาณ 142 กิโลวัตต์

ดังนั้น การขยาย Colossus อย่างรวดเร็วสะท้อนว่าการลงทุน AI ในระยะต่อไปจะกระจายจากผู้ผลิตชิปไปยังผู้ผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้า ระบบระบายความร้อน เครือข่าย และโครงสร้างพื้นฐานศูนย์ข้อมูลมากขึ้น ขณะที่ SpaceX และ xAI พยายามลดข้อจำกัดดังกล่าวผ่านการสร้างระบบพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานของตนเอง

มุมมอง InnovestX

  • INVX มองว่าประเด็นทั้งหมดสะท้อนว่า SpaceX กำลังเปลี่ยนจากบริษัทปล่อยจรวดไปสู่แพลตฟอร์มโครงสร้างพื้นฐานครบวงจร ครอบคลุมอวกาศ การสื่อสาร กลาโหม และ AI โดย Starship เป็นแกนสำคัญในการลดต้นทุนและเพิ่มขนาดธุรกิจ ขณะที่สัญญา Golden Dome เพิ่มความชัดเจนของรายได้จากรัฐบาล และการเร่งขยาย Colossus เป็นบวกต่อ NVDA รวมถึงห่วงโซ่อุปกรณ์ไฟฟ้า ระบบเครือข่าย และระบบระบายความร้อน อย่างไรก็ดี การพึ่งพา SpaceX ในระดับสูงของภาครัฐอาจเพิ่มแรงกดดันด้านกฎระเบียบและการผลักดันให้เกิดการแข่งขันมากขึ้นในอนาคต

ข้อสงวนสิทธิ์
ข้อมูล ความเห็น บทวิเคราะห์ ราคา การคาดการณ์ และ/หรือ ข้อมูลอื่นใด (“ข้อมูล”) ที่ปรากฏ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยมีที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“INVX”) ไม่รับรองความถูกต้อง ครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นการรับประกันราคาหรือผลตอบแทน คำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือชักชวนให้เสนอซื้อหรือเสนอขายหลักทรัพย์ใด INVX และ/หรือ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของ INVX ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันเป็นผลมาจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลดังกล่าว

INVX และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น INVX และ/หรือ บริษัทในเครือ SCBX อาจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ บนหลักทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ รวมถึงอาจมีการทำธุรกรรมอื่นใดในหลักทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึง อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน