S&P 500 และ SCHD คู่หูที่ทำให้พอร์ตหุ้นสหรัฐฯ สมดุลขึ้น

ถ้าคุณเชื่อว่าหุ้นสหรัฐฯ ยังเป็นหนึ่งในสินทรัพย์หลักสำหรับการสร้างความมั่งคั่งระยะยาว S&P 500 ก็คงเป็นกองทุนแรก ๆ ที่หลายคนนึกถึง เพราะแค่กองเดียวก็เหมือนได้ถือหุ้นบริษัทใหญ่ของสหรัฐฯ ประมาณ 500 ตัว ครอบคลุมหลายอุตสาหกรรม
แต่คำถามคือ ถ้าดัชนีที่ดูเหมือนกระจายความเสี่ยงได้ดี กลับถูกขับเคลื่อนด้วยหุ้นเพียงไม่กี่ตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ พอร์ตของคุณยังกระจายความเสี่ยงจริงหรือเปล่า บทความนี้จะพาคุณไปดูว่า SCHD เข้ามาเติมจุดที่ S&P 500 ขาดได้อย่างไร ควรแบ่งสัดส่วนเท่าไหร่ และทำไมจังหวะนี้ถึงน่าสนใจกว่าที่ผ่านมา
S&P 500 กระจายการลงทุนก็จริง แต่ไม่ได้เท่ากันทุกตัว
S&P 500 ถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตลาด (Market Cap Weight) บริษัทไหนใหญ่กว่าก็มีอิทธิพลต่อดัชนีมากกว่า ในช่วงที่หุ้นเทคโนโลยีและ Big Tech มีมูลค่าสูงขึ้นมาก ดัชนีจึงถูกขับเคลื่อนโดยหุ้นกลุ่มนี้มากขึ้น
จากตัวเลขล่าสุด กลุ่มเทคโนโลยีมีน้ำหนักเกือบ 39% ของดัชนี และหุ้นเพียง 10 ตัวแรกมีน้ำหนักรวมกันเกือบ 40% ของดัชนีทั้งหมด โดยเกือบทั้งหมดเป็นบริษัทเทคโนโลยีหรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI ถ้าหุ้นกลุ่มนี้ขึ้น พอร์ตก็ไปได้ดี แต่ถ้าถูกเทขาย พอร์ตทั้งพอร์ตก็ถูกกดดันตามไปด้วย
นี่คือเหตุผลที่นักลงทุนบางคนอยากมีสินทรัพย์อื่นที่มั่นคงกว่าเข้ามาช่วยถ่วงสมดุลพอร์ต และหนึ่งในตัวเลือกนั้นคือ Schwab U.S. Dividend Equity ETF (SCHD)
แล้ว SCHD ช่วยอะไร?
ถ้า S&P 500 คือเครื่องยนต์หลักที่พาพอร์ตเติบโตไปกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ SCHD ก็เหมือนตัวสร้างสมดุล ที่ช่วยให้พอร์ตไม่พึ่งพาหุ้น Growth และ Big Tech มากเกินไป
SCHD เป็นกองทุนแบบ Passive ที่ลงทุนตามดัชนี Dow Jones U.S. Dividend 100 ซึ่งคัดเลือกหุ้นสหรัฐฯ 100 บริษัทจากเกณฑ์ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ดังนี้
- ต้องเป็นบริษัทที่จ่ายปันผลต่อเนื่องอย่างน้อย 10 ปี และมีขนาดกับสภาพคล่องผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำ
- จากนั้นพิจารณาเฉพาะกลุ่มหุ้นที่มีอัตราเงินปันผลสูง แล้วจัดอันดับด้วย 4 ปัจจัยคุณภาพ ได้แก่ กระแสเงินสดเทียบหนี้สิน (Cash Flow to Total Debt) ผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) อัตราเงินปันผล (Dividend Yield) และการเติบโตของเงินปันผลย้อนหลัง 5 ปี
- เลือกหุ้นที่ได้คะแนนสูงสุด 100 บริษัท ถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตลาดแบบมีเพดาน คือหุ้นแต่ละตัวไม่เกิน 4% และแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมไม่เกิน 25% ณ วันปรับสัดส่วน โดยทบทวนรายชื่อปีละครั้งและปรับสัดส่วนทุกไตรมาส
ส่งผลให้มีการกระจายตัวภายในกองทุน ไม่มีหุ้นตัวใดตัวหนึ่งชี้นำผลตอบแทนของทั้งกองทุน และบริษัทที่ผ่านเกณฑ์จึงเป็นบริษัทที่มีกระแสเงินสดแข็งแรง มีประวัติจ่ายปันผลยาวนาน และธุรกิจค่อนข้างมั่นคง
แล้วถ้าถือ S&P 500 อยู่แล้ว ซื้อ SCHD เพิ่มได้ไหม?
ได้ เพราะทั้งสองกองทุนไม่ได้ทำหน้าที่เหมือนกัน แม้จะเป็นหุ้นสหรัฐฯ เหมือนกันก็ตาม และที่หลายคนอาจไม่รู้คือ ทั้งสองกองแทบไม่ทับซ้อนกันเลย จากข้อมูลการถือครอง ณ 21 ก.ย. 2026 หุ้นใน SCHD ที่อยู่ใน S&P 500 ด้วยมี 45 บริษัท แต่หุ้น 45 ตัวนี้มีน้ำหนักรวมกันเพียงประมาณ 8% ของ S&P 500 และหุ้น 10 อันดับแรกของทั้งสองกองไม่มีตัวไหนซ้ำกันเลย
การเติม SCHD เข้าไปในพอร์ตที่มี S&P 500 อยู่แล้ว ช่วยได้ 2 เรื่องหลัก
ลดการกระจุกตัวในหุ้นเทคโนโลยี
S&P 500 มีน้ำหนักหุ้นเทคโนโลยีและหุ้นขนาดใหญ่ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะกลุ่ม Big Tech และ AI ขณะที่ SCHD กระจายไปยังกลุ่มธุรกิจอื่นมากกว่า เช่น การแพทย์ สินค้าอุปโภคบริโภค พลังงาน และการเงิน
ลองดูตัวอย่าง ถ้าคุณถือ S&P 500 อย่างเดียว หุ้น Big Tech 8 ตัว (Nvidia, Apple, Microsoft, Amazon, Alphabet, Meta, Tesla และ Broadcom) มีน้ำหนักรวมประมาณ 37% ของพอร์ต แต่ถ้าแบ่ง 20% ไปถือ SCHD สัดส่วนนี้จะลดลงเหลือประมาณ 30% และถ้าแบ่ง 40% จะเหลือประมาณ 22% โดยที่คุณยังได้โตไปกับบริษัทเหล่านี้อยู่ เพียงแต่ไม่ได้ฝากพอร์ตไว้กับหุ้นกลุ่มเดียวมากเกินไป
เพิ่มหุ้นปันผลคุณภาพดี
SCHD ไม่ได้เลือกหุ้นแค่เพราะปันผลสูง แต่คัดบริษัทที่มีประวัติจ่ายปันผลต่อเนื่อง ฐานะการเงินแข็งแรง และสร้างกระแสเงินสดได้จริง กองทุนจึงเต็มไปด้วยชื่อที่คุณคุ้นเคย เช่น Merck, Coca-Cola, Chevron, Procter & Gamble และ Home Depot ในวันที่ตลาดผันผวนหรือหุ้น Growth ถูกกดดัน หุ้นกลุ่มนี้มักช่วยให้พอร์ตนิ่งขึ้น
3 ปีที่ผ่านมา SCHD แพ้ S&P 500 แล้วทำไมต้องสนใจตอนนี้?
ต้องยอมรับว่าปี 2023 ถึง 2025 SCHD ตามหลัง S&P 500 ค่อนข้างมาก ปี 2023 SCHD บวกเพียง 4.5% ขณะที่ S&P 500 บวก 26.3% ปี 2024 บวก 11.7% เทียบกับ 24.9% และปี 2025 บวก 4.3% เทียบกับ 17.8% เหตุผลเพราะ ตลาดในช่วง 3 ปีนั้นถูกขับเคลื่อนด้วยหุ้นเทคโนโลยีและธีม AI แทบกลุ่มเดียว ซึ่ง SCHD แทบไม่ได้ถืออยู่เลย
แต่ปี 2026 ภาพเริ่มเปลี่ยนไป ถึง 21 ก.ย. 2026 SCHD ให้ผลตอบแทน 25.0% ขณะที่ S&P 500 ให้ 14.4% เพราะเงินเริ่มหมุนออกจากหุ้นที่ราคาขึ้นมามากแล้ว ไปหาหุ้นมีคุณภาพและมีกำไรรองรับ ที่ช่วยกระจายความเสี่ยงออกจากหุ้นที่ขึ้นมาจาก Story ของ AI
อีกสัญญาณที่น่าสนใจคือ ราคาของสองกองนี้เคลื่อนไหวไปด้วยกันน้อยลงเรื่อย ๆ ถ้าวัดด้วยค่าสหสัมพันธ์ (Correlation) ซึ่ง 1 หมายถึงขึ้นลงพร้อมกันเสมอ และ 0 หมายถึงไม่เกี่ยวข้องกันเลย ค่านี้ในรอบ 1 ปีย้อนหลังลดจาก 0.92 เมื่อปลายปี 2022 เหลือเพียง 0.29 ในปัจจุบัน ต่ำที่สุดตั้งแต่ SCHD เริ่มซื้อขาย แปลว่าการมี SCHD ในพอร์ตช่วยกระจายความเสี่ยงให้พอร์ตหุ้นสหรัฐฯ ได้มากกว่าที่เคยเป็น
แล้ว S&P 500 กับ SCHD ถือหุ้นต่างกันอย่างไรบ้าง?
ความแตกต่างระหว่างสองกองทุนนี้มี 3 จุดหลักๆ
- หุ้นที่ถือครองไม่ซ้ำกันเลยใน 10 อันดับแรก และเมื่อนับทั้งพอร์ต หุ้นที่ทั้งสองกองถือร่วมกันมีน้ำหนักเพียงประมาณ 8% ของ S&P 500
- สัดส่วนอุตสาหกรรมต่างกันมาก 10 อันดับแรกของ S&P 500 เกือบทั้งหมดเป็นบริษัทเทคโนโลยีหรือเกี่ยวข้องกับ AI ขณะที่ SCHD เน้นการแพทย์ สินค้าอุปโภคบริโภค พลังงาน และโทรคมนาคม ซึ่งอ่อนไหวต่อกระแสเงินในธีม AI น้อยกว่า
- หุ้นของ SCHD ทุกตัวจ่ายปันผลสม่ำเสมอ ต่างจากหุ้นใน S&P 500 ที่หลายตัวจ่ายปันผลต่ำหรือไม่จ่ายเลย เพราะเป็นหุ้นเติบโตที่นำกำไรไปลงทุนต่อ
พูดง่าย ๆ คือ S&P 500 คือการโตไปกับบริษัทใหญ่ 500 อันดับแรกของอเมริกา ส่วน SCHD คือการเพิ่มหุ้นคุณภาพที่สร้างกระแสเงินสดเข้าพอร์ตอย่างสม่ำเสมอ การถือทั้งสองอย่างช่วยให้พอร์ตสมดุลและทนทานขึ้นทั้งในช่วงที่ตลาดหมุนเข้าและหมุนออกจากหุ้นเทค
พอร์ตจำลอง ถือ S&P 500 อย่างเดียว เทียบกับแบ่ง 20% ไป SCHD
เพื่อให้เห็นภาพ เราจำลองพอร์ต 2 แบบย้อนหลังตั้งแต่ SCHD เริ่มซื้อขายในเดือนตุลาคม 2011 ถึง 21 ก.ย. 2026 แบบแรกถือ S&P 500 อย่างเดียว แบบที่สองแบ่ง 80% ถือ S&P 500 และ 20% ถือ SCHD
ในด้านของผลตอบแทน ระยะยาวใกล้เคียงกัน พอร์ต S&P 500 อย่างเดียวให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 15.3% ต่อปี ส่วนพอร์ต 80/20 ให้ 14.9% ต่อปี ต่างกันไม่ถึง 0.5% ต่อปี สะท้อนว่าการเพิ่ม SCHD เข้ามาไม่ได้ลดศักยภาพการเติบโตในระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ
ในส่วนของความเสี่ยง ในปี 2022 ซึ่งตลาดถูกกดดันจากการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed พอร์ต 80/20 ติดลบ -15.3% ขณะที่พอร์ตที่ถือ S&P 500 อย่างเดียวติดลบ -18.2% และในปี 2026 พอร์ต 80/20 ให้ผลตอบแทน 16.6% สูงกว่า S&P 500 อย่างเดียวที่ 14.4% (ดูกราฟผลตอบแทนรายปีด้านบน)
แล้วควรแบ่งไป SCHD เท่าไหร่?
ไม่มีตัวเลขเดียวที่ถูกสำหรับทุกคน จากการทดสอบย้อนหลัง การแบ่งเงินไป SCHD ตั้งแต่ 20% ถึง 40% ให้ผลตอบแทนเมื่อเทียบกับความเสี่ยงใกล้เคียงกันมาก สิ่งที่ต่างกันคือคุณอยากได้อะไรมากกว่ากัน ระหว่างการเติบโต กับความผันผวนระหว่างทางที่ลดลง
สำหรับนักลงทุนที่ซื้อ S&P 500 เพราะอยากเติบโต และแค่อยากลดการกระจุกตัวลงบ้าง 80/20 เป็นจุดเริ่มต้นที่เหมาะสม ส่วนนักลงทุนที่อยากได้พอร์ตที่นิ่งขึ้น และรับได้ว่าผลตอบแทนระยะยาวอาจต่ำลงเล็กน้อย สามารถขยับไป 60/40 ได้ การแบ่งไป SCHD เกินครึ่งนึงของพอร์ต ความผันผวนจะแทบไม่ลดลงแล้ว
สรุปแล้ว SCHD เหมาะกับใคร?
- คนที่ถือ S&P 500 อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น VOO, IVV, SPY หรือกองทุนไทยที่ลงทุนใน S&P 500 แต่อยากลดการกระจุกตัวในหุ้น Big Tech และ AI มาถือหุ้นปันผลคุณภาพดีเพิ่ม
- คนที่เริ่มลงทุน และอยากให้พอร์ตไม่เหวี่ยงมากเกินไป อยากลงทุนหุ้นสหรัฐฯ แต่ไม่อยากให้พอร์ตพึ่งพาหุ้น Growth มากเกินไป
กองทุนแนะนำ
INVX Exclusive Fund: M-SCHD (MFC US Dividend Equity Fund)
ลงทุนผ่านกองทุนหลัก Schwab U.S. Dividend Equity ETF (SCHD) ชนิดสะสมมูลค่า เสนอขายครั้งแรก (IPO) วันที่ 23 ถึง 29 กันยายน 2026 ฟรีค่าธรรมเนียมการขายเฉพาะช่วง IPO
ค่าธรรมเนียมการจัดการ 0.50% ต่อปี ค่าใช้จ่ายรวม (Total Expense Ratio) 0.6321% ต่อปี ลงทุนเริ่มต้นเพียง 1,000 บาท
อ่านรายละเอียดกองทุน M-SCHD และกองทุนคู่ M-SCHG ได้ที่ Exclusive Fund กองทุน M-SCHD และ M-SCHG เสริมพอร์ตแกร่ง ด้วย 2 กลยุทธ์หุ้นสหรัฐฯ Quality Dividend และ Growth
https://www.innovestx.co.th/cafeinvest/th/articles/fund-exclusive-m-schd-m-schg
https://www.innovestx.co.th/cafeinvest/th/articles/fund-review-m-schd
หมายเหตุ ผลตอบแทนและความเสี่ยงของพอร์ตจำลองในบทความนี้คำนวณจากราคา ETF ที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ (IVV และ SCHD) รวมเงินปันผล ในสกุลดอลลาร์สหรัฐ ไม่รวมค่าธรรมเนียมของกองทุนไทย เป็นการจำลองย้อนหลัง (Backtesting) ไม่ใช่ผลการดำเนินงานจริงของกองทุน M-SCHD ซึ่งเพิ่งเสนอขายครั้งแรก และผลการจำลองย้อนหลังมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลตอบแทนในอนาคต
คำเตือน: กองทุนรวมนี้มีลักษณะเฉพาะและความเสี่ยงเฉพาะ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงของกองทุนรวมก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต กองทุนมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ผู้ลงทุนอาจขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนได้ ทั้งนี้ บริษัทได้รับค่าตอบแทน (trailer fee) จาก บลจ. ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของค่าธรรมเนียมกองทุนตามที่เปิดเผยในหนังสือชี้ชวนกองทุนรวม ขอรับข้อมูลเพิ่มเติมหรือหนังสือชี้ชวนได้ที่ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์

