สรุปประเด็น ตลาดแรงงานสหรัฐและเงินเฟ้อส่งสัญญาณ Mild stagflation TISA จะประสบความสำเร็จหรือไม่ ข้อเสนอของ INVX เพื่อผลักดันดัชนีหุ้นไทยฟื้นตัวอย่างยั่งยืน
Markets
Macro Making Sense – 10 มี.ค. 2568

- ตลาดแรงงานสหรัฐและเงินเฟ้อส่งสัญญาณ Mild stagflation ผลจากทรัมป์: สหรัฐฯ จ้างงานเพิ่มขึ้น 1.51 แสนตำแหน่งในเดือน ก.พ. ต่ำกว่าตลาดคาด อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นจาก 4.0% เป็น 4.1% เรามองว่า ตลาดแรงงานกำลังอ่อนตัวลงท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น โดยการว่างงานที่มากขึ้น และการจ้างงานจะน้อยลง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อเริ่มเพิ่มขึ้น บ่งชี้สถานการณ์ mild stagflation ทำเรายังคงประมาณการการลดดอกเบี้ยเหลือเพียง 1 ครั้ง ในการประชุมวันที่ 17-18 มิ.ย.
- มาตรการ TISA และผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเตรียมเสนอมาตรการ Thai Individual Saving Account (TISA) ต่อกระทรวงการคลังภายใน 1-2 เดือนนี้ ซึ่งเป็นแนวคิดที่คล้ายกับ NISA ของญี่ปุ่น โดยให้สิทธินำวงเงินการซื้อขายหุ้นมาลดหย่อนภาษีทางตรง ด้วยวงเงินที่มีการเสนอที่ 5 แสน - 1 ล้านบาทต่อราย เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนใหม่เข้าสู่ตลาด และส่งเสริมวัฒนธรรมการออมผ่านตลาดหุ้นในระยะยาว
- นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดออก Omnibus Law หรือพระราชกำหนดฟื้นฟูตลาดทุนไทย เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดต่างๆ เช่น การซื้อหุ้นคืนของบริษัท การส่งเสริมบริษัทเทคโนโลยีให้เข้าระดมทุนได้โดยไม่จำเป็นต้องมีกำไร และการเปิดโอกาสให้บริษัทต่างชาติที่ลงทุนในไทยสามารถระดมทุนในตลาดหุ้นไทย ซึ่งหากรัฐบาลเห็นด้วย คาดว่าจะแก้กฎหมายแล้วเสร็จภายใน 6 เดือน
- เราวิเคราะห์ว่า TISA เป็นมาตรการที่ดีและจะช่วยฟื้นฟูตลาดหุ้นไทยได้บางส่วน แต่หากต้องการความสำเร็จในระดับเดียวกับญี่ปุ่น ไทยจำเป็นต้องมีการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่ครอบคลุมมากกว่านี้
ข้อเสนอของ INVX เพื่อพลิกฟื้นตลาดหุ้นไทยอย่างยั่งยืน : INVX นำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไทยที่ติดกับดักรายได้ปานกลางและขาด "New growth engine" โดยเน้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่มูลค่า 4 ล้านล้านบาท (22% ของ GDP) ในระยะเวลา 5-8 ปี ครอบคลุมหกด้านหลัก ได้แก่ ระบบชลประทาน การวางผังเมือง ระบบคมนาคม ท่าเรือ สนามบิน และพลังงานสาธารณูปโภค แนวทางนี้อ้างอิงความสำเร็จจากหลายประเทศโดยเฉพาะอินเดียที่ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโต 7-8% ต่อปี - การลงทุนตามข้อเสนอจะใช้รูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) โดยรัฐบาลจะลงทุนประมาณ 1.5-2 ล้านล้านบาท คาดว่าจะกระตุ้นให้เศรษฐกิจไทยเติบโตจาก 2.5% เป็น 4.0-4.5% ต่อปี ผ่านผลกระทบสามด้าน คือ ผลกระทบทางตรงจากการลงทุนและการจ้างงาน ผลกระทบทางอ้อมจากการเพิ่มประสิทธิภาพโลจิสติกส์และการลดต้นทุนธุรกิจ และผลกระทบเชิงกระตุ้นจากการลงทุนภาคเอกชนที่ตามมา แม้จะส่งผลให้การขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้นและหนี้สาธารณะอาจเพิ่มเป็น 71-75% ของ GDP แต่ INVX เสนอให้ปรับเพดานหนี้สาธารณะเป็น 80% ของ GDP ชั่วคราว พร้อมวางแผนลดกลับมาที่ 70% ในปี 2578
- INVX เชื่อว่าแนวทางดังกล่าวจะสร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทย ทำให้ค่า PE Multiple เพิ่มขึ้นจาก 14 เท่าเป็น 18 เท่า ควบคู่กับการเติบโตของกำไรที่ 3.65% ต่อปีต่อเนื่อง 5 ปี ซึ่งจะผลักดันให้ดัชนีหุ้นไทยฟื้นตัวอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ แนวทางการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่นี้ถือเป็นการสร้าง "Growth engine" ใหม่ให้กับเศรษฐกิจไทย เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในอดีตจากการพัฒนา Eastern Seaboard และการเติบโตของภาคการท่องเที่ยวหลังวิกฤตน้ำท่วมใหญ่

