เรายังคงมุมมองระมัดระวังต่อกลุ่มปิโตรเคมี เนื่องจากกำลังการผลิตใหม่ยังคงเติบโตแซงหน้าความต้องการผลิตภัณฑ์หลักส่วนใหญ่ แม้ว่าการบริโภคยังคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะในอินเดียและเอเชียใต้ แต่แต่กำลังการผลิตใหม่ที่ทยอยเข้าสู่ตลาดยังคงทำให้การฟื้นตัวของอัตราการใช้กำลังการผลิตล่าช้าออกไป และทำให้มาร์จิ้นขยายตัวได้ค่อนข้างจำกัด เราคาดว่าสมดุลอุปสงค์และอุปทานในกลุ่มอะโรเมติกส์และโพลีโอเลฟินส์จะยังคงเผชิญความท้าทายในระยะกลาง แม้ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางยังคงดำเนินอยู่ แต่ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปรับตัวลดลงใน 3Q26 ซึ่งบ่งชี้ว่ากำไรมีแนวโน้มลดลง QoQ เรายังคงเลือก PTTGC (OUTPERFORM) เป็นหุ้นเด่นของกลุ่มปิโตรเคมี โดยปรับราคาเป้าหมายเพิ่มขึ้นจาก 48 บาท เป็น 63 บาท อิง PBV ที่ 0.9 เท่า (ค่าเฉลี่ย 5 ปี)
กลุ่มปิโตรเคมี – ภาวะอุปทานส่วนเกินเชิงโครงสร้างทำให้ฟื้นตัวช้า

การฟื้นตัวมีแนวโน้มเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปและขับเคลื่อนด้วยปัจจัยเชิงโครงสร้างมากกว่าวัฏจักร แตกต่างจากภาวะชะลอตัวในรอบก่อนๆ เราเชื่อว่าวัฏจักรอุตสาหกรรมในปัจจุบันสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของอุปทานโลกมากขึ้น แม้อุตสาหกรรมจะเริ่มเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างผ่านการปิดกำลังการผลิตแล้ว แต่กำลังการผลิตที่ประกาศปิดยังคงต่ำกว่ากำลังการผลิตใหม่ที่มีแผนจะเพิ่มเข้ามา ดังนั้น การฟื้นตัวของมาร์จิ้นในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีจึงมีแนวโน้มขึ้นอยู่กับวินัยในการเพิ่มกำลังการผลิตและการปรับตัวดีขึ้นของอัตราการใช้กำลังการผลิต มากกว่าการเติบโตของอุปสงค์เพียงอย่างเดียว
การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมเริ่มเร่งตัวขึ้น ความสามารถในการทำกำไรที่อ่อนแอทำให้ผู้ผลิตบางรายเริ่มปิดกำลังการผลิต โดย Wood Mackenzie ประเมินว่ากำลังการผลิตเอทิลีนทั่วโลกราว 10 ล้านตันอยู่ระหว่างการปรับลดผ่านการปิดโรงงานถาวร ส่วนใหญ่เป็นโรงงานต้นทุนสูงในยุโรปและเอเชีย แม้ว่าการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมจะช่วยปรับสมดุลอุปสงค์และอุปทานให้ดีขึ้นในระยะยาว แต่กำลังการผลิตใหม่ที่ทยอยเข้าสู่ตลาดยังคงสูงกว่ากำลังการผลิตที่ถูกปิดลง ส่งผลให้ประโยชน์ต่อปัจจัยพื้นฐานของอุตสาหกรรมในระยะสั้นยังมีจำกัด
กลุ่มอะโรเมติกส์และโพลีโอเลฟินส์ยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอุปทานจากจีน จีนยังคงเป็นผู้บริโภค PX รายใหญ่ ขณะเดียวกันก็เร่งขยายกำลังการผลิตภายในประเทศอย่างต่อเนื่องตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมปิโตรเคมี โดยคาดว่าจะมีกำลังการผลิต PX ใหม่ทั่วโลกมากกว่า 9.5 ล้านตัน ขณะที่จีนมีแผนเพิ่มกำลังการผลิต PE และ PP อีกประมาณ 15 ล้านตัน และ 9 ล้านตัน ตามลำดับ ภายในปี 2030 แม้อินเดียและเอเชียใต้ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตด้านอุปสงค์ แต่การพึ่งพาการผลิตภายในประเทศมากขึ้นและศักยภาพการส่งออกของจีน อาจทำให้ภาวะอุปทานส่วนเกินในภูมิภาครุนแรงขึ้น ซึ่งจะกดดันอัตราการใช้กำลังการผลิต ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ และอัตรากำไรของผู้ผลิตในเอเชียอย่างต่อเนื่อง
ความยืดหยุ่นด้านวัตถุดิบมีความสำคัญมากขึ้น มาร์จิ้นที่อยู่ในระดับต่ำทำให้ความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนวัตถุดิบกลายเป็นปัจจัยสร้างความแตกต่างที่สำคัญ โดยอีเทนอาจคิดเป็นสัดส่วนราว 41% ของกำลังการผลิตเอทิลีนทั่วโลกภายในปี 2030 จากข้อได้เปรียบด้านต้นทุนเมื่อเทียบกับแนฟทา ผู้ผลิตในเอเชียกำลังเร่งจัดหาอีเทนผ่านสัญญาระยะยาวมากขึ้น ขณะที่เทคโนโลยีการผลิตแบบ crude-to-chemicals และ coal-to-chemicals ช่วยเพิ่มความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์และเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ผู้ผลิตปิโตรเคมีแบบครบวงจรที่มีความยืดหยุ่นในการเลือกใช้วัตถุดิบและมีพอร์ตผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย มีแนวโน้มอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบมากกว่าผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ขั้นพื้นฐานเพียงอย่างเดียว
มุมมองการลงทุนยังคงระมัดระวัง การเติบโตของอุปสงค์ยังคงเป็นบวกแต่ไม่เพียงพอที่จะดูดซับกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภาวะอุปทานส่วนเกินที่ยืดเยื้อ ความพร้อมของวัตถุดิบที่มากขึ้น และการทดแทนด้วยวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ล้วนมีแนวโน้มกดดันมาร์จิ้นให้อยู่ในระดับต่ำยาวนานกว่าวัฏจักรก่อนหน้า เราชื่นชอบบริษัทที่มีความยืดหยุ่นด้านวัตถุดิบ มีการบูรณาการธุรกิจที่แข็งแกร่ง มีผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง และมีกลยุทธ์เศรษฐกิจหมุนเวียนที่น่าเชื่อถือ โดย PTTGC ยังคงเป็นหุ้นเด่นของเรา เราปรับเพิ่มราคาเป้าหมายจาก 48 บาท เป็น 63 บาท โดยอิง PBV ที่สูงขึ้นจาก 0.6 เท่า เป็น 0.9 เท่า ซึ่งสะท้อนถึงกำไรที่แข็งแกร่ง ความยืดหยุ่นด้านวัตถุดิบ ความได้เปรียบด้านต้นทุน และศักยภาพการฟื้นตัวของบริษัท
ความเสี่ยงสำคัญ ความเสี่ยงด้านลบ ได้แก่ การเพิ่มกำลังการผลิตของจีนที่สูงกว่าคาด การชะลอตัวของภาคการผลิตโลก การใช้งานวัสดุรีไซเคิลที่ขยายตัวเร็วกว่าคาด การเพิ่มขึ้นของการส่งออกจากจีนเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมที่ล่าช้ากว่าคาด ขณะที่ความเสี่ยงด้านบวก ได้แก่ การปิดกำลังการผลิตที่เกิดขึ้นเร็วกว่าคาด อุปสงค์ที่แข็งแกร่งกว่าคาดจากอินเดียและเอเชียใต้ รวมถึงอุปสงค์เคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษที่เร่งตัวขึ้น ซึ่งอาจสนับสนุนให้การฟื้นตัวของมาร์จิ้นเกิดขึ้นได้เร็วขึ้นและแข็งแกร่งกว่าที่คาดไว้

