เราคาดว่าอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ทั่วโลกจะเติบโตอย่างมั่นคงต่อเนื่องในระยะกลางถึงระยะยาว ขณะที่การหยุดชะงักของอุปทานพลังงานในระยะสั้นจะเป็นปัจจัยหนุนธุรกิจบรรจุภัณฑ์กระดาษผ่านการเร่งนำมาใช้ทดแทนพลาสติกที่มีต้นทุนสูง สนับสนุนการฟื้นตัวของ Fajar Paper และเอื้อประโยชน์ต่อผู้ผลิตที่มีการดำเนินธุรกิจแบบครบวงจรและใช้เชื้อเพลิงชีวมวล ดังนั้น เราจึงเลือก SCGP เป็นหุ้นเด่นของกลุ่ม และคงคำแนะนำ OUTPERFORM ด้วยราคาเป้าหมาย 39 บาท โดยบริษัทอยู่ในตำแหน่งที่พร้อมได้รับประโยชน์จากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ขยายตัว การฟื้นตัวของสินทรัพย์สำคัญ และต้นทุนทางการเงินที่ลดลง
กลุ่มบรรจุภัณฑ์ – อุปสงค์แข็งแกร่ง รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันสูง

คาดความต้องการบรรจุภัณฑ์ทั่วโลกเติบโตอย่างต่อเนื่อง ตลาดบรรจุภัณฑ์กระดาษทั่วโลกคาดว่าจะมีมูลค่า 5.917 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2034 (คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี หรือ CAGR ที่ 4.7% ในปี 2025–2034) โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน รวมถึงการเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่ต้องการบรรจุภัณฑ์ที่เบาและแข็งแรงมากขึ้น ส่วนความต้องการบรรจุภัณฑ์แบบอ่อนตัว (flexible packaging) ทั่วโลกคาดว่าจะมีมูลค่า 4.409 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2033 (CAGR 5.3% ในปี 2025–2033) โดยได้รับแรงหนุนจากการใช้งานที่เพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม เวชภัณฑ์ และเครื่องสำอาง ในขณะเดียวกัน ตลาดบรรจุภัณฑ์แบบคงรูป (rigid packaging) ทั่วโลกคาดว่าจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 7.981 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2034 (CAGR 6%) โดยได้รับแรงหนุนจากการหันมาใช้วัสดุบรรจุภัณฑ์เพื่อความยั่งยืนและนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอาหาร การแพทย์ และเครื่องสำอาง
การหยุดชะงักด้านพลังงานเป็นปัจจัยหนุนกลุ่มบรรจุภัณฑ์ ราคาน้ำมันดิบ Brent ที่ปรับตัวสูงขึ้น และการหยุดชะงักอย่างต่อเนื่องบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ เป็นปัจจัยหนุนห่วงโซ่อุปทานบรรจุภัณฑ์กระดาษใน 5 ด้านสำคัญ โดยราคาเม็ดพลาสติก (PE และ PP) ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 55-60% จะกระตุ้นให้ผู้บริโภคเปลี่ยนมาใช้บรรจุภัณฑ์กระดาษมากขึ้น ขณะที่อำนาจในการกำหนดราคาที่แข็งแกร่งช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของ Fajar Paper และส่งผลให้ส่วนต่างราคาของผู้ผลิตขยายตัว นอกจากนี้ การใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ยังคงแข็งแกร่งและการสะสมสินค้าคงคลังก่อนสิ้นปีจะทำให้อุปสงค์บางส่วนถูกเร่งเข้ามาในช่วงปลายปีเร็วกว่าปกติ โดยมีปัจจัยสนับสนุนเพิ่มเติมจากการเพิ่มขึ้นของส่วนแบ่งการตลาดในภูมิภาคในระยะยาว เนื่องจากเวียดนาม อินโดนีเซีย และไทยได้รับประโยชน์จากการกระจายห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก ท้ายที่สุด ผู้ผลิตกระดาษแบบครบวงจรที่ใช้เส้นใยรีไซเคิลและพลังงานชีวมวล มีความได้เปรียบด้านต้นทุนอย่างมีนัยสำคัญเหนือผู้ประกอบการที่มีการบูรณาการธุรกิจน้อยกว่าและพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลในสภาวะที่ต้นทุนพลังงานอยู่ในระดับสูงเช่นปัจจุบัน
SCGP เป็นหุ้นเด่นของกลุ่ม จากแผนธุรกิจเชิงกลยุทธ์ที่แข็งแกร่ง และการได้รับประโยชน์อย่างชัดเจนจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ขยายตัว การฟื้นตัวของ Fajar Paper และต้นทุนดอกเบี้ยที่ลดลง (ต้นทุนหนี้เฉลี่ยประมาณ 3.2%) เราคงคำแนะนำ OUTPERFORM สำหรับ SCGP ด้วยราคาเป้าหมายกลางปี 2027 ที่ 39 บาท อิง PE ที่ 22 เท่า (-0.5SD ของ PE เฉลี่ย 5 ปี) ซึ่งคิดเป็น EV/EBITDA ปี 2027 ที่ 8.6 เท่า ปัจจัยเสี่ยงด้านบวก ได้แก่ การกลับมาเปิดใช้ช่องแคบฮอร์มุซได้เร็วกว่าคาด (ส่งผลให้ต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง และราคาเม็ดพลาสติกลดลง) และการเข้าซื้อกิจการที่ช่วยเพิ่มมูลค่า (งบลงทุนขยายธุรกิจ 5.5 พันลบ. ในปี 2026)
ความเสี่ยงที่สำคัญ ความเสี่ยงด้านลบ ได้แก่ การปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ยืดเยื้อ (การขาดแคลนเม็ดพลาสติก และค่าขนส่ง), อุปสงค์ของผู้บริโภคที่อ่อนแอลง, อุปทานส่วนเกินของ containerboard จากจีนที่ทะลักเข้าสู่ภูมิภาคอาเซียน, ค่าเงินรูเปียห์อินโดนีเซีย (IDR) ที่อ่อนค่า และกำลังการผลิตเยื่อกระดาษใหม่ที่จะเข้าสู่ตลาด ขณะที่ความเสี่ยงด้าน ESG ที่สำคัญ ได้แก่ การบริหารจัดการพลังงาน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (E)

