ภาพรวมผลประกอบการ 2Q26 ของกลุ่มกลาโหม (RTX, LMT, Thales) ออกมาแข็งแกร่งและดีกว่าคาด นำโดย RTX ที่มีผลงานโดดเด่นที่สุดพร้อมปรับเพิ่มเป้าหมายปีนี้ ตามด้วย Lockheed Martin และ Thales ซึ่งได้รับแรงหนุนสำคัญจาก Backlog ที่สูง สะท้อนถึงความต้องการระบบป้องกันภัยทางอากาศ ขีปนาวุธ เรดาร์ และเซนเซอร์ที่ยังคงสูงมากอย่างต่อเนื่อง แม้ตลาดจะเคยมีความกังวลเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนรูปแบบสงครามไปสู่อาวุธและโดรนต้นทุนต่ำ แต่ผลประกอบการระบุชัดเจนว่ากองทัพยังคงจำเป็นต้องใช้ระบบป้องกันแบบหลายชั้นควบคู่กัน ทำให้บริษัทที่มีพอร์ตผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทั้งระบบตรวจจับ บัญชาการ และสกัดกั้นอย่าง RTX มีความน่าสนใจเชิงกลยุทธ์สูงสุดในกลุ่ม
RTX, LMT, Thales งบ 2Q26 ดีกว่าคาด และ Backlog ยังแข็งแกร่ง

1) ภาพรวมผลประกอบการ: ดีกว่าคาดทั้งกลุ่ม
1.1) ผลประกอบการ RTX: ดีกว่าคาดครบทั้งรายได้ กำไร และกระแสเงินสด
รายการ | 2Q26 | การเปลี่ยนแปลง | เทียบประมาณการ | ประเด็นสำคัญ |
|---|---|---|---|---|
รายได้รวม | $24.71 พันล้าน | +14% YoY | สูงกว่าคาดราว 8% | รายได้เติบโตจากทั้งกลาโหม อะไหล่และซ่อมบำรุงเครื่องยนต์ และอุปกรณ์อากาศยาน |
กำไรจากการดำเนินงานปรับปรุง | $3.36 พันล้าน | +20% YoY | สูงกว่าคาดราว 9% | ได้แรงหนุนจากปริมาณขายเพิ่มขึ้นและสัดส่วนรายได้ที่ดีขึ้น |
EPS ปรับปรุง | $1.89 | +21% YoY | สูงกว่าคาดราว 14% | สูงกว่าตลาดคาดที่ $1.66 |
กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน | $3.55 พันล้าน | จาก $458 ล้าน | สูงกว่าปีก่อนมาก | ได้แรงหนุนจากกำไร การส่งมอบเครื่องยนต์ และเงินรับล่วงหน้าจากลูกค้ากลาโหม |
กระแสเงินสดอิสระ | $2.88 พันล้าน | จากขาดทุน $72 ล้าน | สูงกว่าคาดราว 78% | ทำได้เกือบครึ่งหนึ่งของกรอบทั้งปีภายในครึ่งปีแรก |
Backlog | $289 พันล้าน | +22% YoY, +6% QoQ | ทำสถิติสูงสุด | แบ่งเป็นเชิงพาณิชย์ $170 พันล้าน และกลาโหม $119 พันล้าน |
ผลประกอบการรายธุรกิจของ RTX
ธุรกิจ | รายได้ 2Q26 | การเติบโต | กำไรจากการดำเนินงานปรับปรุง | อัตรากำไร | ประเด็นสำคัญ |
|---|---|---|---|---|---|
Collins Aerospace | $8.21 พันล้าน | +8% YoY, +13% Organic | $1.37 พันล้าน, +10% YoY | 16.7%, +30 bps | อุปกรณ์ติดตั้งในเครื่องบินใหม่เพิ่มขึ้น 26% และงานบริการหลังการขายเพิ่มขึ้น 10% |
Pratt & Whitney | $8.89 พันล้าน | +16% YoY, +17% Organic | $740 ล้าน, +22% YoY | 8.3%, +30 bps | งานซ่อมบำรุงเพิ่มขึ้น 25% และธุรกิจเครื่องยนต์ทหารเพิ่มขึ้น 23% ขณะที่ยอดขายเครื่องยนต์ใหม่ลดลง 8% |
Raytheon | $8.27 พันล้าน | +18% YoY | $1.04 พันล้าน, +29% YoY | 12.6%, +100 bps | ได้แรงหนุนจาก Patriot, Standard Missile, AMRAAM และระบบป้องกันภัยทางอากาศ |
สรุป: RTX เป็นผลประกอบการที่แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่ม เนื่องจากรายได้ กำไร อัตรากำไร และกระแสเงินสดดีกว่าคาดพร้อมกัน โดย Raytheon เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ขณะที่ Pratt & Whitney และ Collins ช่วยกระจายฐานกำไรไปยังธุรกิจอากาศยานพาณิชย์
1.2) ผลประกอบการ Lockheed Martin: ดีกว่าคาด แต่กำไร YoY ได้แรงหนุนจากฐานต่ำ
รายการ | 2Q26 | การเปลี่ยนแปลง | เทียบประมาณการ | ประเด็นสำคัญ |
|---|---|---|---|---|
รายได้รวม | $20.06 พันล้าน | +11% YoY | สูงกว่าคาดราว 4% | รายได้เติบโตในทุกธุรกิจ โดยเฉพาะขีปนาวุธและ F-35 |
กำไรจากการดำเนินงานรวม | $2.48 พันล้าน | +231% YoY | สูงกว่าคาดราว 6% | การเติบโตสูงส่วนหนึ่งมาจากฐานต่ำใน 2Q25 ที่มีผลขาดทุนโครงการจำนวนมาก |
กำไรจากการดำเนินงานรายธุรกิจ | $2.16 พันล้าน | +279% YoY | สูงกว่าคาดราว 4% | Missiles and Fire Control เป็นธุรกิจที่มีคุณภาพการเติบโตดีที่สุด |
EPS | $7.94 | จาก $1.46 | สูงกว่าคาดราว 11% | หากเทียบกับฐานปกติ EPS เพิ่มขึ้นราว 9% YoY |
กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน | $3.24 พันล้าน | จาก $201 ล้าน | สูงกว่าคาดมาก | ได้แรงหนุนจากจังหวะรับเงินลูกค้าและการจ่ายภาษีที่ลดลง |
กระแสเงินสดอิสระ | $2.92 พันล้าน | จากขาดทุน $150 ล้าน | สูงกว่าคาดราว 108% | เป็นหนึ่งในจุดเด่นสำคัญของผลประกอบการ |
Backlog | $230.42 พันล้าน | +38% YoY, +19% จากสิ้นปี 2025 | ทำสถิติสูงสุด | ได้แรงหนุนหลักจากสัญญา THAAD ระยะยาว $35 พันล้าน |
ผลประกอบการรายธุรกิจของ Lockheed Martin
ธุรกิจ | รายได้ 2Q26 | การเติบโต | กำไรจากการดำเนินงาน | อัตรากำไร | ประเด็นสำคัญ |
|---|---|---|---|---|---|
Aeronautics | $8.11 พันล้าน | +9% YoY | $760 ล้าน | 9.4% | รายได้ F-35 เพิ่มขึ้น แต่กำไรได้รับแรงกดดันจากสัดส่วนผลิตภัณฑ์และรายการปรับประมาณการกำไรที่ลดลง |
Missiles and Fire Control | $4.10 พันล้าน | +19% YoY | $594 ล้าน, +24% YoY | 14.5%, +50 bps | ได้แรงหนุนจาก PAC-3, THAAD และ PrSM เป็นธุรกิจที่เด่นที่สุด |
Rotary and Mission Systems | $4.35 พันล้าน | +9% YoY | $437 ล้าน | 10.0% | รายได้เพิ่มขึ้น แต่มีรายการปรับลดกำไรในโครงการเฮลิคอปเตอร์บางรายการ |
Space | $3.50 พันล้าน | +6% YoY | $371 ล้าน, +2% YoY | 10.6%, -30 bps | รายได้เพิ่มขึ้นจากระบบป้องกันขีปนาวุธและดาวเทียม แต่กำไรเติบโตช้ากว่ารายได้ |
สรุป: ผลประกอบการ Lockheed Martin ดีกว่าคาดจากรายได้ คำสั่งซื้อ และกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง อย่างไรก็ดี การเติบโตของกำไร YoY ดูสูงจากฐานต่ำ ขณะที่คุณภาพการเติบโตที่แท้จริงกระจุกตัวในธุรกิจขีปนาวุธและระบบป้องกันภัยทางอากาศ
1.3) ผลประกอบการ Thales: กำไรและกระแสเงินสดดีกว่าคาด แต่ธุรกิจดิจิทัลยังฉุดภาพรวม
รายการ | 1H26 | การเปลี่ยนแปลง | เทียบประมาณการ | ประเด็นสำคัญ |
|---|---|---|---|---|
รายได้รวม | €10.95 พันล้าน | +6.7% YoY, +7.8% Organic | ใกล้เคียงคาด | หากไม่รวมการยกเลิกคำสั่งซื้อดาวเทียม การเติบโตพื้นฐานอยู่ที่ราว 9.6% |
กำไรจากการดำเนินงานปรับปรุง | €1.37 พันล้าน | +9.9% YoY, +11.4% Organic | สูงกว่าคาดราว 4% | กำไรเติบโตเร็วกว่ารายได้จากธุรกิจกลาโหมและอากาศยาน |
อัตรากำไรจากการดำเนินงาน | 12.5% | จาก 12.2% | สูงกว่าคาดราว 30 bps | ได้แรงหนุนจากประสิทธิภาพการผลิตและสัดส่วนรายได้กลาโหม |
กำไรสุทธิปรับปรุง | €990 ล้าน | +13% YoY | สูงกว่าคาดราว 9–15% | ผลงานดีกว่าคาดจากกำไรการดำเนินงานและต้นทุนการเงินที่ลดลง |
กระแสเงินสดอิสระจากการดำเนินงาน | €1.87 พันล้าน | จาก €499 ล้าน | สูงกว่าคาดเกือบ 4 เท่า | ได้แรงหนุนจากเงินรับล่วงหน้าและเงินทุนหมุนเวียนที่ดีขึ้น |
คำสั่งซื้อใหม่ | €12.47 พันล้าน | +21% รายงาน, +22% Organic | สูงกว่าคาดราว 19% | ธุรกิจกลาโหมและอวกาศเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก |
อัตราคำสั่งซื้อต่อยอดขาย | 1.14 เท่า | สูงกว่าปีก่อน | สูงกว่าคาด 0.99 เท่า | ยืนยันว่าคำสั่งซื้อใหม่ยังมากกว่ารายได้ที่รับรู้ |
ผลประกอบการรายธุรกิจของ Thales
ธุรกิจ | รายได้ 1H26 | การเติบโต | กำไรจากการดำเนินงาน | อัตรากำไร | ประเด็นสำคัญ |
|---|---|---|---|---|---|
Aerospace | ราว €2.8 พันล้าน | +2.1% Organic | €289 ล้าน, +15% YoY | 10.4%, +130 bps | รายได้ถูกกดดันจากการยกเลิกดาวเทียม 2 ดวง แต่กำไรดีขึ้นจากแผนปรับโครงสร้างธุรกิจอวกาศ |
Defense | €6.3 พันล้าน | +13% Organic | €875 ล้าน, +22% YoY | 13.8–13.9%, +100–110 bps | ได้แรงหนุนจากเรดาร์ เซนเซอร์ ระบบป้องกันภัยทางอากาศ และอาวุธสกัดกั้น |
Cyber & Digital | ราว €1.8 พันล้าน | ทรงตัว | €195 ล้าน, -27% YoY | 10.9%, -450 bps | ถูกกดดันจากธุรกิจบัตรชำระเงิน ระบบยืนยันตัวตน และฐานสูงจากรายการพิเศษปีก่อน |
สรุป: Thales มีผลประกอบการเชิงบวกจากคำสั่งซื้อ กำไร และกระแสเงินสดที่ดีกว่าคาด โดยธุรกิจกลาโหมมีคุณภาพสูงและอัตรากำไรดีขึ้นชัดเจน อย่างไรก็ดี ธุรกิจ Cyber & Digital ยังเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการปรับเพิ่มประมาณการทั้งกลุ่ม
2) เจาะลึกคำสั่งซื้อและ Backlog รายบริษัท
คำสั่งซื้อและ Backlog เป็นสัญญาณที่สำคัญกว่าผลกำไรระยะสั้น เนื่องจากสะท้อนความชัดเจนของรายได้ในอนาคต และยืนยันว่าความต้องการด้านกลาโหมไม่ได้เป็นเพียงผลจากเหตุการณ์เฉพาะหน้า แต่มีลักษณะเป็นวัฏจักรระยะหลายปี
2.1) RTX
RTX มี Backlog ทำสถิติสูงสุดที่ $289 พันล้าน เพิ่มขึ้น 22% YoY และ 6% QoQ แบ่งเป็นคำสั่งซื้อเชิงพาณิชย์ $170 พันล้าน และกลาโหม $119 พันล้าน โดย Raytheon ได้รับคำสั่งซื้อใหม่เกือบ $20 พันล้านในไตรมาส ส่งผลให้อัตราคำสั่งซื้อต่อยอดขายอยู่ที่ 2.4 เท่า
คำสั่งซื้อหลักประกอบด้วย Patriot GEM-T มากกว่า $5 พันล้าน, AMRAAM $1.8 พันล้าน, AIM-9X $1.1 พันล้าน และ LTAMDS ราว $800 ล้าน นอกจากนี้ สัดส่วน Backlog ต่างประเทศของ Raytheon เพิ่มขึ้นเป็น 48% สะท้อนว่าการเติบโตไม่ได้พึ่งพางบกลาโหมสหรัฐฯ เพียงประเทศเดียว
2.2) Lockheed Martin
Lockheed Martin มี Backlog ทำสถิติสูงสุดที่ $230 พันล้าน เพิ่มขึ้น 38% YoY และเพิ่มขึ้นจาก $194 พันล้าน ณ สิ้นปี 2025 โดยได้รับคำสั่งซื้อใหม่ $65 พันล้านในไตรมาส ทำให้อัตราคำสั่งซื้อต่อยอดขายอยู่ที่ 3.2 เท่า
แรงหนุนหลักมาจากสัญญา THAAD ระยะยาวมูลค่า $35 พันล้าน รวมถึงคำสั่งซื้อ GMLRS และเรดาร์ ส่งผลให้ Backlog ของธุรกิจ Missiles and Fire Control เพิ่มขึ้นเป็นเกือบ $88 พันล้าน จาก $47 พันล้าน ณ สิ้นปี 2025 สะท้อนว่าธุรกิจขีปนาวุธจะเป็นเครื่องยนต์การเติบโตหลักในระยะต่อไป
2.3) Thales
Thales มี Order Book ที่ €52.4 พันล้าน เพิ่มขึ้น 4.8% YoY ขณะที่คำสั่งซื้อใหม่ใน 1H26 เพิ่มขึ้น 22% แบบ Organic เป็น €12.5 พันล้าน สูงกว่าคาดราว 19% และมีอัตราคำสั่งซื้อต่อยอดขาย 1.14 เท่า
คำสั่งซื้อในธุรกิจกลาโหมเพิ่มขึ้น 28% เป็น €7.35 พันล้าน โดยได้รับแรงหนุนจากระบบเรดาร์ ระบบเฝ้าระวังทางอากาศ ระบบทางทะเล ดาวเทียม และโครงการป้องกันภัยทางอากาศในยุโรปและตะวันออกกลาง แม้ Order Book ไม่ได้ทำสถิติสูงสุดอย่างชัดเจนเหมือน RTX และ Lockheed Martin แต่การเติบโตของคำสั่งซื้อใหม่สะท้อนแนวโน้มรายได้ที่แข็งแกร่งในระยะกลาง
3) ทำไมราคาหุ้นกลาโหมปรับลดลงในช่วงก่อนหน้า
แม้พื้นฐานคำสั่งซื้อแข็งแกร่ง แต่ตลาดเคยกังวลว่ารูปแบบสงครามในอนาคตจะเปลี่ยนจากการใช้เครื่องบินรบ รถถัง และขีปนาวุธราคาแพง ไปสู่โดรน อาวุธไร้คนขับ และกระสุนต้นทุนต่ำ ซึ่งอาจลดบทบาทของบริษัทกลาโหมขนาดใหญ่แบบดั้งเดิม
ข้อกังวลสำคัญคือความไม่สมดุลด้านต้นทุน เช่น การใช้ขีปนาวุธมูลค่าหลายล้านดอลลาร์เพื่อสกัดโดรนราคาหลักหมื่นหรือหลักแสนดอลลาร์ หากเกิดขึ้นต่อเนื่องจะไม่ยั่งยืนในเชิงงบประมาณ กองทัพจึงมีแนวโน้มเพิ่มการใช้โดรนสกัดกั้น ปืนอัตโนมัติ ระบบรบกวนสัญญาณ เลเซอร์ และอาวุธไมโครเวฟ
นอกจากนี้ ตลาดยังให้น้ำหนักกับบริษัทกลาโหมยุคใหม่ที่สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้เร็ว มีต้นทุนต่ำ และใช้ซอฟต์แวร์เป็นศูนย์กลาง ขณะที่บริษัทขนาดใหญ่มักถูกมองว่ามีโครงสร้างต้นทุนสูง กระบวนการพัฒนายาว และพึ่งพาสัญญารัฐบาลระยะยาว
อย่างไรก็ดี ผลประกอบการรอบนี้เริ่มลดข้อกังวลดังกล่าว เนื่องจากคำสั่งซื้อขีปนาวุธ ระบบป้องกันภัยทางอากาศ และเรดาร์ยังอยู่ในระดับสูง แสดงให้เห็นว่าสงครามโดรนไม่ได้แทนที่อาวุธเดิม แต่เพิ่มความจำเป็นของระบบป้องกันแบบหลายชั้น
4) สงครามโดรนจะเปลี่ยนอุตสาหกรรมอย่างไร
แนวโน้มสำคัญคือ กองทัพจะไม่ใช้ขีปนาวุธราคาแพงสกัดภัยคุกคามทุกประเภท แต่จะเลือกใช้อาวุธตามระดับราคาและความรุนแรงของเป้าหมาย
• โดรนขนาดเล็กอาจใช้ระบบรบกวนสัญญาณ ปืน หรือโดรนสกัดกั้น
• ฝูงโดรนอาจใช้ไมโครเวฟ เลเซอร์ หรือปืนอัตโนมัติ
• โดรนโจมตีระยะไกลและขีปนาวุธร่อนอาจต้องใช้ขีปนาวุธสกัดกั้นราคาปานกลาง
• ขีปนาวุธทิ้งตัวและภัยคุกคามความเร็วสูงยังต้องใช้ระบบระดับ Patriot, THAAD หรือ Standard Missile
ดังนั้น อาวุธต้นทุนต่ำจะกดดันปริมาณการใช้ขีปนาวุธราคาแพงในบางภารกิจ แต่ไม่ได้ลดความจำเป็นของเรดาร์ เซนเซอร์ ระบบบัญชาการ และเครือข่ายเชื่อมโยงข้อมูล ตรงกันข้าม ยิ่งมีภัยคุกคามหลายประเภท ระบบตรวจจับและตัดสินใจยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น
บริษัทที่มีทั้งเซนเซอร์ ระบบควบคุม และอาวุธสกัดกั้นหลายระดับจะได้ประโยชน์มากกว่าบริษัทที่ขายอาวุธราคาแพงเพียงอย่างเดียว
5) แนวโน้มและความเสี่ยงรายบริษัท
5.1) RTX: พอร์ตครอบคลุมและได้ประโยชน์มากที่สุด
RTX ปรับเพิ่มประมาณการรายได้ปี 2026 เป็น $95–96 พันล้าน จาก $92.5–93.5 พันล้าน และปรับเพิ่ม EPS เป็น $7.10–7.25 จาก $6.70–6.90 โดยแรงหนุนหลักมาจาก Raytheon และงานซ่อมบำรุงเครื่องยนต์ของ Pratt & Whitney
ในบริบทสงครามโดรน RTX มีความได้เปรียบจากพอร์ตที่ครอบคลุมทั้งเรดาร์ ระบบบัญชาการ ขีปนาวุธ ระบบ Coyote ต่อต้านโดรน และระบบป้องกันภัยทางอากาศหลายระดับ บริษัทจึงมีโอกาสรักษารายได้ได้ แม้งบประมาณบางส่วนเปลี่ยนจากขีปนาวุธราคาแพงไปสู่อาวุธต้นทุนต่ำ
ความเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ ปัญหาชิ้นส่วนเครื่องยนต์ GTF การขาดแคลนวัสดุและแรงงาน การจัดสรรชิ้นส่วนระหว่างเครื่องยนต์ใหม่กับงานซ่อมบำรุง และความสามารถของห่วงโซ่อุปทานในการรองรับการเพิ่มกำลังผลิตขีปนาวุธ
5.2) Lockheed Martin: Backlog เด่น แต่พึ่งพาระบบราคาสูงมากกว่า
Lockheed Martin ปรับเพิ่มประมาณการรายได้ปี 2026 เป็น $79.75–81.75 พันล้าน และ EPS เป็น $29.95–30.65 พร้อมปรับเพิ่มกระแสเงินสดอิสระเป็น $7.0–7.2 พันล้าน
จุดแข็งคือ Backlog ที่เติบโต 38% และสัญญาระยะยาวใน THAAD, PAC-3 และ PrSM ซึ่งช่วยสร้างความชัดเจนของรายได้ อย่างไรก็ดี บริษัทมีสัดส่วนรายได้สูงจากแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ เช่น F-35, F-16, C-130J และขีปนาวุธราคาสูง หากงบประมาณเปลี่ยนไปยังอาวุธราคาต่ำมากขึ้น อัตราการเติบโตของบางธุรกิจอาจถูกจำกัด
บริษัทเริ่มปรับตัวผ่านระบบ Sanctum, MORFIUS และโครงการต่อต้านโดรนใหม่ แต่ยังต้องพิสูจน์ว่าสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้รวดเร็วและผลิตในต้นทุนแข่งขันได้ ความเสี่ยงเพิ่มเติมคือโครงการราคาคงที่ ต้นทุนเกินประมาณการ และอัตรากำไรของสัญญาใหม่ที่อาจต่ำกว่าสัญญาเดิม
5.3) Thales: ได้ประโยชน์จากเซนเซอร์ เรดาร์ และการเพิ่มงบยุโรป
Thales คงประมาณการยอดขายปี 2026 ที่ €23.3–23.6 พันล้าน เติบโต 6–7% แบบ Organic และคาดอัตรากำไร EBIT ที่ 12.6–12.8% โดยธุรกิจกลาโหมมีแนวโน้มเติบโตในระดับเลขหลักเดียวสูงถึงเลขสองหลักต่ำ
Thales มีจุดแข็งในเรดาร์ เซนเซอร์ สงครามอิเล็กทรอนิกส์ ระบบบัญชาการ และระบบป้องกันภัยทางอากาศ ซึ่งมีความสำคัญมากขึ้นในสงครามโดรน นอกจากนี้ ความร่วมมือกับ Renault เพื่อผลิตอาวุธโดรนในปริมาณมากช่วยเพิ่มโอกาสเข้าสู่ตลาดอาวุธต้นทุนต่ำ
อย่างไรก็ดี ธุรกิจ Cyber & Digital ยังเป็นจุดอ่อน โดยอัตรากำไรลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากแรงกดดันด้านราคาและปริมาณ ขณะที่กระแสเงินสดที่แข็งแกร่งในครึ่งปีแรกส่วนหนึ่งมาจากเงินรับล่วงหน้าและจังหวะเงินทุนหมุนเวียน ซึ่งอาจไม่เกิดซ้ำในครึ่งปีหลัง
มุมมองของ INVX
เรายังมีมุมมองเชิงบวกต่อกลุ่มกลาโหมในระยะกลางถึงยาว เนื่องจาก Backlog ที่อยู่ในระดับสูง สัญญาระยะยาว และการเพิ่มกำลังผลิตช่วยสร้างความชัดเจนของรายได้ อย่างไรก็ดี โครงสร้างการเติบโตจะเปลี่ยนจากการพึ่งพาแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ (ระบบอาวุธหรือยานพาหนะหลักที่ใช้เป็นฐานติดตั้งอุปกรณ์และปฏิบัติภารกิจ) เพียงอย่างเดียว ไปสู่ระบบป้องกันหลายชั้นที่รวมอาวุธต้นทุนต่ำเข้ากับเรดาร์ เซนเซอร์ และระบบบัญชาการมากขึ้น
กลยุทธ์จึงควรเน้นบริษัทที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทั้งระบบตรวจจับ การตัดสินใจ และการสกัดกั้นหลายระดับ รวมถึงสามารถเพิ่มกำลังผลิตได้โดยไม่กดดันอัตรากำไรมากเกินไป พร้อมหลีกเลี่ยงบริษัทที่พึ่งพาโครงการพัฒนาใหม่หรือสัญญาราคาคงที่ในสัดส่วนสูง
โดยเรามองบวกต่อ RTX ที่สุด จากผลประกอบการที่แข็งแกร่ง การปรับเพิ่มประมาณการรายได้และกำไร Backlog ที่ทำสถิติสูงสุด และพอร์ตผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทั้งสงครามแบบดั้งเดิมและสงครามโดรน
ส่วน Lockheed Martin ยังมีแนวโน้มเชิงบวกจาก Backlog ที่เติบโตสูงและการเร่งผลิตขีปนาวุธ แต่ความเสี่ยงด้านอัตรากำไร โครงการราคาคงที่ และการเปลี่ยนงบประมาณไปสู่อาวุธต้นทุนต่ำทำให้ความน่าสนใจเชิงกลยุทธ์ต่ำกว่า RTX
ขณะที่ Thales ได้ประโยชน์จากการเพิ่มงบกลาโหมยุโรปและมีจุดแข็งในเรดาร์ เซนเซอร์ และระบบบัญชาการ แต่ต้องติดตามการฟื้นตัวของธุรกิจ Cyber & Digital
สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง หุ้นกลาโหมเน้นผลิตโดรนอย่าง AVAV และ KTOS มีโอกาสเติบโตเร็วกว่าจากคำสั่งซื้อโดรน ระบบไร้คนขับ และระบบต่อต้านโดรน แต่มีจุดอ่อนด้านรายได้ที่ผันผวน การพึ่งพาสัญญาหลักไม่กี่โครงการ กระแสเงินสดที่ไม่สม่ำเสมอ และระดับมูลค่าหุ้นที่สะท้อนความคาดหวังสูงกว่า ขณะที่ RTX, Lockheed Martin และ Thales เติบโตช้ากว่าแต่ได้เปรียบจาก Backlog ขนาดใหญ่ ฐานลูกค้ากระจายตัว และมีทั้งเรดาร์ เซนเซอร์ ระบบบัญชาการ และอาวุธสกัดกั้นแบบครบวงจร
ข้อสงวนสิทธิ์
ข้อมูล ความเห็น บทวิเคราะห์ ราคา การคาดการณ์ และ/หรือ ข้อมูลอื่นใด (“ข้อมูล”) ที่ปรากฏ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยมีที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“INVX”) ไม่รับรองความถูกต้อง ครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นการรับประกันราคาหรือผลตอบแทน คำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือชักชวนให้เสนอซื้อหรือเสนอขายหลักทรัพย์ใด INVX และ/หรือ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของ INVX ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันเป็นผลมาจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลดังกล่าว
INVX และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น INVX และ/หรือ บริษัทในเครือ SCBX อาจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ บนหลักทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ รวมถึงอาจมีการทำธุรกรรมอื่นใดในหลักทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึง อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

