3Q67: กำไรเป็นไปตาม INVX คาด แต่ต่ำกว่าตลาดคาด
กำไรสุทธิ 3Q67 ออกมาตามที่ INVX คาด แต่ต่ำกว่า consensus คาดค่อนข้างมาก โดยกำไรสุทธิลดลง 60% QoQ และ 57% YoY เพราะได้รับผลกระทบจากความต้องการบรรจุภัณฑ์ที่ลดลง โดยเฉพาะการส่งออกกระดาษบรรจุภัณฑ์ไปยังประเทศจีน เราคาดว่ากำไรจะฟื้นตัวใน 4Q67 จากความต้องการบรรจุภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาลวันหยุด เราคาดว่า 3Q67 จะเป็นไตรมาสที่กำไรทำจุดต่ำสุด โดยจะฟื้นตัวใน4Q67 และได้รับประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนในปี 2568 เรายังคงคำแนะนำ OUTPERFORM สำหรับ SCGP โดยให้ราคาเป้าหมายปี 2568 ที่ 38 บาท อ้างอิง PE 25.9 เท่า หรือระดับ -1SD ของ PE mean
กำไรสุทธิ 3Q67 ออกมาตามที่ INVX คาด แต่ต่ำกว่า consensus คาดค่อนข้างมาก SCGP รายงานกำไรสุทธิที่ 577 ลบ. ใน 3Q67 เป็นไปตามที่ INVX คาด แต่ต่ำกว่าที่ consensus คาดการณ์ไว้ที่ 949 ลบ. ค่อนข้างมาก โดยกำไรสุทธิลดลง 60.3% QoQ และ 56.5% YoY หากตัดรายการพิเศษได้แก่ ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 22 ลบ. และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับดีล Fajar ประมาณ 76 ลบ. ออกไป พบว่ากำไรปกติ 3Q67 อยู่ที่ 678 ลบ. ลดลง 54.1% QoQ และ 48.2% YoY เพราะได้รับผลกระทบจากปริมาณการขายบรรจุภัณฑ์พอลิเมอร์สำหรับกลุ่มอุปกรณ์ทางการแพทย์และอุปกรณ์สำหรับใช้ในห้องปฏิบัติการที่ลดลง 2.5% QoQ เนื่องจากความต้องการในยุโรปลดลงในช่วงฤดูร้อน และความต้องการกระดาษบรรจุภัณฑ์ที่ชะลอตัว โดยเฉพาะการส่งออกไปจีน ขณะที่ราคาวัตถุดิบ (กระดาษรีไซเคิล) ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังลูกค้าได้ค่อนข้างยาก ใน 3Q67 Fajar มีปริมาณการขาย 290 ล้านตัน ลดลงจาก 294 ล้านตันใน 2Q67 โดยหลักแล้วเป็นผลจากการส่งออกไปยังประเทศจีนที่ลดลง และราคาขายเฉลี่ยที่ลดลง 0.7% QoQ ทำให้มีผลขาดทุนที่ระดับ EBITDA ที่ 243 พันล้านรูเปียห์ใน 3Q67 เทียบกับขาดทุนที่ระดับ EBITDA ที่ 104 พันล้านรูเปียห์ใน 2Q67 นอกจากนี้ เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นยังส่งผลกระทบเชิงลบต่อการส่งออกในสายธุรกิจเยื่อและกระดาษ โดยเฉพาะเยื่อเคมีละลายได้
แนวโน้มฟื้นตัวใน 4Q67 และปี 2568 ผู้บริหาร SCGP เน้นกลยุทธ์ที่จะพลิกฟื้น Fajar paper โดยเน้นการปรับปรุงการดำเนินงาน เช่น การจัดหาวัตถุดิบให้เหมาะสม และปรับส่วนผสมของพลังงาน (ใช้ถ่านหินแทนก๊าซมากขึ้น โดยไม่ปล่อยคาร์บอนเพิ่มขึ้น) เพื่อลดต้นทุนพลังงาน นอกจากนี้ SCGP ยังวางแผนที่จะเพิ่มปริมาณการขายผ่านการบูรณาการห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการควบรวมและซื้อกิจการของโรงงานปลายน้ำเพื่อขยายห่วงโซ่คุณค่าและขยายพอร์ตโฟลิโอลูกค้า SCGP ได้เลื่อนเป้าจุดคุ้มทุนที่ระดับ EBTIDA ของ Fajar paper เป็นภายใน 2Q68 จากเดิมที่กำหนดไว้ภายใน 4Q67 ขณะที่ตั้งเป้าถึงจุดคุ้มทุนที่ระดับกำไรสุทธิภายใน 4Q68 โดยทาง SCGP ค่อนข้างมั่นใจว่าผลการดำเนินงาน ของ Fajar ทำจุดต่ำสุดไปแล้ว และยังเห็นพัฒนาการที่ฟื้นตัวขึ้นเรื่อยๆ รายเดือน ความต้องการกระดาษบรรจุภัณฑ์จากประเทศจีนคาดว่าจะยังค่อนข้างอ่อนแอใน 4Q67 แม้ว่าจะมีการประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยคาดว่าจะเห็นความต้องการฟื้นตัวอย่างชัดเจนตั้งแต่ 1Q68 เป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม 4Q67 เริ่มเห็นการดำเนินงานที่ดีขึ้นจากแนวโน้มต้นทุนวัตถุดิบที่เริ่มลดลง โดยเฉพาะเวียดนาม และอินโดนีเซีย ที่คาดว่าจะความต้องการในประเทศจะฟื้นตัว โดยได้แรงหนุนจากภาคการท่องเที่ยวและภาคการส่งออก ขณะที่แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในตลาดโลกที่ลดลงในปี 2568 จะกระตุ้นการใช้จ่ายและการลงทุน ส่งผลบวกต่อความต้องการโดยภาพรวม ทั้งนี้กำไรปกติ 9M67 คิดเป็น 80% ของประมาณการกำไรเต็มปีของเรา เรายังคงประมาณการกำไรปี 2567-2568 ของเราไว้เหมือนเดิม
กลยุทธ์การลงทุนและคำแนะนำ เราแนะนำให้รอโอกาสเข้าซื้อสะสมหุ้น SCGP ในช่วงที่ราคาหุ้นปรับตัวลดลงจากผลประกอบการ 3Q67 ที่อ่อนแอ เรายังคงคำแนะนำ OUTPERFORM ในระยะกลางถึงระยะยาว เนื่องจากเราคาดว่ากำไรปกติปี 2568 จะได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของจีน ราคาเป้าหมายปี 2568 ของเราที่ 38 บาท/หุ้น อ้างอิงระดับ -1SD ของ PE เฉลี่ย 3 ปี
ความเสี่ยงที่สำคัญ คือ เศรษฐกิจจีนฟื้นตัวช้าต่อเนื่อง และความไม่สงบทางภูมิรัฐศาสตร์ทำให้ต้นทุนถ่านหินเพิ่มขึ้น ความเสี่ยงด้าน ESG ที่สำคัญ คือ การบริหารจัดการพลังงาน ผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ยังอยู่ระดับสูง (E)