Café Invest
Research

บทวิเคราะห์รายบริษัท : SCC

บทวิเคราะห์รายบริษัท : SCC

กำไรสุทธิ 4Q65 ของ SCC อยู่ที่ 157 ลบ. -98% YoY และ -75% QoQ ต่ำกว่าคาด โดยเกิดจากผลการดำเนินงานที่อ่อนแอของธุรกิจบรรจุภัณฑ์และธุรกิจเคมิคอลส์ ด้วยเหตุนี้ เราจึงปรับประมาณการกำไรปี 2566 ของ SCC ลดลง 10% เราคาดว่ากำไร 4Q65 จะเป็นจุดต่ำสุด และกำไร 1Q66 จะปรับตัวดีขึ้น QoQ โดยได้รับการสนับสนุนจากผลการดำเนินงานที่ฟื้นตัวดีขึ้นในธุรกิจหลักทุกกลุ่ม (ปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นจากการกลับมาดำเนินการของโรงแครกเกอร์ ROC และส่วนต่างราคาสินค้าเคมีภัณฑ์ที่ดีขึ้น และธุรกิจ CBM และธุรกิจบรรจุภัณฑ์ที่ปรับตัวดีขึ้นตามฤดูกาล) แม้ว่าจะยังคงลดลง YoY ราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลงเมื่อไม่นานนี้และแนวโน้มระยะสั้นที่ดีขึ้นหนุนให้เราปรับเรทติ้งระยะ 3 เดือนสำหรับ SCC ขึ้นสู่ OUTPERFORM ด้วยราคาเป้าหมายสิ้นปี 2566 อ้างอิงวิธี SOTP ที่ 385 บาท

กำไรสุทธิ 4Q65 อยู่ที่ 157 ลบ. -98% YoY และ -98% QoQ ต่ำกว่าที่เราและ consensus คาดการณ์ไว้ที่ 1.2 พันลบ. อย่างมาก โดยเกิดจากผลการดำเนินงานที่อ่อนแอของธุรกิจบรรจุภัณฑ์และธุรกิจเคมิคอลส์ หากตัดขาดทุนพิเศษจำนวน 403 ลบ. ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรายการด้อยค่าและค่าใช้จ่ายภาษีออกไป พบว่ากำไรปกติ 4Q65 อยู่ที่ 560 ลบ. ลดลง 93% YoY และ 77% QoQ เนื่องจากผลการดำเนินงานที่อ่อนแอลงในธุรกิจหลักทุกกลุ่มไปหักล้างรายได้เงินปันผลที่ดีขึ้นในธุรกิจอื่น หลังจากจ่ายเงินปันผลงวด 1H65 ในอัตรา 6 บาท/หุ้น SCC ก็ประกาศจ่ายเงินปันผลงวด 2H65 ในอัตรา 2 บาท/หุ้น (XD 7 เม.ย.) คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผล 45% จากผลประกอบการปี 2565

รายการสำคัญใน 4Q65 ธุรกิจเคมิคอลส์มีขาดทุนปกติ 1 พันลบ. ปรับตัวแย่ลงจากกำไรปกติ 4 พันลบ. ใน 4Q64 และขาดทุนปกติ 339 ลบ. ใน 3Q65 เพราะได้รับผลกระทบจากส่วนต่างราคา PE/PP-แนฟทาที่ลดลง (ลดลง 28-46% YoY) ปริมาณการขาย PE/PP ที่ลดลง (-33% YoY) จากการปิดโรงแครกเกอร์ ROC เพื่อซ่อมบำรุง และจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่อ่อนแอ รวมถึงขาดทุนจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือจำนวน 510 ลบ. ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง (CBM) มีขาดทุนปกติ 157 ลบ. หลังจากมีกำไรปกติ 1.5 พันลบ. ใน 4Q64 และ 864 ลบ. ใน 3Q65 เพราะได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นซึ่งไปหักล้างยอดขายที่ดีขึ้น (ความต้องการและราคาปูนซีเมนต์ในประเทศเพิ่มขึ้น 3% YoY และ 13% YoY) ธุรกิจบรรจุภัณฑ์มีกำไรปกติ 539 ลบ. -53% YoY และ -69% QoQ เพราะได้รับผลกระทบจากปริมาณการขายที่ลดลงและค่าซ่อมบำรุงระดับสูง

ประเด็นสำคัญจากการประชุม SCC วางแผนจัดลำดับความสำคัญของโครงการลงทุน โดยตั้งงบลงทุนปี 2566 ไว้ที่ 4.0-5.0 หมื่นลบ. ธุรกิจเคมิคอลส์ ใน 1Q66TD ส่วนต่างราคา PE/PP-แนฟทา อยู่ที่ US$408/ตัน (-10% YoY แต่ +11% QoQ) และ US$392/ตัน (-18% YoY แต่ +30% QoQ) โดยการปรับตัวเพิ่มขึ้น QoQ เกิดจากการเติมสินค้าคงคลังทั่วโลกและ sentiment ตลาดที่ปรับตัวดีขึ้นเนื่องจากจีนกลับมาเปิดประเทศอีกครั้ง ขณะที่การหยุดซ่อมบำรุงโรงแครกเกอร์ตามฤดูกาลหักล้างกับการเริ่มเดินเครื่องผลิตของอุปทานใหม่ สัญญาณที่ดีขึ้นส่งผลทำให้ SCC วางแผนกลับมาดำเนินการโรงแครกเกอร์ ROC ในสัปดาห์แรกของเดือนก.พ. หลังจากปิดไปเป็นเวลา 5 เดือนตั้งแต่เดือนก.ย. 2565 สำหรับโครงการ LSP complex ในเวียดนาม (คืบหน้า 98%) บริษัทตั้งเป้าเริ่มเดินเครื่องเต็มรูปแบบในช่วงกลางปี 2566 ธุรกิจ CBM SCC คาดว่าความต้องการปูนซีเมนต์ในปี 2566 จะปรับตัวดีขึ้น YoY อันเป็นผลมาจากการลงทุนภาคเอกชนที่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป บริษัทประเมินว่าต้นทุนของกลุ่มในปี 2566 จะเพิ่มขึ้น 3.5 พันลบ. โดยเกิดจากต้นทุนไฟฟ้าที่สูงขึ้น (5-6 พันลบ.) ซึ่งจะถูกลดทอนลงได้บางส่วนโดยต้นทุนถ่านหินที่ลดลง (ล็อกราคาล่วงหน้าไว้ 6 เดือน) ทั้งนี้เพื่อชดเชยต้นทุนระดับสูง SCC จะปรับราคาเพิ่มขึ้นและเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนสำหรับธุรกิจซีเมนต์ในประเทศจาก 34% ในปี 2565 สู่ 40-50% ในปี 2566

ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ คือ การเปลี่ยนแปลงในด้านกำลังซื้อและต้นทุนที่สูงขึ้นจากแรงกดดันเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน