การเติบโตของยอดขายรถ EV ทั่วโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากปัจจัยสำคัญ คือ นโยบายที่ชัดเจนของประเทศต่างๆ ทั่วโลกในเรื่องสิ่งแวดล้อม เช่น เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ซึ่งทำให้เกิดมาตรการสนับสนุนรถ EV เรามองว่าความต้องการซื้อรถ EV ที่เพิ่มขึ้นนั้นจะถูกตอบรับด้วยแผนของค่ายรถยนต์ต่างๆ ทั่วโลกที่ชัดเจนมากขึ้นในการพัฒนารถ EV ด้วยเช่นกัน โดย IEA คาดว่าจำนวนยอดขายรถ EV ทั่วโลกจะเพิ่มจาก 6.6 ล้านคันในปี 2021 มาอยู่ที่ 31.7-48.4 ล้านคันในปี 2030
ประเทศไทยตั้งเป้าก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการผลิตรถ EV ในภูมิภาคเอเชีย โดยนโยบาย 30@30 ของประเทศไทยสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมรถ EV อย่างมาก เราประเมินว่ารถพลังงานไฟฟ้า 100% (BEV) สะสมจะเพิ่มจากเพียง 4 พันคันในปี 2021 เป็น 2.2 ล้านคันในปี 2030 หรือคิดเป็น 12% ของจำนวนรถยนต์ส่วนบุคคลสะสมทั้งหมด ซึ่งจะนำไปสู่ความต้องการสถานีอัดประจุไฟฟ้าที่เพิ่มมากขึ้นด้วย
ความต้องการใช้แบตเตอรี่ทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเกิน 1TWh ในปี 2025 ทำให้มีการเพิ่มกำลังการผลิตและการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานของ 10 บริษัทหลัก (67% ของกำลังการผลิตทั้งหมด) เทคโนโลยีหลักในอีก 3-5 ปีข้างหน้าคือ NMC ที่ประเทศจีน ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เป็นผู้นำและครองส่วนแบ่งทางการตลาดมากกว่า 60% โดยเรามองว่าเทคโนโลยีของชิ้นส่วนหลักอย่างแบตเตอรี่กำลังจะเปลี่ยนเป็น Solid State ที่มีกำลังไฟฟ้าสูงกว่า ปลอดภัยมากกว่าและน้ำหนักเบากว่าปัจจุบัน
อุตสาหกรรมรถ EV ยังอยู่ในช่วงแรกของการเติบโต ทำให้มีหลายปัจจัยที่อาจจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตได้ เช่น นโยบายของรัฐบาลที่ต้องมีประสิทธิภาพในการสนับสนุนผู้ซื้อ ค่ายรถยนต์ และโครงสร้างพื้นฐาน ภาวะห่วงโซ่อุปทานชะงักงัน เช่น การล็อกดาวน์ การขาดแคลนชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ วัตถุดิบ และพลังงาน และการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อทำให้ราคาขายลดลงและตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่มากขึ้น
การลงทุนในหุ้น EV อาจจะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เรามองเป็นการลงทุนที่มีปัจจัยสนับสนุนการเติบโตที่ดีในระยะยาว โดยหุ้น EV จะมีความชัดเจนมากกว่าในตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับแบตเตอรี่และการประกอบรถยนต์ซึ่งหุ้นที่เราชอบคือ TESLA, BYD, CATL และ Ganfeng Lithium ในขณะที่ตลาดหุ้นไทยนั้นอุตสาหกรรมรถ EV ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นทำให้ประโยชน์ที่ได้รับนั้นยังไม่ชัดเจนมาก เรามองว่าสิ่งสำคัญคือความชัดเจนของผู้ประกอบการไทยที่จะเดินหน้าไปในอุตสาหกรรมรถ EV หุ้นที่เราชอบคือ PTT EA KCE และ OR
.margin{ margin-bottom: 14px } .head1{ font-size: 22px; margin-top: 40px; margin-bottom: 20px; font-weight: bold; } .head2{ font-size: 20px; margin-top: 50px; margin-bottom: 16px; font-weight: bold; }

รู้ไหมว่า... แต่ละประเทศมีคำเรียกและระบุประเภทรถยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ต่างกันออกไป เช่น ประเทศไทยใช้คำว่า Zero-emission Vehicle: ZEV ซึ่งรวมรถยนต์ประเภท BEV FCEV ในขณะที่ประเทศจีนใช้คำว่า New Energy Vehicle: NEV และประเทศญี่ปุ่นใช้คำว่า Clean Energy Vehicle: CEV ซึ่งรวมรถยนต์ประเภท PHEV BEV และ FCEV
| | | HEV | PHEV | BEV | FCEV |
|---|
ประเทศไทย | ZEV | Zero-emission Vehicle | - | - | BEV | FCEV |
ประเทศจีน | NEV | New Energy Vehicle | - | PHEV | BEV | FCEV |
ประเทศญี่ปุ่น | CEV | Clean Energy Vehicle | - | PHEV | BEV | FCEV |
รู้จักประเภทยานยนต์ไฟฟ้า: Electric Vehicle (EV)
ปัจจุบันรถ EV สามารถจำแนกได้เป็น 4 ประเภท คือ ประเภทไฮบริด (Hybrid Electric Vehicle: HEV) ประเภทปลั๊กอินไฮบริด (Plug-in Hybrid Electric Vehicle: PHEV) ประเภทพลังงานไฟฟ้า 100% (Battery Electric Vehicle: BEV) และประเภทเซลเชื้อเพลิง (Fuel Cell Electric Vehicle: FCEV)
• HEV เป็นรถยนต์ที่มีการใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในคือเครื่องยนต์ที่ใช้พลังงานจากน้ำมันเบนซินหรือดีเซล (Internal Combustion Engine: ICE) และมอเตอร์ไฟฟ้ามาขับเคลื่อนร่วมกัน
• PHEV เป็นรถยนต์ที่พัฒนาต่อมาจาก HEV นอกจากเครื่องยนต์สันดาปภายในและ มอเตอร์ไฟฟ้าแล้ว PHEV จะมีเครื่องชาร์จแบบ On-board Charger และแบตเตอรี่ที่สดรามารถบรรจุไฟฟ้าจากภายนอกมาเก็บที่แบตเตอรี่ได้
• BEV ไม่มีเครื่องยนต์สันดาปภายใน เป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่มีมอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนเพียงอย่างเดียวและใช้พลังงานไฟฟ้าที่มีอยู่ในแบตเตอรี่ซึ่งมาจากการอัดประจุไฟฟ้าจากภายนอกเท่านั้น ดังนั้นจึงไม่มีการปลดปล่อยมลพิษจากรถยนต์โดยตรง
FCEV เป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่มีมอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนและใช้พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตจากเซลเชื้อเพลิง (Fuel Cell) ผ่านกระบวนการทางเคมีไฟฟ้า โดยการเปลี่ยนโมเลกุลไฮโดรเจนและออกซิเจนให้กลายเป็นพลังงานไฟฟ้า ซึ่งช่วยขจัดปัญหาความจุที่จำกัดของแบตเตอรี่ออกไป และไม่มีการปลดปล่อยมลพิษจากรถยนต์โดยตรง
ยอดขายรถ EV ทั่วโลกมีการเพิ่มขึ้น ประเทศจีนครองส่วนแบ่งตลาดมากกว่าครึ่งในปี 2021
ยอดขายรถ EV (รวมรถ BEV และรถ PHEV) มีการเติบโตที่เร่งตัวที่ 85% CAGR จากจำนวนเพียงไม่กี่พันคันในปี 2010 มาอยู่ที่ 6.6 ล้านคันในปี 2021 ซึ่งเป็นการเติบโตที่มากกว่าตลาดยานยนต์รวมของโลกที่เติบโตเฉลี่ยเพียง 1% ในช่วง 2010-21 โดยการเติบโตที่เร่งตัวนี้ทำให้สัดส่วนรถ EV ต่อยอดขายยานยนต์รวมต่อปีเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 8% ในปี 2021
ยอดขายรถ EV เติบโตที่โดดเด่นต่อเนื่องในปี 2022
• TESLA ประกาศยอดขายยานยนต์ไฟฟ้าในไตรมาสที่ 2 ปี 2022 ลดลง 18% ในขณะที่กำลังการผลิตหดหายกว่า 15% เป็นผลมาจากการล็อกดาวน์ในประเทศจีน แต่เดือนมิถุนายน 2022 เป็นเดือนที่ผลิตรถยนต์สูงสุดในประวัติศาสตร์ของ TESLA การไม่ ล็อกดาวน์อย่าเข้มงวดนั้นจะทำให้การผลิตเพิ่มขึ้น พร้อมกับกำลังการผลิตใหม่ในประเทศสหรัฐอเมริกาและเยอรมนีจะส่งผลให้ยอดขายและส่งมอบรถยนต์ของ TESLA มีการฟื้นตัวและเติบโตได้สูงอย่างต่อเนื่อง
• BYD ประกาศยอดขายเดือนกรกฎาคม ปี 2022 โดยยอดขายรถประเภท New Energy Vehicle สูงสุดเป็นประวัติการณ์ เพิ่มขึ้น 222% YoY และเพิ่มขึ้น 22% MoM โดย BYD ได้ลงนามในข้อตกลงที่จะเริ่มขายรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศเยอรมนี สวีเดน และอิสราเอล มีการคาดการณ์ว่า BYD จะขายรถยนต์ได้ 1.5 ล้านคันในปีนี้ เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากปี 2021 เนื่องจากลูกค้าเพิ่มขึ้นให้เปลี่ยนไปใช้รถยนต์ที่เป็นพลังงานสะอาดมากขึ้น
• นอกจากนั้น ยอดขายของ Volkswagen และ Ford ที่เป็นยานยนต์ไฟฟ้านั้นเพิ่มขึ้น 27% YoY และ 31% YoY ตามลำดับ
ยอดขายรถ EV ทั่วโลกคาดเพิ่มขึ้นก้าวกระโดดในปี 2030
• อ้างอิง Global Electric Vehicle Outlook 2022 โดย IEA มีการคาดการณ์ว่าจำนวนยอดขายรถ EV ทั่วโลกจะยังคงมีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องไปในระยะยาว จากนโยบายที่ชัดเจนของประเทศต่างๆ ทั่วโลกเกี่ยวกับรถ EV และสิ่งแวดล้อม รวมถึงแผนของค่ายรถยนต์ต่างๆ ทั่วโลกในการพัฒนารถ EV
• IEA มีการคาดการณ์ว่ายอดขายรถ EV จะเพิ่มขึ้นจากจำนวนราว 6 ล้านคันในปี 2021 มาอยู่ที่ 18.1-23.0 ล้านคันในปี 2025 และ 31.7-48.4 ล้านคันในปี 2030
• โดยประเทศจีนจะยังคงครองส่วนแบ่งตลาดมากที่สุด ในขณะที่ประเทศอินเดียมีแนวโน้มเติบโตมากในอนาคต จากการนโยบายสนับสนุนรถ EV และตลาดที่ใหญ่ของประเทศอินเดีย โดยยอดขายยานยนต์ (รวมรถ ICE) ในประเทศอินเดียอยู่ในอันดับ 3 ของโลกในปี 2021
Stated Policies Scenario: การคาดการณ์โดยอิงกับนโยบายหรือมาตรการของประเทศต่างๆที่เกี่ยวข้องกับรถ EV
Announced Pledges Scenario: การคาดการณ์โดยอิงกับนโยบายหรือมาตรการของประเทศต่างๆที่เกี่ยวข้องกับรถ EV รวมไปถึงเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมด้วย
“นโยบายที่ชัดเจนของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ในเรื่องสิ่งแวดล้อม เช่น เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality)”
| ยอดขายรถยนต์ในปี 2021 (คัน) | % ต่อยอดขายรถทั่วโลก |
|---|
ประเทศจีน | 26,274,820 | 32% |
ประเทศสหรัฐอเมริกา | 15,408,565 | 19% |
ประเทศญี่ปุ่น | 4,448,340 | 5% |
ประเทศอินเดีย | 3,759,398 | 5% |
ประเทศเยอรมนี | 2,973,319 | 4% |
ประเทศฝรั่งเศส | 2,142,284 | 3% |
ประเทศบราซิล | 2,119,851 | 3% |
ประเทศอังกฤษ | 2,044,091 | 2% |
ประเทศรัสเซีย | 1,741,965 | 2% |
ประเทศเกาหลีใต้ | 1,734,581 | 2% |
ประเทศแคนาดา | 1,704,850 | 2% |
นำมาซึ่งมาตรการสนับสนุนรถ EV ที่ชัดเจน ตลอดจนถึงเป้าหมายการระงับการขายรถ ICE
| ปีเป้าหมายระงับ การขายรถ ICE | เเป้าหมายรถ EV ของรัฐบาล | ตัวอย่างการสนับสนุนรถ EV ของรัฐบาล |
|---|
ประเทศจีน | 2035 | ตั้งเป้าให้ 70% ของยอดขายใหม่ของรถยนต์นั่งเป็นประเภทรถ EV (ซึ่งจะประกอบไปด้วยรถประเภท NEV สัดส่วน 40%) ในปี 2025 และ 100% (ซึ่งจะประกอบไปด้วยรถประเภท NEV สัดส่วน 50%) ในปี 2035 | รัฐบาลมีมาตรการสนับสนุนด้านราคาขายรถ NEV ซึ่งจำนวนของเงินสนับสนุนนั้นจะขึ้นอยู่กับประเภทของรถและศักยภาพของรถ โดยมาตรการสนับสนุนอยู่ในช่วงปี 2020-22 ซึ่งจำนวนเงินสนับสนุนจะทยอยลดลง 10% ในปี 2020 20% ในปี 2021 และ 30% ในปี 2022 ซึ่งมีประเด็นข่าววว่ามาตรการดังกล่าวอาจจะมีการขยายออกไปอีก |
ประเทศสหรัฐอเมริกา | 2035 | ตั้งเป้าให้ยอดขายรถ EV เพิ่มถึง 50% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมดในปี 2030 นอกจากนั้นมีแผนที่จะลดการปล่อยมลพิษราว 40% ภายในปี 2030 | นับตั้งแต่ปี 2010 การซื้อรถ EV (รวมรถ PHEV) จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีไม่เกิน 7,500 เหรียญสหรัฐ ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามความจุของแบตเตอรี่ ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2022 รัฐบาลโจ ไบเดน ได้มีการประกาศงบกว่า 5 พันล้านเหรียญสหรัฐเพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านสถานีอัดประจไฟฟ้า โดยตั้งเป้า 150,000 สถานีภายใน 5 ปีข้างหน้า ในแผน Inflation Reduction Act ปี 2022 จะให้การชดเชยภาษี US$4,000 สำหรับรถยนต์ไฟฟ้ามือสองและ US$7,500 สำหรับการซื้อรถ EV ใหม่ นอกจากนั้นให้การชดเชยภาษีสำหรับการสร้างโรงงานผลิตรถ EV ด้วยพลังงานสะอาด |
ประเทศญี่ปุ่น | 2035 | รัฐบาลตั้งเป้าให้ยอดขายรถใหม่ทั้งหมดเป็นประเภท Clean Energy Vehicle (PHEV BEV และ FCEV) ในปี 2035 | รัฐบาลมีมาตรการสนับสนุนโดยการให้เงินสนับสนุนผู้ซื้อรถ EV โดยในปี 2021 จำนวนเงินสนับสนุนจะไม่เกิน 8 แสนเยนสำหรับรถ BEV และ 2.5 ล้านเยนสำหรับรถ FCEV |
ประเทศอินเดีย | - | ตั้งเป้าให้ยอดขายรถ EV ถึง 30% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมดในปี 2030 | รัฐบาลอินเดียมีการสนับสนุนการใช้รถ EV (ประเภท 2 ล้อ) ด้วยการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีภายใต้นโยบาย Faster Adoption and Manufacturing of Hybrid and Electric vehicles (FAME-II) ซึ่งจะมีผลถึง 31 มีนาคม ปี 2024 ในขณะที่แต่ละ state ก็มีนโยบายในการให้เงินสนับสนุนผู้ซื้อรถ EV |
ประเทศเยอรมนี | - | ตั้งเป้ายอดรถ EV สะสมจำนวน 15 ล้านคัน (HEV PHEV และ BEV) ในปี 2030 | รัฐบาลขยายมาตรการให้เงินสนับสนุนรถ EV ไปถึงปี 2025 |
ประเทศฝรั่งเศส | - | ตั้งเป้าการผลิตรถ EV (HEV และ PHEV) จำนวน 2 ล้านคันในปี 2030 และจะเพิ่มเป็นรถ BEV ในอนาคต | ผู้ซื้อประเภทบุคคลทั่วไปจะได้รับเงินสนับสนุนจำนวน 6 พันยูโรสำหรับการซื้อรถ BEV มูลค่า 4.5 หมื่นยูโรหรือต่ำกว่านั้น มาตรการนี้สิ้นสุดเดือนกรกฎาคม ปี 2022 |
ประเทศบราซิล | - | ตั้งเป้ายอดรถ EV สะสมจำนวน 6 แสนคันในปี 2030 | รถ EV ได้รับส่วนลดภาษี เช่นภาษีรถยนต์ท้องถิ่นและภาษีที่เกี่ยวกับการผลิต |
ประเทศอังกฤษ | 2030 | ตั้งเป้ายอดขายรถยนต์ใหม่ทั้งหมดเป็นรถยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็น ศูนย์ในปี 2030 | มีการให้เงินสนับสนุนรถ EV ซึ่งมีแนวโน้มลดลง |
ประเทศรัสเซีย | - | ตั้งเป้าการผลิตรถ EV จำนวน 2.2 แสนคันในปี 2030 | มาตรการสนับสนุนคือจะมีการผ่านระบบเช่าซื้อรถยนต์ ผู้ซื้อได้รับการยกเว้นภาษีการขนส่ง สามารถเข้าจอดรถ EV ได้ในบางพื้นที่ และได้รับยกเว้นค่าทางด่วน นอกจากนี้ หากผู้ชื้อซื้อรถ EV ที่ผลิตในประเทศารัสเซียเองจะได้รับส่วนลดภาษีอีกราว 8 พันเหรียญสหรัฐ |
ประเทศเกาหลีใต้ | 2035 | ตั้งเป้าว่าจะมีการใช้รถยนต์ประเภทไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมจำนวน 4.5 ล้านคันในปี 2030 ซึ่งในจำนวนนี้ 3.62 ล้านคันจะเป็นรถ EV | รัฐบาสนับสนุนการซื้อ EV ไม่เกิน 19 ล้านวอนและการซื้อรถประเภทไฮโดรเจนไม่เกิน 37.5 ล้านวอน โดยรัฐบาลตั้งเป้าที่จะลดราคาขายของรถ EV ลงให้ได้อย่างน้อย 10 ล้านวอน (ในส่วนของ dedicated platform และแบตเตอรี่) ให้ได้ในปี 2025 |
ประเทศแคนาดา | 2035 | ตั้งเป้าให้รถ EV มีสัดส่วน 20% ต่อยอดขายรถใหม่ในปี 2026 และเพิ่มขึ้นเป็น 50% ในปี 2030 โดยในปี 2035 มีการตั้งเป้าให้ยอดขายรถใหม่ทั้งหมดเป็นแบบ BEV | รัฐบาลมีการให้เงินสนับสนุน 2.5-5.0 พันเหรียญสหรัฐสำหรับผู้ซื้อ EV |
ค่ายรถยนต์ทั่วโลกกำลังพัฒนารถ EV เพื่อตอบรับความต้องการซื้อและเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม
อันดับ ปี 2021 | ค่ายรถยนต์ | ปีเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) | เป้าหมายของรถ EV | แผนการลงทุนเกี่ยวกับรถ EV |
|---|
1 | Toyota | 2050 | Toyota ตั้งเป้ายอดขายรถ BEV จำนวน 3.5 ล้านคันในปี 2030 (จากยอดขายรวมทั่วโลกประมาณ 10 ล้านคันต่อปี) และจะมีรถ BEV ไม่ต่ำกว่า 30 โมเดลในทุกประเภทรถยนต์ | Toyota วางแผนลงทุน 4 ล้านล้านเยนเพื่อขึ้นไลน์การผลิตรถ BEV 30 โมเดลภายในปี 2030 และวางแผนลงทุนเพิ่มอีก 4 ล้านล้านเยนในรถ EV ประเภทอื่นๆ เช่น HEV PHEV และ FCEV |
2 | Volkswagen | 2050 | Volkswagen ตั้งเป้ายอดขายรถในประเทศสหรัฐอเมริกาจะมีสัดส่วนรถ BEV จำนวน 55% ในปี 2030 โดยบริษัทมีแผนออกรถ BEV รุ่นใหม่กว่า 25 รุ่นในทวีปอเมริกาเหนือภายในปี 2030 | ในปี 2022-26 บริษัทตั้งงบลงทุนไว้ 8.9 หมื่นล้านยูโรเพื่อการลงทุุนในรถ EV แบ่งเป็น 5.2 หมื่นล้านยูโรสำหรับรถ BEV โดยเฉพาะ, 3.0 หมื่นล้านยูโรสำหรับการพัฒนาซอฟท์แวร์และระบบดิจิตอล และอีก 8 พันล้านยูโรสำหรับการลงทุนในระบบ hybrid powertrain |
3 | Hyundai Kia | 2040 | ค่ายรถยนต์ทั้งสองตั้งเป้าเพิ่มการผลิตi5 EV ให้ได้ 3.5 แสนคันในปีนี้และให้ได้ถึง 1.44 ล้านคันในปี 2030 ซึ่งจะคิดเป็น 45% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมดของสองค่ายนี้ | ค่ายรถยนต์ทั้งสองวางแผนลงทุนจำนวน 1.65 หมื่นเหรียญสหรัฐ เพื่อเพิ่มการผลิต EV ในประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งจะรวมไปถึงการสร้างโรงงานใหม่ที่มีกำลังการผลิต 1.5 แสนคันต่อปี |
4 | General Motors | 2040 | General Motors ตั้งเป้าให้มีการผลิตรถ EV ในทวีปอเมริกาเหนือมากกว่า 1 ล้านคันในปี 2025 | บริษัทจะลงทุนประมาณ 6.6 พันล้านเหรียญสหรัฐในรัฐมิชิแกนจนถึงปี 2024 เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตรถ EV ประเภทรถกระบะและสร้างโรงงาน EV battery cell |
5 | Stellantis | 2038 | Stellantis ตั้งเป้ายอดขาย 50% ในทวีปอเมริกาเหนือและ 100% ในทวีปยุโรปในปี 2030 จะเป็นรถประเภท BEV ทั้งหมด | Stellantis วางแผนใช้งบลงทุน 3.55 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐในการพัฒนารถ EV และการพัฒนาซอฟท์แวร์ |
6 | Honda | 2050 | Honda Motor วางแผนออกโมเดลรถ EV กว่า 30 รุ่นภายในปี 2030 และตั้งเป้าขยายกำลังการผลิตรถ EV ให้ได้ 2 ล้านคันต่อปีภายในปี 2030 | Honda Motor วางแผนจะลงทุน 5 ล้านล้านเยนเพื่อการพัฒนารถ EV ในช่วงเวลา 10 ปีข้างหน้า |
7 | Nissan | 2050 | ในปี 2030 Nissan ตั้งเป้ายอดขายรถ BEV ให้ได้ 40% สำหรับยอดขายรถในตลาดอเมริกา และตั้งเป้าออกรถ EV กว่า 23 โมเดล ซึ่งหลักๆจะเป็น BEV จำนวน 15 โมเดล | Renault และ Nissan ได้ประกาศความร่วมมือกันว่าจะลงทุนกว่า 2.3 หมื่นล้านยูโร เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับรถ EV ในอีก 5 ปีข้างหน้า |
8 | Ford | 2050 | Ford ตั้งเป้ายอดขายรถ BEV ให้ได้ 40-50% ในปี 2030 | Ford ได้มีการประกาศการลงทุน 1.14 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐเพื่อลงทุนสร้างโรงงานผลิตรถ EV และโรงงานประกอบแบตเตอรี่ |
9 | Renault | 2050 | Renault เตรียมออกรถ EV โมเดลใหม่กว่า 35 รุ่นภายในปี 2030 | Renault และ Nissan ได้ประกาศความร่วมมือกันว่าจะลงทุนกว่า 2.3 หมื่นล้านยูโร เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับรถ EV ในอีก 5 ปีข้างหน้า |
10 | BMW | 2050 | ในปี 2030 BMW ตั้งเป้ายอดขายรถทั่วโลกจะมีสัดส่วน 50% เป็นรถ BEV | ภายในปี 2025 BMW วางแผนจะลงทุนมากกว่า 3.0 หมื่นล้านยูโรในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับรถ EV ซึ่งรวมถึงแบตเตอรี่ มอเตอร์ ระบบชาร์จ และการพัฒนายานยนต์ไร้คนขับ (autonomous driving technologies) |
11 | Changan | 2060 | Changan ตั้งเป้ายอดขายรถ BEV และ PHEV รวมจำนวน 1.05 ล้านคัน หรือคิดเป็น 35% ของยอดขายในปี 2025 | Changan จะลงทุนกว่า 8 หมื่นล้านหยวนภายในปี 2025 เพื่อการพัฒนารถ NEV เป็นหลัก |
12 | Mercedes-Benz | 2039 | Mercedes-Benz ตั้งเป้ายอดขาย 100% เป็นรถ BEV ในปี 2030 | Mercedes-Benz วางแผนลงทุนราว 4 หมื่นล้านยูโรภายในปี 2030 เพื่อการพัฒนาวิจัย การพัฒนาประสิทธิภาพแบตเตอรี่ ระบบชาร์จ การผลิตยานยนต์และแรงงาน |
13 | Suzuki Motor | ไม่ระบุ | ไม่ระบุ | Suzuki Motor วางแผนลงทุนราว 1.5 แสนล้านเยน เพื่อการผลิตรถ EV (คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2025) และแบตเตอรี่ (คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2026) ในประเทศอินเดีย |
14 | Geely | 2045 | Geely ตั้งเป้ารถ EV จะมีสัดส่วน 30% หรือมียอดขายมากกว่า 1 ล้านคันต่อปีในปี 2025 ซึ่งคาดว่ารถ EV พรีเมี่ยมแบรนด์อย่าง Zeekr จะมียอดขายกว่า 6.5 แสนคันในปี 2025 | ในปี 2020 บริษัทประกาศงบลงทุนราว 3.0 หมื่นล้านหยวน เพื่อลงทุนในโรงงานแบตเตอรี่ที่มีกำลังการผลิตราว 42 gigawatt-hours ต่อปี |
15 | Mazda Motor | 2035 | Mazda Motor ตั้งเป้าสัดส่วน รถ BEV ให้ถึง 25% ของยอดขายรถทั่วโลก และให้ถึง 100% ของยอดขายรถในทวีปยุโรปในปี 2030 | หลังจากปี 2025 แล้ว Mazda Motor วางแผนออกโมเดลรถ BEV เพิ่มเติม โดยจะมีการอิงการแพตฟอร์ม SKYACTIV EV Scalable Architecture |