Café Invest
Markets

งบ Prada, Puma และ Colgate สะท้อนความแตกต่างของผู้บริโภค

งบ Prada, Puma และ Colgate สะท้อนความแตกต่างของผู้บริโภค

ผลประกอบการของทั้งสามบริษัทสะท้อนภาพการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึงและผันผวนตามภูมิภาค โดย Prada โดดเด่นที่สุดจากแบรนด์โมเมนตัมที่แข็งแกร่งและกำลังซื้อระดับบนในอเมริกา Colgate ทำกำไรและมาร์จิ้นได้ดีกว่าคาดจากการบริหารต้นทุนและผลิตภาพแม้ถูกกดดันจากยอดขายในอเมริกาเหนือ ขณะที่ Puma แม้รายได้ยังหดตัวแรงในยุโรปและอเมริกาแต่เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวของมาร์จิ้นจากการลดสินค้าคงคลังและปรับช่องทางจำหน่าย ซึ่งภาพรวมชี้ว่าบริษัทที่รักษาราคาเต็ม มีผลิตภาพสูง และกระจายรายได้ในตลาดเกิดใหม่จะได้เปรียบมากกว่าการพึ่งพาการขึ้นราคาเพียงอย่างเดียว

1) สรุปภาพรวมผลประกอบการ


ผลประกอบการของ Prada, Puma และ Colgate-Palmolive ออกมาแตกต่างกันตามความแข็งแกร่งของแบรนด์ ภูมิภาค และสถานะของแต่ละบริษัท โดย Prada มีภาพดีที่สุด จากรายได้และกำไรที่สูงกว่าคาด พร้อมการเร่งตัวของแบรนด์หลัก ขณะที่ Colgate ดีกว่าคาดด้านกำไรและมาร์จิ้น แต่คุณภาพรายได้ยังถูกกดดันจากยอดขายอเมริกาเหนือ ส่วน Puma อยู่ในช่วงฟื้นฟูธุรกิจ โดยรายได้ใกล้เคียงคาดและผลขาดทุนดีกว่ากังวล แต่ยอดขายยังหดตัวแรง


ในเชิงโครงสร้าง Prada แสดงให้เห็นว่าแบรนด์ที่ยังมีความนิยมและสามารถขายสินค้าในราคาเต็มได้ยังเติบโตเหนืออุตสาหกรรม ส่วน Colgate สะท้อนว่าบริษัทสินค้าอุปโภคบริโภคยังสามารถเพิ่มกำไรผ่านผลิตภาพและการควบคุมต้นทุน แม้การบริโภคในสหรัฐอ่อนแอ ขณะที่ Puma แสดงให้เห็นว่าการลดสินค้าคงคลังและปรับช่องทางจำหน่ายช่วยฟื้นมาร์จิ้นได้ แต่การกลับมาเติบโตยังต้องอาศัยความสำเร็จของสินค้าใหม่และการฟื้นตัวของความนิยมแบรนด์


1.1) ตารางเปรียบเทียบผลประกอบการ

บริษัท

ช่วงเวลา

รายได้

การเติบโต

กำไรและมาร์จิ้น

เทียบคาด

ภาพรวม

Prada

1H26

3.05 พันล้านยูโร

+11% YoY, +16% เมื่อไม่นับค่าเงิน

กำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี 523 ล้านยูโร ลดลง 14%; มาร์จิ้น 17.4%

รายได้สูงกว่าคาด 2.3%; กำไรสูงกว่าคาดราว 5%

ดีกว่าคาด

Puma

2Q26

1.69 พันล้านยูโร

-9.4% เมื่อไม่นับค่าเงิน

ขาดทุนก่อนดอกเบี้ยและภาษี 53.1 ล้านยูโร; มาร์จิ้นขั้นต้น 48% เพิ่มขึ้น 1.8 จุด

รายได้ใกล้เคียงคาด; ขาดทุนสุทธิและขาดทุนต่อหุ้นดีกว่าคาด

แบบผสม

Colgate

2Q26

5.36 พันล้านดอลลาร์

+4.9% YoY; Organic +2.4%

กำไรต่อหุ้น 0.99 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 8%; มาร์จิ้นขั้นต้น 61.5% เพิ่มขึ้น 1.4 จุด

กำไรและมาร์จิ้นดีกว่าคาด; รายได้ใกล้เคียงคาด

ดีกว่าคาดด้านกำไร


Prada มีรายได้สูงกว่าคาดจากยอดขายในอเมริกาและเอเชีย รวมถึงแบรนด์หลักที่เร่งตัว ขณะที่กำไรยังลดลง YoY จากผลกระทบค่าเงินและการรวม Versace แต่ลดลงน้อยกว่าที่ตลาดคาด


Puma มียอดขายลดลง 9.4% เมื่อไม่นับผลกระทบค่าเงิน จากการลดธุรกิจกับผู้ค้าปลีกมวลชนและความต้องการที่อ่อนแอในยุโรปกับอเมริกา อย่างไรก็ดี มาร์จิ้นขั้นต้นเพิ่มขึ้นจากต้นทุนจัดหาที่ลดลง การคืนภาษีนำเข้า และสัดส่วนช่องทางขายที่ดีขึ้น ส่งผลให้ผลขาดทุนสุทธิน้อยกว่าคาด


Colgate รายงานยอดขาย Organic ตามคาด แต่กำไรและมาร์จิ้นดีกว่าคาดจากการเพิ่มผลิตภาพ การบริหารราคา และการคืนภาษีนำเข้า อย่างไรก็ดี ยอดขาย Organic ในอเมริกาเหนือลดลง 3% และปริมาณขายลดลง 3.9% ซึ่งต่ำกว่าคาดอย่างมีนัยสำคัญ


1.2) การเติบโตแยกตามภูมิภาคและธุรกิจ

ประเด็น

Prada

Puma

Colgate

ตลาดแข็งแกร่ง

อเมริกา +30%, เอเชียแปซิฟิก +10%

เอเชียแปซิฟิก +8.6%

ลาตินอเมริกา Organic +5.3%, เอเชียแปซิฟิก +5.2%

ตลาดอ่อนแอ

ตะวันออกกลาง -28%, ญี่ปุ่น -7.1% ในครึ่งปีแรก

อเมริกา -15.4%, ยุโรป ตะวันออกกลางและแอฟริกา -12.9%

อเมริกาเหนือ Organic -3%

ธุรกิจเด่น

แบรนด์ Prada เร่งจาก 3.3% ใน 1Q เป็น 6.3% ใน 2Q

กลุ่มวิ่งและฝึกซ้อมเริ่มมีแรงส่ง

สินค้าในตลาดเกิดใหม่และธุรกิจต่างประเทศ

ธุรกิจที่ต้องติดตาม

Miu Miu เข้าสู่การเติบโตปกติ; Versace ยังอยู่ช่วงฟื้นฟู

รองเท้า -11.7%; Lifestyle ยังต้องสร้างความนิยมใหม่

Hill’s ปริมาณขาย -1.8%; สหรัฐเสียส่วนแบ่งตลาด


ภาพดังกล่าวสะท้อนว่าการเติบโตของผู้บริโภคยังไม่ทั่วถึง โดยอเมริกาเป็นตลาดที่แข็งแกร่งสำหรับสินค้าหรู แต่เป็นตลาดที่อ่อนแอสำหรับ Puma และ Colgate ส่วนเอเชียแปซิฟิกเป็นแรงสนับสนุนร่วมของทั้งสามบริษัท

2) แนวโน้มและ Guidance


ภาพรวมแนวโน้มของทั้งสามบริษัทแบ่งได้เป็น 3 ระดับ ได้แก่ Prada ที่ยังมองการเติบโตเหนืออุตสาหกรรม, Colgate ที่คงยอดขายแต่ปรับเพิ่มกำไร และ Puma ที่คงแผนฟื้นฟูโดยรอการกลับมาเติบโตในปี 2027


2.1) ตารางเปรียบเทียบ Outlook

บริษัท

แนวโน้มปี 2026

การเปลี่ยนแปลง

สมมติฐานสำคัญ

Prada

เติบโตเหนืออุตสาหกรรม โดยแบรนด์ Prada เป็นแรงหลัก

ไม่ได้ให้กรอบตัวเลขชัดเจน

แบรนด์หลักเร่งตัว, Miu Miu เติบโตแบบปกติ, Versace ปรับโครงสร้าง

Puma

ยอดขายเมื่อไม่นับค่าเงินลดลงเลขหลักเดียวต่ำถึงกลาง; ขาดทุนก่อนดอกเบี้ยและภาษี 50–150 ล้านยูโร

คงเดิม

ยอดขายดีขึ้นตามลำดับในครึ่งปีหลัง, สินค้าใหม่, ลดต้นทุน

Colgate

รายได้ +2% ถึง +6%; Organic +1% ถึง +4%

คงยอดขาย แต่ปรับเพิ่มกำไร

ผลิตภาพ, การบริหารราคา, การฟื้นตัวของอเมริกาเหนือ


2.2) แนวโน้ม Prada


Prada คาดว่าแบรนด์หลักจะยังเติบโตต่อเนื่องจากลูกค้าใหม่ ความหลากหลายของสินค้า และยอดขายราคาเต็ม ขณะที่ฐานเปรียบเทียบของ Miu Miu จะง่ายขึ้นในครึ่งปีหลัง อย่างไรก็ดี ผลกระทบค่าเงิน การรวม Versace และความอ่อนแอในตะวันออกกลางยังเป็นความเสี่ยงต่อมาร์จิ้น


2.3) แนวโน้ม Puma


Puma คง Guidance โดยคาดว่ายอดขายและผลกำไรจะดีขึ้นตามลำดับในไตรมาส 3 และไตรมาส 4 จากสินค้ากลุ่มวิ่ง ฝึกซ้อม และฟุตบอล รวมถึงฐานสินค้าคงคลังที่ลดลงและการควบคุมค่าใช้จ่าย อย่างไรก็ดี ไตรมาส 3 ยังอาจติดลบ ก่อนมีโอกาสกลับมาเติบโตในไตรมาส 4


2.4) แนวโน้ม Colgate


Colgate คง Guidance รายได้และยอดขาย Organic แต่ปรับเพิ่มแนวโน้มกำไรต่อหุ้นเป็นการเติบโตระดับเลขหลักเดียวกลาง จากเดิมเลขหลักเดียวต่ำถึงกลาง พร้อมปรับแนวโน้มมาร์จิ้นขั้นต้นเป็นทรงตัวจากเดิมที่คาดว่าจะลดลง อย่างไรก็ดี ภาษีนำเข้ารอบใหม่และต้นทุนวัตถุดิบในครึ่งปีหลังจะสูงขึ้นและอาจมากกว่าประโยชน์จากการคืนภาษีในไตรมาส 2

3) มุมมองผู้บริหารและกลยุทธ์ระยะข้างหน้า


3.1) มุมมองต่อผู้บริโภค


ฝ่ายบริหารทั้งสามบริษัทเห็นตรงกันว่าสภาพแวดล้อมผู้บริโภคยังผันผวนและแตกต่างกันมากในแต่ละภูมิภาค แต่ระดับผลกระทบต่อแต่ละบริษัทไม่เท่ากัน


Prada ระบุว่ายังไม่เห็นแนวโน้มการเติบโตของสินค้าหรูที่ชัดเจนทั่วโลก แต่เชื่อว่าแบรนด์ที่มีความน่าเชื่อถือและมีความต้องการสูงยังสามารถแย่งส่วนแบ่งตลาดได้ โดยตลาดอเมริกา เอเชียแปซิฟิก และญี่ปุ่นยังมีแรงส่ง ขณะที่ตะวันออกกลางได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง


Puma มองว่าความอ่อนแอของยอดขายไม่ได้มาจากอุปสงค์เพียงอย่างเดียว แต่ยังเกิดจากการลดธุรกิจกับช่องทางค้าปลีกที่ไม่เหมาะสม การเคลียร์สินค้าคงคลัง และการสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ใหม่ บริษัทจึงยอมรับว่ายอดขายระยะสั้นจะยังถูกกดดันเพื่อแลกกับฐานธุรกิจที่มีคุณภาพมากขึ้น


Colgate ระบุว่าผู้บริโภคในสหรัฐยังระมัดระวัง การเติบโตของหมวดสินค้าชะลอลง การแข่งขันเพิ่มขึ้น และผู้ค้าปลีกลดสินค้าคงคลัง อย่างไรก็ดี แนวโน้มในเดือนมิถุนายนดีขึ้นเล็กน้อยจากเดือนพฤษภาคม และบริษัทคาดว่าการฟื้นตัวจะเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป


3.2) กลยุทธ์ผลิตภัณฑ์และแบรนด์

ผลิตภัณฑ์หลัก

เพิ่มความหลากหลายและมูลค่าสินค้า

เน้นฟุตบอล วิ่ง และฝึกซ้อม

ผลิตภัณฑ์พรีเมียมและอิงวิทยาศาสตร์

การตลาด

รักษาความน่าเชื่อถือและความต้องการของแบรนด์

ลดแคมเปญขนาดใหญ่ เพิ่มการตลาดระดับชุมชน

เพิ่มโฆษณาและการสร้างอุปสงค์หลายช่องทาง

ช่องทางขาย

เน้นยอดขายราคาเต็มและประสิทธิภาพร้านค้า

ลดผู้ค้าปลีกมวลชนและปรับค้าส่ง

ขยายการกระจายสินค้าและร้านค้าออนไลน์

เป้าหมายสำคัญ

เติบโตเหนืออุตสาหกรรม

กลับมาเติบโตในปี 2027

ฟื้นส่วนแบ่งตลาดในอเมริกาเหนือ


3.3) กลยุทธ์ Prada


Prada วางกลยุทธ์แยกตามแบรนด์ โดยให้ Prada เติบโตอย่างต่อเนื่อง, Miu Miu เติบโตในระดับปกติแต่ยังรักษาความนิยม และ Versace อยู่ในช่วงสร้างทิศทางใหม่ ปรับเครือข่ายร้านค้า และยกระดับคุณภาพรายได้


3.4) กลยุทธ์ Puma


Puma ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี Nitro foam ในรองเท้าวิ่งและการนำไปใช้ในรองเท้าลำลอง พร้อมเปลี่ยนการตลาดจากแคมเปญภาพลักษณ์วงกว้างไปสู่การสร้างความน่าเชื่อถือในกลุ่มนักวิ่งจริง รวมถึงฟื้นความนิยมรองเท้า Suede และใช้ยอดขายเสื้อสโมสรฟุตบอลเป็นแรงสนับสนุน


3.5) กลยุทธ์ Colgate


Colgate จะรักษาการลงทุนโฆษณาในระดับสูง โดยค่าใช้จ่ายโฆษณาเพิ่มขึ้น 15% เป็น 777 ล้านดอลลาร์ หรือ 14.5% ของยอดขาย พร้อมสนับสนุน Optic White, Fabuloso และผลิตภัณฑ์ใหม่ใน Hill’s เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งตลาดและขับเคลื่อนการเติบโตจากปริมาณขายมากขึ้น


3.6) ประเด็นสำคัญจาก Earnings Call


ประเด็นร่วมที่เห็นได้ชัดคือทั้งสามบริษัทไม่ได้มุ่งเพิ่มกำไรระยะสั้นเพียงอย่างเดียว แต่เลือกลงทุนเพื่อเสริมความแข็งแกร่งของแบรนด์และการเติบโตระยะยาว


Prada ยอมรับว่า Versace จะกดดันกำไรในช่วงแรก แต่ยังเดินหน้าลงทุนในทีมสร้างสรรค์ ร้านค้า และการยกระดับสินค้า ขณะที่ Puma ยอมรับการเสียยอดขายจากการลดช่องทางที่ไม่เหมาะสม เพื่อสร้างฐานการจำหน่ายที่สะอาดขึ้น ส่วน Colgate นำประโยชน์จากการเพิ่มผลิตภาพกลับไปลงทุนในโฆษณาและนวัตกรรม แม้อัตรากำไรในไตรมาสนี้ออกมาดีกว่าคาด

4) มุมมองของ INVX


4.1) ภาพรวมอุตสาหกรรมผู้บริโภค


ผลประกอบการทั้งสามบริษัทสะท้อนว่าการใช้จ่ายของผู้บริโภคยังไม่เข้าสู่ภาวะฟื้นตัวแบบทั่วถึง บริษัทที่พึ่งพาการขึ้นราคาเพียงอย่างเดียวหรือยังมีปัญหาด้านช่องทางจำหน่ายจะเผชิญความเสี่ยงมากกว่า ขณะที่บริษัทที่สามารถเพิ่มปริมาณขาย รักษาราคาเต็ม และมีฐานรายได้กระจายหลายภูมิภาคจะได้เปรียบ


4.2) สัญญาณต่อกลุ่มสินค้าหรู


Prada สนับสนุนมุมมองเชิงบวกต่อบริษัทสินค้าหรูที่ยังมี Brand Momentum ชัดเจน โดยเฉพาะ Prada และ Richemont ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากผู้บริโภคระดับบนในอเมริกาและความแข็งแกร่งของแบรนด์


ในทางตรงกันข้าม LVMH, Kering, Burberry และ Moncler ยังต้องพิสูจน์การฟื้นตัวของยอดขายและความนิยมของสินค้า โดยเฉพาะในจีนและยุโรป ผลประกอบการของ Prada จึงไม่ใช่หลักฐานว่าอุตสาหกรรมสินค้าหรูทั้งหมดฟื้นตัว แต่เป็นหลักฐานว่าบริษัทที่บริหารแบรนด์ได้ดีสามารถเติบโตเหนืออุตสาหกรรมได้


4.3) สัญญาณต่อกลุ่มกีฬาและเครื่องแต่งกาย


Puma สะท้อนว่าความท้าทายของอุตสาหกรรมยังอยู่ที่สินค้าคงคลัง การใช้ส่วนลด และความสามารถในการสร้างสินค้าใหม่ที่ได้รับความนิยม บริษัทที่มีผลิตภัณฑ์เด่นและช่องทางจำหน่ายแข็งแกร่ง เช่น Adidas และ Nike ยังมีข้อได้เปรียบด้านขนาดและงบการตลาด แต่ต้องระวังค่าใช้จ่ายทางการตลาดและการบริหารสินค้าคงคลัง


สำหรับ Puma ปัจจัยบวกคือมาร์จิ้นและกระแสเงินสดเริ่มดีขึ้น แต่ยังต้องรอหลักฐานว่าสินค้ากลุ่ม Nitro และฟุตบอลสามารถเปลี่ยนเป็นการเติบโตของยอดขายได้อย่างต่อเนื่อง


4.4) สัญญาณต่อกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค


ผลของ Colgate เป็นบวกต่อบริษัทที่มีความสามารถด้านผลิตภาพและการบริหารราคา แต่ตลาดจะเริ่มให้น้ำหนักกับปริมาณขายและส่วนแบ่งตลาดมากขึ้น หลังจากช่วงที่การเติบโตของหลายบริษัทอาศัยการขึ้นราคาเป็นหลัก


ความแข็งแกร่งของเอเชียและลาตินอเมริกายังเป็นปัจจัยบวกต่อบริษัทที่มีรายได้จากตลาดเกิดใหม่สูง ขณะที่ความอ่อนแอในสหรัฐเป็นความเสี่ยงร่วมจากการแข่งขัน โปรโมชั่น และพฤติกรรมผู้บริโภคที่ระมัดระวังขึ้น

ข้อสงวนสิทธิ์
ข้อมูล ความเห็น บทวิเคราะห์ ราคา การคาดการณ์ และ/หรือ ข้อมูลอื่นใด (“ข้อมูล”) ที่ปรากฏ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยมีที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“INVX”) ไม่รับรองความถูกต้อง ครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นการรับประกันราคาหรือผลตอบแทน คำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือชักชวนให้เสนอซื้อหรือเสนอขายหลักทรัพย์ใด INVX และ/หรือ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของ INVX ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันเป็นผลมาจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลดังกล่าว

INVX และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น INVX และ/หรือ บริษัทในเครือ SCBX อาจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ บนหลักทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ รวมถึงอาจมีการทำธุรกรรมอื่นใดในหลักทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึง อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

งบ Prada, Puma และ Colgate สะท้อนความแตกต่างของผู้บริโภค | Café Invest